ปาฐกถา

รวมปาฐกถาภาษาไทย

หมวดที่ ๑ : พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทย

รวมปาฐกถาภาษาไทยสัมมนาเฉลิมพระเกียรติ

เรื่อง บทวิจารณ์พระราชนิพนธ์พระมหาชนก
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
วันเสาร์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๐
ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
      คุณมีชัย วีระไวทยะ ท่านนายกสภา ได้กล่าวถึงชีวิตของผมในรูปแบบต่าง ๆ ตอนที่แนะนำ เป็นความจริงที่ว่าผมใช้ชีวิตในหลายรูปแบบ เป็นชีวิตในราชการอยู่ ๒๓ ปี เป็นชีวิตไปทำธุรกิจอยู่ ๑๖ ปี และก็ยังมีอีกชีวิตหนึ่งที่ไม่เคยคาดฝัน นั่นคือชีวิตในระบอบการเมือง แต่ก็ยังมีอีกชีวิตหนึ่งที่ได้รับอุปโลกน์ให้มาดำรงอยู่ นั่นคือชีวิตของการ เป็นผู้เสนอหรือเป็นผู้วิจารณ์พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


     ในสี่ชีวิตนั้นก็มีความเสี่ยงแตกต่างกันไป แต่ชีวิตที่เสี่ยงมากที่สุดก็คือ ชีวิตการเป็นนักวิจารณ์พระราชนิพนธ์ของพระมหากษัตริย์ไทย เพราะว่าตั้งแต่เกิดมา ถึงแม้ว่า จะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่ก็ไม่เคยเขียนหรือวิพากษ์วิจารณ์หนังสือของใคร ยิ่งมาได้รับอุปโลกน์ขึ้นมาให้วิจารณ์หนังสือของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว นั่นอัตราเสี่ยงค่อนข้างจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะผิดจะถูกอย่างไรก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน และก็คงจะไม่มีโอกาสทราบได้ว่าสิ่งที่ตัวเองมาเสนอหรือวิจารณ์นั้น เป็นการเสนอ ข้อมูลถูกต้องสมบูรณ์หรือเปล่า อย่างไรก็ดี เมื่อมาทำหน้าที่นี้แล้วก็พยายามจะใช้ชีวิตตรงนี้ให้คุ้มค่า


     หนังสือพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” นั้น ผมอยากจะขอเล่าประวัตินิดหนึ่งก็คือว่า เป็นพระราชนิพนธ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้เวลาค่อนข้างจะนาน และจริงอยู่ตัวพระราชนิพนธ์นั้นไม่ได้มีความยาวหรือสับสนหรือยุ่งยากมากมายแต่ท่านใช้เวลา ๑๙ ปี หลังจากที่ได้ไปฟังพระธรรมเทศนาใน ๑๙ ปี นั้น ใช้ในเรื่องของ การคิดมากกว่าในเรื่องของการประดิษฐ์ถ้อยคำ ในเรื่องของการทำให้หนังสือนั้นสมบูรณ์แบบ ทั้งในเนื้อเรื่อง เนื้อหา คำพูด รูปภาพ และสิ่งต่าง ๆ ที่จะมาทำให้หนังสือนี้ มีความขลัง มีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นเรื่องธรรมะที่ใครก็ตามที่อ่านแล้ว ซึ่งในการอ่านนั้นอาจจะใช้เวลา ๓๔–๓๕ นาทีเท่านั้น แต่ถ้าได้อ่านหลาย ๆ ครั้งจะได้ซึมซาบถึง ทุกแง่ทุกมุมที่พระองค์ท่านได้ทรงประพันธ์ขึ้นมา แล้วไปนึกย้อนหลังถึงพฤติกรรมของพระองค์ท่านที่ได้ครองสิริราชสมบัติมาเป็นเวลา ๕๐ ปี นั้น ใครก็ตามที่ได้อ่าน ๒ ครั้ง ๓ ครั้งแล้ว หรือทุกทีที่กลับมาอ่านใหม่นั้น ผมคิดว่าคน ๆ นั้นจะได้ข้อมูลอะไรบางอย่าง หรือข้อคิดอะไรบางอย่างที่จะทำให้เราเข้าใจพระเจ้าอยู่หัวของเราดีขึ้น เราทุกคนทราบดีว่าพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้น เป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบบรัฐธรรมนูญ ท่านไม่มีความอิสระในหลาย ๆ ประการที่ประชาชนชาวไทยทั่วไปมี ท่านต้อง ดำรงชีวิตของท่านอยู่อย่างระมัดระวัง ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถึงแม้พระองค์ท่านจะทรงมีพระราชอำนาจหรือจากที่ได้ทรงมีพระราชจริยาวัตรมา ๕๐ ปีนั้น ได้สร้างสมพระบารมีมาอย่างที่เรียกว่าคนไทยทุกคนยอมรับด้วยความเต็มใจ แต่แม้กระนั้นก็ตามไม่ว่าจะเป็นพระราชอำนาจทางด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ พระบารมีที่พระองค์ท่านทรงมีอยู่เหนือหัวจิตหัวใจของคนไทยทั้งหลาย ก็ไม่ใช่เป็นของง่ายนักที่คนไทยจะได้ซาบซึ้งถึงบุคลิกภาพของพระองค์ท่าน ความคิดความอ่าน ของพระองค์ท่าน


     หนังสือเล่มนี้ในสายตาของผม เป็นหนังสือซึ่งสะท้อนถึงข้อคิด ถึงพระราชจริยาวัตรของพระองค์ท่าน ถึงการกระทำต่าง ๆ รวมทั้งการปกครองประเทศ และพสกนิกร ของพระองค์ท่าน เราเคยได้ยินถึงทศพิธราชธรรม อันนั้นเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้นได้ทรงครองราชย์มาด้วยทศพิธราชธรรม ถ้าเรามองดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ระยะ ๕๐ ปีนั้น ภาพจะปรากฏออกมาชัดเจนยิ่งขึ้นว่าสิ่งที่เราพูดว่าทศพิธราชธรรม ซึ่งบางครั้งมันออกมาในรูปของนามธรรม แต่ถ้าเรา สามารถนำไปโยงในประวัติศาสตร์ ๕๐ ปีที่ผ่านมาเราจะซาบซึ้งมากขึ้นว่า ทศพิธราชธรรมที่เราพูดถึงอยู่นี้ เมื่อออกมาเป็นภาคปฏิบัติแล้ว และโยงไปกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เราก็จะเข้าใจพระองค์ท่านดีขึ้น


     การเสนอเรื่องพระราชนิพนธ์พระมหาชนกนี้ ก่อนที่ผมจะพูดในรายละเอียดหรือแสดงความเห็นส่วนตัวในการแปลความหมายต่าง ๆ กระผมอยากจะขออัญเชิญ พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สื่อมวลชน ตอนที่เปิดตัวพระมหาชนกครั้งแรก ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๓๙ พระองค์ท่านทรงรับสั่งว่า หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยหลายส่วน ประกอบด้วยส่วนที่เป็นภาษาไทยที่มาจากพระไตรปิฏก ซึ่งเอาตรงมาจากพระไตรปิฏกที่แปลเป็นภาษาไทย ส่วนที่สองเอามาดัดแปลง เพื่อให้ตัวหนังสือบางอย่างหรือคำบางคำที่ไม่ตรงกับความคิดในสมัยนี้ ก็ได้ดัดแปลงไปบ้าง เป็นภาษาที่อาจจะดูแปลกไปหน่อยในบางส่วน เพราะว่าต้องให้เข้าใจว่าเรื่อง เป็นเรื่องเก่าโบราณนับเวลาไม่ได้ ภาษาก็จะต้องให้โบราณหรืออาจจะเป็นปริศนาบ้าง ฉะนั้น ถ้าใครรู้ภาษาอังกฤษ บางทีก็จะต้องมาดูภาษาไทย เพื่อจะให้เข้าใจว่าภาษา อังกฤษเขาว่าอย่างไร คนที่รู้ภาษาไทยบางทีก็จะต้องไปดูภาษาอังกฤษ จะได้รู้ว่าภาษาไทยเขาว่าอย่างไร


     พระองค์ท่านทรงรับสั่งว่า หนังสือเล่มนี้โดยเฉพาะสำหรับศิลปินที่เขียนรูป และจากรูปของหนังสือนั้น เข้าใจว่าต้องคิดมากและต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก เพราะว่า เป็นงานพิเศษ การแสดงออกมาซึ่งความคิดหลักของชาดกนี้ ชี้ให้เห็นว่าความเพียรต้องมี และสำคัญที่สุดว่า คนเราจะทำอะไรต้องมีความเพียร แม้จะไม่เห็นฝั่งก็ต้อง ว่ายน้ำต่อไป และมีคำตอบอยู่ว่าทำไมต้องว่ายน้ำถึงฝั่ง มีประโยชน์อย่างไร มีประโยชน์เพราะว่าถ้าหากไม่เพียรไม่ว่ายน้ำเจ็ดวันเจ็ดคืน ก็จะไม่ได้พบเทวดา คนอื่นไม่มี ความเพียรที่จะว่ายน้ำก็จม เป็นอาหารของปลาของเต่าไปหมดแล้ว ฉะนั้น ศูนย์กลางของหนังสือเล่มนี้คือ ความเพียร โดยไม่นึกถึงว่าจะได้ประโยชน์อะไร หรือได้ผลอะไร


     สรุปแล้วพระองค์ท่านรับสั่งว่า ศูนย์กลางของหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มนี้ คือ ความเพียร ความวิริยะอุตสาหะ ที่พระองค์ท่านได้ใช้ปรัชญานี้มาตลอดชีวิตของ พระองค์ท่าน โดยเฉพาะระหว่างครองราชย์อยู่ ๕๐ ปี เพียรพยายามโดยไม่หวังผลตอบแทน หรือผลประโยชน์อะไร เพียรพยายามเพราะสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อันนั้นคือ เป็นลักษณะของผู้นำ ลักษณะของผู้จัดการ คือทำหรือจัดการให้ถูกต้อง และลักษณะของผู้นำคือทำในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งใดก็ตามที่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่ชอบ ธรรมสิ่งนั้นก็จะทำไป อย่างที่ได้กล่าวแล้วว่าพระราชนิพนธ์นี้อาศัยข้อมูลจากชาดกเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า ชาดกนั้นเป็นเรื่องที่เป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้ง เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นมนุษย์บ้าง เป็นอมนุษย์บ้าง เทวดาบ้าง สัตว์บ้าง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมะแก่ผู้ใด จะยกชาดกซึ่งเป็นนิทานอิงธรรมะมาเล่า เป็นวิธีการสอนแบบอิงนิทานธรรมะแทนที่จะสอนธรรมะโดยตรง


     ชาดกนั้นมี ๒ ประเภท ชาดกในนิบาต ชาดกนอกนิบาต ชาดกนั้นมีบทบาทสำคัญในสังคมพุทธศาสนามาตั้งแต่โบราณกาล ปรากฏหลักฐานในลายปูนปั้นที่เจดีย์ จุลประโทนในนครปฐม และเสมาหินทางภาคอีสาน ในสมัยถัดมาก็พบแผ่นดินจารึกสลักลายเส้นเรื่องชาดก ที่มณฑปวัดศรีชุม สุโขทัย และลายปูนปั้นที่วิหารวัดไหล่ ลพบุรี ในยุคถัดมาก็พบเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องชาดกต่าง ๆ สืบมาตามลำดับ รวมทั้งมีประเพณีการสวด ประเพณีการเทศน์มหาชาติ เป็นต้น


     ในบรรดานิบาตชาดกทั้งหมด เรื่องพระมหาชนกมีความน่าสนใจ และแตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ๒ ประการ ประการแรกเป็นเรื่องพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสวยชาติเป็นนาย วาณิช ซึ่งต้องกระทำกิจการของตนด้วยวิริยะอุตสาหะ และประการที่ ๒ เป็นเรื่องที่กล่าวถึงประเทศสุวรรณภูมิ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงให้เห็นว่า สุวรรณภูมิคือดินแดนของประเทศไทยในปัจจุบันนั่นเอง


     ถ้าพูดถึงเรื่องพระมหาชนกนั้น คำว่า ชนก นั้นแปลว่า พ่อ ที่ผมเข้าใจว่าในสมัยหนึ่งนั้นเวลาเราพูดถึงพระเจ้าแผ่นดินของเราอย่างพ่อขุนรามคำแหง และใน ประวัติศาสตร์ของไทยนั้น คำว่า พ่อ หรือพระเจ้าแผ่นดินนั้น ก็คงจะใช้ในความหมายเดียวกันได้ เมื่อตอนที่ผมได้รับมอบหมายให้ไปที่แฟรงเฟิร์ตบุ๊กแฟร์ เมื่อประมาณ ๔-๕ เดือนที่ผ่านมา เพื่อไปเสนอเรื่องพระมหาชนกนั้น เผอิญหยิบหนังสือบนเครื่องบินการบินไทยฉบับหนึ่ง สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ซึ่งปัจจุบันสยามรัฐนั้น ก็พยายามเอา บทความบทเขียนในอดีตของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ มาลงพิมพ์ซ้ำ ซึ่งอ่านแล้วได้ประโยชน์ จะโดยบังเอิญอย่างไรไม่ทราบ ผมกำลังจะไปเสนอเรื่อง พระมหาชนก ก็ไปอ่าน บทความที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ท่านเคยเขียนไว้ และท่านพูดอยู่ตอนหนึ่งว่ารากภาษาของไทยคือ บาลี สันสกฤต มันก็ใกล้เคียงกับรากภาษาของภาษายุโรป คำว่า ชนก ซึ่งแปล ว่า พ่อ แต่คำภาษาอังกฤษ คำว่า ชนก ซึ่งแปลว่าพ่อ หรือที่อาจจะหมายถึงพระเจ้าแผ่นดิน ชนก ภาษาอังกฤษคือคำว่า King ภาษาเยอรมัน Konig ซึ่งสำเนียงอาจจะ คล้ายคลึงกัน ว่ามาจากรากฐานคำ ๆ เดียวกัน

     พระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๙ มีลักษณะเด่น แตกต่างจากฉบับเดิมหลายประการในข้อแรกก็คือ เป็นการรื้อฟื้นธรรมะเรื่องความเพียรมาแสดงใหม่ เพราะสังคมยุคปัจจุบันค่อนข้างจะย่อหย่อนในเรื่องของความเพียร ในการรื้อฟื้นธรรมะเรื่องความเพียรมาแสดงใหม่นั้น พระองค์ท่านได้ทรงดัดแปลงเนื้อเรื่องให ้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน ทรงปรับปรุงภาษาจากพระอรรถกถาชาดกให้กระชับ ง่ายต่อการเข้าใจ และอ่านแล้วมีสีสันขึ้น ทรงมีจินตนาการที่นักเขียนพึงมี สร้างสรรค์การ เดินเรื่องให้ตื่นเต้นน่าอ่าน เช่น กำหนดให้ปูทะเลเป็นผู้ช่วยพระเอก เป็นต้น และเป็นที่มาของมหาวิทยาลัยปูทะเล อันเทียบได้กับการเพี้ยนเสียงมาจากโพธิยาลัย คือ การรวบรวมเผยแพร่ความรู้ที่วัดโพธิ์ กรุงเทพฯ และยังได้ทรงพิจารณาว่าการสอนธรรมะจะต้องใช้ศิลปินในระดับชาติ ๘-๙ ท่านมาช่วยเขียนภาพประกอบเรื่อง เป็นศิลปะไทยร่วมสมัยเช่นเดียวกัน ทรงพระราชดำริให้ออกแบบจัดหน้าบทพระราชนิพนธ์เป็นแบบหนังสือเทพนิยายแบบฝรั่ง มีทั้งความเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และมีรูปภาพประกอบไปตลอด อย่างที่เราดูวีดิทัศน์เมื่อสักครู่นี้เป็นการเล่าเรื่องให้เราฟัง ภาพจะปรากฏมาอยู่ตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกันก็ได้ปรับปรุงให้เป็นศิลปะ ร่วมสมัยเช่นเดียวกัน


     ข้อแตกต่างข้อต่อไปคือการแก้ไขปรับปรุงทั้งหมดนั้น นอกจากจะก่อให้เกิดความรื่นรมย์ในการอ่านแล้ว ยังปรารถนาให้น้อมนำเข้าถึงธรรมะอันเป็นแก่นของหนังสือ ด้วย หนังสือจึงต้องทำให้เกิดรู้สึกความขลัง และให้มีสัญลักษณ์ยึดเหนี่ยวหากเกิดความท้อแท้ จึงโปรดให้สร้างเหรียญพระมหาชนก เป็นเหรียญคู่หนังสือด้วยเป็น ครั้งแรก และอาจจะเป็นครั้งเดียวที่ทรงประกอบพระราชพิธีชัยมังคลาภิเษกเหรียญศักดิ์สิทธิ์นี้


     หนังสือเล่มนี้จึงถึงซึ่งความไพเราะทั้งในภาษา ความงดงามของภาพเขียนประกอบเรื่อง และในธรรมะที่เป็นแก่นของเรื่อง ซึ่งเทียบได้กับหนังสือศักดิ์สิทธิ์ใน วัฒนธรรมชนชาติต่าง ๆ และหนังสือนี้ก็จะเป็นหนังสือที่ศักดิ์สิทธิ์ของสังคมไทย ยิ่งไปกว่านั้น พระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์ยังทรงแสดงให้เห็นว่าเป็นผลงานของ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถ


     คนไทยส่วนใหญ่มองภาพพระเจ้าอยู่หัวว่าทรงพระปรีชาสามารถในเรื่องต่าง ๆ ที่โด่งดังเป็นที่ทราบโดยทั่วไปทั้งในและนอกประเทศก็ในเรื่องของเป็นนักปกครอง เป็นช่างภาพ เป็นนักดนตรี เป็นนักพัฒนา เป็นผู้ที่ทรงรอบรู้ในเรื่องของการเกษตร เรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องป่าไม้ ทรงรอบรู้เรื่องการศึกษา สาธารณสุข และอะไรต่อมิอะไร อีกหลายอย่าง


     แต่เราไม่ค่อยซาบซึ้งถึงว่าพระองค์ท่านจะทรงมีบทบาททางด้านวรรณกรรม ไม่ว่าในเรื่องของนายอินทร์ปิดทองหลังพระ หนังสือติโตและในปัจจุบันนี้ก็คือ พระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์ แต่ความรอบรู้ของพระองค์ท่านนั้นยังแผ่กว้างออกไปอีก ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือฉบับนี้ เช่น การที่ทรงสามารถกำหนดที่ตั้งของเมือง โบราณในวรรณคดีเก่า ผลการวิจัยว่า ระยะทาง ๑ โยชน์ เป็นระยะทางแท้จริงเท่าไหร่กันแน่ โดยคำนวณจากระยะทางระหว่างทางเมืองโบราณเหล่านั้น เทียบกับมาตรา วัดความยาวของอินเดีย ของไทยและของยุโรป เป็นต้น

     แผนที่ฝีพระหัตถ์ ๔ แผ่น ที่ทรงเขียนด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าส่วนพระองค์ แสดงให้เห็นถึงการรอบรู้ในศิลปศาสตร์สำหรับพระมหากษัตริย์ ซึ่งสามารถคำนวณ ทิศทางความเร็วของคลื่นลมและโหราศาสตร์ ทำให้การดำเนินเรื่องพระมหาชนกของพระองค์มีความสมจริงที่สามารถอธิบายให้คนรุ่นใหม่เข้าใจได้ ในฐานะกษัตริย์ แห่งสุวรรณภูมิ ก็ได้ทรงแสดงให้เห็นถึงความเจริญมั่งคั่งของดินแดนแห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ปรารถนาไปมาค้าขายของนานาประเทศตั้งแต่สมัยอดีตกาล เชื่อกันว่าใครก็ตามที่มา ค้าขายกับสุวรรณภูมิแล้วจะร่ำรวยกลับไป


     ในเนื้อหาพระราชนิพนธ์ก็มีคติธรรมต่าง ๆ มากมาย ซึ่งผู้อ่านแต่ละท่านย่อมมองเห็นได้หลากหลายต่างกัน อีกทั้งภาษาทั้งใน ๒ ภาษาที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นมา ก็มีศัพท์สำนวนที่น่าประทับใจ มีทั้งคำโบราณและคำสมัยใหม่ บางศัพท์เช่นคำว่า ทักษิณาวัตร ก็ทรงคิดคำภาษาอังกฤษขึ้นมาด้วยพระองค์เองว่า Dexterambulation แต่ความที่พระองค์ท่านรู้สึกซาบซึ้งในธรรมะของความเพียรพยายามนั้น ก็มีพระราชประสงค์ให้เผยแพร่ธรรมะนี้ไม่ใช่ไปสู่แต่ประชาชนชาวไทยเท่านั้น แต่ก็อยากที่จะ เห็นว่าให้คนต่างชาตินั้นได้รับรู้ถึงแก่นสารและสาระถึงธรรมะของคนไทย จึงได้มีพระราชสำนวนเป็นภาษาอังกฤษด้วย และทรงพระราชอักษรเทวนาครี กำกับคาถาบาลี ทุกคาถา ทำให้เราสามารถเทียบเคียงความหมายของทั้งสองภาษาได้เข้าใจชัดเจน


     สิ่งที่ผมกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าทำให้หนังสือหรือพระราชนิพนธ์มีความแตกต่างไปจากชาดกอื่น ๆ พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก จึงสมควรอย่างยิ่งที่ได้มี การพิมพ์แผยแพร่ในมหามงคลวโรกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล เพราะตลอด ๕๐ ปี แห่งการเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า ทรงมีความเพียร อย่างต่อเนื่องไม่เคยท้อถอย พระวิริยะบารมีของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมพสกนิกรชาวไทยตลอดมา เป็นแบบอย่างและเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งแก่ ผู้บำเพ็ญปฏิบัติตามความเพียรพยายามที่มีอยู่ในพระองค์ท่าน อันนั้นคือความเพียรพยายามที่จะให้ประชาราษฎร์ของพระองค์ท่าน ไม่ว่าจะถิ่นฐานใด เชื้อชาติใด มีความ ผาสุก มีความเจริญโดยอาศัยวิชาการ อาศัยความรู้ อาศัยการเรียนรู้ อาศัยปัญญา อาศัยสติ ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบและความสุขที่แท้จริง


     ความเพียรพยายามของพระองค์ท่านนั้น เป็นความเพียรพยายามที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นถึงความท้อถอย เป็นความเพียรพยายามต่อเนื่อง เป็นความเพียรพยายามใน ทิศทางเดียว เป็นความเพียรพยายามไม่เกียจคร้าน เป็นความเพียรพยายามที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสม่ำเสมอไม่บกพร่อง เป็นความเพียรพยายามที่มีความเข้มแข็ง ไม่อ่อนแอย่อท้อ เป็นความเพียรพยายามที่สะท้อนถึงความเป็นผู้กล้าหาญ กระทำในสิ่งที่ควร กระทำในสิ่งที่ชอบธรรม กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง และกระทำอย่างเดียว เพื่อความผาสุกของประชาราษฎร์ และเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำบรรยายพิเศษ
เรื่อง “ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑
กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

ส่วนหนึ่งของ Amartya Sen Lecture Series ว่าด้วย “การพัฒนาอย่างยั่งยืน”
โดยสมาคม Cambridge สมาคม Oxford และกลุ่ม Harvard แห่งเบลเยียม

 

ท่านศาสตราจารย์ Amartya Sen
คุณ Marc Bihain แห่ง ING Bank,
คุณ Willem Van Der Geest,
แขกผู้มีเกียรติ,
ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ,

     ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนข้อสังเกตเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในเวทีปราศรัยแห่งนี้ ซึ่งตั้งชื่อตามนักปราชญ์ นักคิด และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ นอกจากนั้นท่านยังได้รับการยกย่องอีกจากผลงานเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วในฐานะเป็นประธานร่วม United Nations Panel on Human Security

     ศาสตราจารย์ Sen ได้สร้างแรงบันดาลให้พวกเราทุกคนด้วยการนำเสนอข้อคิดสำคัญๆ ซึ่งให้ความหมายใหม่ต่อมิติเชิงจริยธรรมของปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่เร่งด่วนแห่งยุค

     หนึ่งในข้อคิดที่สำคัญยิ่งของศาสตราจารย์ Sen คือเรื่อง สมรรถนะ ซึ่งจัดให้เสรีภาพของมนุษย์เป็นหัวใจของการวิพากษ์เกี่ยวกับการพัฒนา

     ในเรื่องของประชาธิปไตย ศาสตราจารย์ Sen เคยตั้งข้อสังเกตว่า “ไม่เคยมีทุพภิกขภัยร้ายแรงใดเกิดขึ้นในประเทศที่เป็นเอกราช มีประชาธิปไตย และมีสื่อที่ค่อนข้างเสรี”

     ในยุคปัจจุบัน อันเป็นยุคที่การมุ่งหากำไรมักอยู่เหนือข้อพิจารณาเรื่องความเป็นธรรม ความเท่าเทียม และสิทธิเสรีภาพ แนวคิดของศาสตราจารย์ Sen ว่าด้วยการพัฒนา ซึ่งเกี่ยวโยงกับเสรีภาพของมนุษย์ ความเป็นประชาธิปไตย และสื่อที่เสรี เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมจริงๆ

     เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง นาย Francis Fukuyama ได้เสนอว่าจุดจบของประวัติศาสตร์ใกล้มาถึงแล้ว แต่นี่เวลาได้ล่วงเลยมากกว่า 15 ปีแล้ว ชัยชนะของประชาธิปไตยก็ยังไม่สมบูรณ์

     บางประเทศได้ผันแปรตัวเองไปจากแนวทางประชาธิปไตยเสรีนิยมไปสู่แนวทางที่เป็นอำนาจนิยมมากขึ้น บางรัฐบาลก็ยังคงประสบความสำเร็จพอสมควรในการรักษาระบอบการเมืองที่ปราศจากประชาธิปไตย แต่สามารถตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจของประชาชนได้ ในขณะเดียวกัน หลายประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยก็ยังมีปัญหาด้านความรับผิดชอบต่อประชาชนและธรรมาภิบาล

     เรื่องนี้ถ้ามองอย่างผิวเผิน ก็ออกจะน่าแปลกใจ ประชาธิปไตยมีข้อดีที่เห็นชัดถึงขนาดนี้ไม่น่าจะมีปัญหาในการหยั่งรากลงทั่วโลก แต่สำหรับหลายประเทศ “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” ยังคงเป็นอุดมการณ์ที่ดูเหมือนอยู่แค่เอื้อมแต่ไปไม่ถึงสักที

     ต้นเหตุหลักอยู่ที่การต่อสู้ระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง อริสโตเติลเคยประกาศว่า “หากเสรีภาพและความเท่าเทียมดังที่บางคนคิดมีอยู่ในประชาธิปไตยเป็นหลัก มันจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อทุกคนเข้าไปมีส่วนร่วมในรัฐบาลมากที่สุด”

     ในยุคปัจจุบัน เราเผชิญคำถามที่สำคัญยิ่ง

  • เหตุใดประชาธิปไตยจึงดูเปราะบางนัก

     มีปัจจัยที่มีจำเป็นอย่างใดบ้างสำหรับประเทศหนึ่งๆ ในการที่จะไปให้ถึงจุดที่สามารถธำรงไว้ซึ่งประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนได้ผมขอให้แง่คิดจากประสบการณ์ของผมในการเป็นนายกรัฐมนตรีที่มุ่งมั่นจะสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศไทย รวมถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน

     ผมขอเริ่มด้วยคำพูดของ มหาตมะ คานธี เกี่ยวกับธาตุแท้ของความเป็นประชาธิปไตยว่า “วิญญาณของประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยัดเยียดจากภายนอกได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องมาจากข้างใน“ กล่าวคือประชาชนต้องเป็นผู้ต้องการประชาธิปไตยเอง

     ในยุโรปส่วนใหญ่ วิวัฒนาการของประชาธิปไตยเป็นไปอย่างเชื่องช้าและเลี้ยวลดคดเคี้ยว ประวัติศาสตร์ของยุโรปนั้นเกลื่อนไปด้วยสงครามกลางเมือง การปฏิวัติและระบอบเผด็จการ แต่ประชาธิปไตยก็หยั่งรากจนได้และในปัจจุบันก็ไม่มีระบอบการปกครองอื่นใดมาแข่งขันท้าทายกับประชาธิปไตยได้ในยุโรป

     หากเราถือว่าการให้สิทธิทุกคนลงคะแนนเลือกตั้งเป็นจุดสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยในโลกตะวันตก เราก็จะพบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งหมดอย่างกว้างขวางเพิ่งเกิดขึ้นมาแค่ 100 กว่าปีเท่านั้น

     ในกระบวนการวิวัฒนาการทางการเมือง คนเราต้องปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกทั้งปัญหาต่างๆ นานา เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติ

     ในระยะยาว ระบอบประชาธิปไตยจะสามารถปรับตัวในกระบวนการวิวัฒนาการได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อมีเสาหลักที่แข็งแรงพอ

     ในยุคปัจจุบันเราอาจเปรียบเทียบประชาธิปไตยได้กับสูตรคำนวณซอฟท์แวร์ที่สามารถผลิตผลลัพธ์ทางการเมืองที่ดีที่สุดสำหรับสังคมใดก็ได้ โค้ดสำหรับซอฟท์แวร์ทางการเมืองนี้เก่าแก่หลายศตวรรษ แต่เพื่อความสะดวกเราอาจถือเอกสารแมกนา คาร์ตา (Magna Carta) ของอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1215 เป็นจุดเริ่มต้น

     เป็นที่เชื่อกันว่าประชาธิปไตยนั้นดีกว่า มั่นคงกว่า มีเหตุมีผลกว่า มีประโยชน์และมีความชอบธรรมมากกว่าระบบการปกครองอื่นใด

     Winston Churchill ได้กล่าวอย่างเหมาะสมว่า “ไม่มีใครเสแสร้งว่าประชาธิปไตยมีความสมบูรณ์หรือดีเลิศประเสริฐศรีไปหมดหรอก จริงๆ แล้ว เคยมีผู้กล่าวว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่เลวที่สุด ถ้าไม่นับระบอบการปกครองอื่นๆ ที่ถูกนำมาทดลองใช้บ้างเป็นครั้งคราว”

     จากประสบการณ์ของผม จำเป็นต้องมีเสาหลักอย่างน้อยจำนวนหนึ่งสำหรับรองรับโครงสร้างพื้นฐานของประชาธิปไตย ถ้าเราคิดจะสร้างสะพานก็ต้องยึดตามหลักวิชาวิศวกรรม แต่การสร้างประชาธิปไตยไม่เหมือนกับการสร้างสะพาน เพราะไม่ใช่วิทยาศาสตร์ แต่เป็นศิลปะของการทำเท่าที่จะทำได้

การศึกษาและการแพร่ความรู้

     ประชาธิปไตยเริ่มต้นด้วยปัญญาของผู้ลงคะแนนเสียง ไม่ว่าปัญญานั้นจะได้มาอย่างไรก็ตาม ที่ผมพูดอย่างนั้นหมายความว่าผู้ลงคะแนนเสียงต้องเข้าใจประเด็นปัญหาที่ตนเผชิญอยู่และทางเลือกที่ตนมี ผู้ลงคะแนนเสียงจะต้องเข้าใจด้วยว่าตนมีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไรบ้างภายใต้ระบบประชาธิปไตย และมีหนทางที่จะแสดงออกว่าตนต้องการอะไรในกระบวนการประชาธิปไตย

     หัวใจของประชาธิปไตยจะเต้นได้ก็ด้วยการมีส่วนร่วมของพลเมืองทุกคนในการใช้สิทธิของตน อย่างแรกคือสิทธิในการหยิบยกประเด็นต่างๆ ที่ตนห่วงกังวลให้บรรจุอยู่ในวาระทางการเมือง และอย่างที่สองคือการเลือกคนที่ตนรู้สึกว่าจะตอบสนองข้อห่วงกังวลของตนได้ดีที่สุดในกระบวนการการเมือง

     นอกเหนือจากการทำหน้าที่พลเมืองอย่างรับผิดชอบโดยการลงคะแนนเสียงแล้ว ประชาธิปไตยต้องมีพลเมืองที่มีความรู้เกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่ชุมชนและสังคมของตนกำลังเผชิญอยู่ในยุคแห่งโลกาภิวัตน์และอิทัปปัจจยตานี้

     ปัญหาท้าทายอย่างหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศคือการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้การศึกษาตอบสนองต่อชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันมากขึ้น ให้เปลี่ยนจากการเน้นการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองไปสู่การรู้จักคิดอย่างสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง และขยายขอบข่ายโครงการการศึกษาให้ไปถึงเด็กผู้หญิงและสตรีที่ยากจน

     ผมยินดีที่เห็นความก้าวหน้าด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศในการส่งเสริมการศึกษาสำหรับทุกคน ความก้าวหน้าเช่นนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีในการสร้างผู้ลงคะแนนเสียงที่มีความรู้จำนวนมากพอที่จะเป็นเชื้อเพลิงให้กระบวนการประชาธิปไตยก้าวหน้าต่อไป

     จุดเด่นอย่างหนึ่งของเอเชียคือเป็นภูมิภาคที่ได้ผลิตสตรีที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลและประมุขรัฐจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อย พัฒนาการที่น่ายินดีในไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือความพยายามของเอเชียใต้ที่จะให้มีความเสมอภาคทางเพศในกระบวนการประชิปไตยโดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมาจากการเลือกตั้งมีสัดส่วนหนึ่งเป็นสตรี จึงถึงเวลาแล้วที่ทั้งภูมิภาคจะต้องเร่งรัดส่งเสริมความก้าวหน้าของเด็กผู้หญิงและสตรีเพื่อให้พวกเขามีส่วนร่วมในระดับรากหญ้ากว้างขวางขึ้น

     การศึกษาและการเผยแพร่ความรู้ในฐานะทรัพย์สินสาธารณะเป็นวิธีสำคัญที่ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยเป็นพลังเข้มแข็ง ต้านทานไม่ให้ผู้ปกครองประเทศใช้อำนาจในทางที่ผิด

     ในเอเชียเช่นเดียวกับในตะวันตก ประชาธิปไตยไม่ได้มาจากเพียงผ่านหีบเลือกตั้ง การต่อสู้ที่แท้จริงเกิดขึ้นในท้องถนนโดยนักศึกษา ชาวนา แรงงาน และประชาชนทั่วไปที่ออกมาเดินขบวนเพื่อแสดงความไม่พอใจ

     ในเอเชียนี้เอง มหาตมะ คานธีได้พัฒนาแนวคิดการต่อสู้ด้วยสันติวิธีเพื่อเป็นขบวนการเปลี่ยนแปลงการเมือง ในช่วงห้าทศวรรษหลังจากนั้น ก็ได้มีการเดินขบวนประท้วงเกิดขึ้นในสาธารณะรัฐเกาหลี มีพลังประชาชนแผ่กระจายไปทั่วอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และประเทศอื่นๆ เปลวไฟของประชาธิปไตยยังคงส่องสว่างอยู่ในเอเชียใต้ ซึ่งมีจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงมากที่สุดและกระตือรือร้นที่สุดในโลก

     เพื่อให้ประชาธิปไตยมีชีวิต ประชาชนต้องอย่าปล่อยตัวเองให้ตั้งอยู่ในความประมาท แต่ละชุมชน แต่ละที่ทำงาน แต่ละโรงเรียน ต้องมีโครงการที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับรากหญ้า

     ผู้มีสิทธิมีเสียงที่ไม่สนใจและนิ่งเฉยย่อมตกเป็นเหยื่ออย่างง่ายดายให้กับกลุ่มจัดตั้งใดๆ ก็ตามที่หวังยึดอำนาจด้วยกำลังหรือการหลอกลวงตบตา ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่เผด็จการเบ็ดเสร็จ

     ในเอเชียส่วนใหญ่ ซึ่งเน้นเรื่องความสามัคคีและการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเป็นค่านิยมสำคัญ สิ่งที่ท้าทายเราคือว่าทำอย่างไรจึงจะยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ การชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย และความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน โดยถือว่าทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในการเติบใหญ่ของกระบวนการประชาธิปไตยในบริบทของเอเชีย

เสาหลักของประชาธิปไตย

     ในทัศนะของผม โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของประชาธิปไตยมีเสาหลักอยู่ 7 เสา อันได้แก่ การเลือกตั้ง ขันติธรรมทางการเมือง การปกครองด้วยกฎหมาย เสรีภาพในการแสดงออก ความรับผิดชอบต่อประชาชนและความโปร่งใส การกระจายอำนาจ และประชาสังคม

การเลือกตั้ง

     ก่อนอื่น การเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมสร้างความชอบธรรมให้กับประชาธิปไตยโดยป้องกันบุคคลหรือกลุ่มคนเล็กๆ ในสังคมไม่ให้ยัดเยียดผลประโยชน์เฉพาะตัวให้ประชาชนแบกรับ ไม่ควรมีบุคคลใดหรือคนกลุ่มใดมีสิทธิผูกขาดอำนาจเหนือกระบวนการเลือกตั้ง

     พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีแบบแผนพื้นฐานที่เป็นกรอบให้กับชุมชนทางการเมืองและกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ประชาชน และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างศูนย์อำนาจต่างๆ

     ในสังคมประชาธิปไตยพรรคการเมืองสามารถจัดตั้งขึ้นมาและหาเสียงได้โดยปราศจากการข่มขู่คุกคาม บางประเทศกำหนดให้พรรคการเมืองมีเสียงสนับสนุนในระดับหนึ่งเป็นอย่างน้อยก่อนที่จะลงเลือกตั้งได้ ทุกพรรคการเมืองจะต้องได้รับโอกาสใช้สื่อเสรีและวิธีอื่นๆ เพื่อเผยแพร่แนวทางของพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง กระบวนการเลือกตั้งจะต้องได้รับการกำกับดูแล สังเกตการณ์และดำเนินการโดยองค์กรอิสระซึ่งมักจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง

     อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งสามารถโกงกันได้ เสียงก็ซื้อกันได้ และเป็นที่น่าเสียดายที่นักการเมืองที่ลงพื้นที่เฉพาะในช่วงการเลือกตั้งเพื่อสร้างฐานอำนาจและถ่ายภาพกับประชาชน กลายเป็นภาพที่คุ้นเคยกันในหลายประเทศ

     รัฐบาลจะสิ้นสุดความชอบธรรมลงก็ต่อเมื่อไม่สามารถสะท้อนความต้องการของพลเมืองได้ และหากเกิดขึ้นรัฐบาลก็สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ แต่บางครั้งก็อาจใช้กำลังและการข่มขู่คุกคามเพื่อหวังยึดครองอำนาจต่อไป และการเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนออกไปหรือบ่อนทำลาย

     ถึงแม้การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นมิติที่เห็นชัดที่สุดของระบบประชาธิปไตย แต่ก็ยังคงมีตัวอย่างของการทุจริตในการเลือกตั้งเพื่อส่งเสริมผลักดันการปกครองแบบอัตตาธิปไตยและทรราช ดังนั้นการเลือกตั้งในตัวเองไม่ได้เป็นหลักประกันว่ามีประชาธิปไตย

ขันติธรรมทางการเมือง

     เสาหลักที่สองคือ ขันติธรรมทางการเมือง การเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมไม่ได้เป็นการมอบสิทธิให้กดขี่หรือกีดกันกลุ่มผู้ที่ไม่ได้ลงคะแนนเสียงให้ฝ่ายรัฐบาล และก็ไม่ได้หมายความว่าเสียงข้างมากจะมีสิทธิปล้นสิทธิเสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือชีวิตของเสียงข้างน้อยได้

     ถ้าจะให้ประชาธิปไตยคงอยู่ได้ในระยะยาวก็ต้องมีขันติธรรม ถ้ากลุ่มเสียงข้างน้อยไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างเที่ยงธรรมจากระบวนการการเลือกตั้ง ก็จะไม่สามารถมีความสงบสุขได้ การขาดความสงบสุขจะทำให้ความพยายามทั้งปวงที่จะเป็นประชาธิปไตยไร้ผล

     ในหลายประเทศ มีตัวอย่างของการให้สินรางวัลกับผู้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนพรรครัฐบาล และทอดทิ้งหรือลงโทษผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคฝ่ายตรงข้าม การแจกจ่ายอาหาร น้ำและทรัพยากรต่างๆเพื่อการพัฒนาล้วนเคยถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือควบคุมให้ชนะการเลือกตั้งมาแล้วทั้งสิ้น

     การเมืองภายหลังการเลือกตั้งอาจเป็นโทษต่อผู้แพ้ โดยอาจเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งมองว่าการมีส่วนร่วมของเสียงข้างน้อยเป็นอุปสรรค แทนที่จะหาทางโน้มนำฝ่ายค้านเข้ามาถกหารือกันอย่างมีเหตุผลและแม้แต่อาจนำท่าทีของฝ่ายค้านเข้าไปบรรจุเป็นนโยบายรัฐบาลหากสมควร

     ขันติธรรมเป็นเรื่องของการยอมรับความหลากหลายในสังคม โดยเริ่มจากการปลูกฝังเลี้ยงดูในวัยเยาว์ ถ้าเราสอนให้ผู้เยาว์เชื่อในหลักการผู้ชนะกินรวบ ก็เท่ากับว่าเรากีดขวางการพัฒนาของประชาธิปไตย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เยาวชนควรต้องเรียนรู้ว่าในการเลือกตั้งสิ่งที่ฝ่ายที่ชนะได้รับไปคือหน้าที่ที่จะรักษาส่งเสริมฉันทามติที่สมดุลในสังคม การสร้างความสมดุลดังกล่าวนี้ก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

หลักนิติธรรม

     เสาหลักที่สามของประชาธิปไตยคือหลักนิติธรรม มีการถกเถียงมากมายถึงความหมายของคำนี้ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างหลักนิติธรรมและประชาธิปไตย

     เมื่อกระบวนการทางการเมืองกำกับด้วยกฎหมายและกรอบระเบียบกฎเกณฑ์ ราษฎรก็จะสามารถพิจารณาได้ว่ารัฐบาลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และสามารถหาคำตอบต่อคำถามหลักๆ เช่น :

  • รัฐบาลปกครองตามหลักกฎหมายหรือไม่ หรือถือหลักว่าตนได้รับการยกเว้นจากกฎเกณฑ์ที่ไม่สะดวกบางข้อ
  • ลำดับขั้นตอนการดำเนินงานของรัฐบาลคงเส้นคงวาและอยู่ภายใต้กฎหมายหรือไม่ หรือว่ารัฐบาลดำเนินการตามอำเภอใจ จับกุมผู้คนที่คัดค้านนโยบายของตนและลิดรอนเสรีภาพของบุคคลเหล่านั้นโดยไม่เคารพสิทธิที่พวกเขาพึงมีตามกฎหมาย

     ในช่วงต้นๆ ผมได้กล่าวถึงความสำคัญของ แมกนา คาร์ตา เอกสารประวัติศาสตร์ฉบับนั้นได้จารึกหลักที่ว่ารัฐจะต้องเคารพสิทธิตามกฎหมายทั้งหมดที่บุคคลพึงมี habeas corpus เป็นหลักการสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในแมกนา คาร์ตา habeas corpus ป้องกันการจับกุม กักขัง และประหารชีวิตตามอำเภอใจของรัฐ โดยกำหนดว่าการกระทำดังกล่าวโดยรัฐต้องมีเหตุผลทางกฎหมายและเคารพสิทธิตามกฎหมายของบุคคลที่ถูกกักกัน

     ชนชั้นทางการเมืองที่ยอมรับว่าการกระทำใดๆ โดยรัฐต้องเป็นไปตามครรลองของกฎหมายจะยอมรับประชาธิปไตยมากกว่า การบังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างถูกต้องเป็นการป้องกันความพยายามใดๆ ที่จะทำลายเสรีภาพ ยึดทรัพย์สิน หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน และยังหมายความว่ากฏเหล่านั้นมีผลต่อราษฎรทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

     เมื่อการบังคับใช้หลักนิติธรรมอ่อนแอ การฉ้อราษฎร์บังหลวงก็เฟื่องฟู การติดสินบน การจ่ายเงินใต้โต๊ะ การฮั้วประมูล การออกนโยบายที่เอื้อต่อครอบครัวหรือพวกพ้อง ล้วนเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ ในสถานการณ์เหล่านี้ผู้ที่มุ่งบังคับกฎหมายอาจเผชิญกับการข่มขู่คุกคามหรือตอบโต้แก้แค้นก็ได้

     ประชาธิปไตยจะผิดเพี้ยนไม่ทำงานเมื่อข้าราชการ ตุลาการ นิติบัญญัติ ภาคเอกชน ตำรวจ และทหารล้วนใช้อำนาจที่ตนมีอยู่เพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับตนเองและเอื้อประโยชน์ส่วนตนบนความทุกข์ยากของประชาสังคม  ถึงแม้จะมีกฎหมาย การฉ้อราษฎร์บังหลวงก็เป็นตัวบั่นทอนหลักนิติธรรม

     ความเป็นกลางของภาคตุลาการเป็นฐานหลักอย่างหนึ่งของหลักนิติธรรม หากผู้พิพากษาใช้กฎเกณฑ์ชุดหนึ่งสำหรับผู้ที่มีอำนาจวาสนา และใช้อีกชุดหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่มีสิ่งเหล่านั้น ระบบการเมืองและยุติธรรมทั้งหมดก็จะตกต่ำเสื่อมเสีย เซาะกร่อนความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในการให้ความยุติธรรม

     หลักนิติธรรมย่อมมีรากฐานอยู่ในระบบค่านิยมทางศีลธรรมจรรยา ในแอฟริกาใต้เป็นเวลาหลายสิบปีได้มีหลักนิติธรรมภายใต้กรอบระบบ apartheid ซึ่งเป็นระบบกฎหมายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสีผิว ภายใต้ระบบการเมืองและกฎหมายที่ปกป้องสิทธิของประชาชน คนที่มีสีผิวสีใดสีหนึ่งไม่สามารถใช้มันกีดขวางความยุติธรรมได้ ความยุติธรรมและความเสมอภาคเกี่ยวโยงโดยตรงกับความยั่งยืนของประชาธิปไตย โดยทั่วไปแล้ว หากหลักนิติธรรมถูกครอบงำ ชื่อเสียงในความเป็นประชาธิปไตยพร้อมกับความชอบธรรมของรัฐบาลก็จะพลอยเสียหายไปด้วย ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะใช้ข้ออ้างอย่างไรก็ตาม

     หลักนิติธรรมยังมีหน้าที่สุดท้ายอีกหนึ่งอย่าง ในระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ เช่นของไทย รัฐธรรมนูญเป็นตัวกำหนดกรอบและความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันปกครองต่างๆ ในระบบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจะทำงานได้ผลดีที่สุดก็เมื่อสถาบันและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ระบบที่มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล

     หลักนิติธรรมเป็นตัวกำหนดขอบเขตของการแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการตัดสินใจ เมื่อมีนิติธรรมประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของระบบและขึ้นอยู่กับกฎหมายเดียวกัน ในขณะที่ผู้ปกครองก็ไม่ได้เป็น “เจ้าของ” ของระบบ

     เพื่อให้หลักนิติธรรมทำงานเป็นผล มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เกียรติภูมิและอิสรภาพของฝ่ายตุลาการและระบบยุติธรรมทั้งหมดจะต้องปลอดจากการกดดันโดยอิทธิพลหรือการแทรกแซงที่ผิดกฎหมาย

เสรีภาพในการแสดงออก

     เสาหลักที่สี่อันทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืนคือเสรีภาพในการแสดงออก สิ่งที่บุคคลสามารถกล่าว ตีพิมพ์ แจกจ่าย และพูดคุยเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าระบบการเมืองเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด สื่อมวลชนที่อิสระเสรีเป็นตัวชี้วัดของเสรีภาพในการแสดงออก ระบบอินเตอร์เน็ตที่ไม่ถูกเหยียบย่ำโดยการควบคุมของรัฐก็เป็นอีกตัวหนึ่ง

     รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือเป็นแบบอื่น น้อยรายนักจะมีความสัมพันธ์ที่สบายใจอย่างแท้จริงกับสื่อมวลชนเสรี  แต่ไม่ว่าจะมีข้อเสียเพียงใด สื่อมวลชนเสรีซึ่งสนับสนุนโดยอินเตอร์เน็ตที่ไม่ถูกปิดกั้น เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการให้ข้อมูลข่าวสารกับสาธารณะโดยเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยที่ทำงาน  แม้ในสังคมที่มีประชาธิปไตยมานาน รัฐบาลก็ยังอาจพยายามจัดการใช้สื่อเพื่อประโยชน์ของตนเอง รัฐบาลมักพยายามชี้นำการตีความข่าวเพื่อผลักดันวาระของตนและเจือจางอำนาจของสื่ออิสระ

     เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เปิดทางให้มีการขยายตัวของการแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารพร้อมกับพื้นที่สำหรับวาทกรรมสาธารณะอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน  อินเตอร์เน็ตได้ปฏิวัติการมีส่วนร่วมในการอภิปรายและดำเนินการทางการเมือง และได้เกื้อกูลให้เกิดชุมชนออนไลน์ขึ้นมามากมาย  ในขณะเดียวกันโทรศัพท์มือถือก็ทำให้การติดต่อส่งข้อมูลข่าวสารกระทำได้อย่างทันท่วงที

     ในประเทศที่ยึดแนวทางอำนาจนิยม เสรีภาพของข้อมูลข่าวสารเป็นภัยอันใหญ่หลวงสำหรับรัฐบาล เสรีภาพที่มากับสื่อสมัยใหม่นี้สามารถเข้าถึงได้โดยเพียงไม่กี่คลิกไปยังเว็บไซท์ เช่น YouTube และ blog ต่างๆ ปรากฏการณ์ใหม่ๆ เหล่านี้ทำให้รัฐบาลควบคุมข้อมูลข่าวสารได้ยากขึ้นมาก

     ข้อเท็จจริงก็คือว่า แม้กระทั่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็มักพยายามเหลือเกินที่จะปั้นแต่งมติมหาชนให้ไปในทิศทางที่ตนต้องการ ไม่ว่าผ่านสื่อโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ หรืออินเตอร์เน็ต  การที่รัฐควบคุมหรือมีอิทธิพลเหนือข้อมูลข่าวสารนั้น พวกเราควรจะหยุดและคิดเรื่องนี้ให้ดีๆ แม้หน้าตาของประชาธิปไตยอาจดูสดใส แต่หากเสรีภาพของข้อมูลข่าวสารและของสื่อถูกคว้านจนกลวง ก็เท่ากับว่าประชาธิปไตยถูกบั่นทอน  ประชาชนจึงต้องคอยเฝ้าระวังตลอดเวลาเพื่อให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากกฎหมายในหลายประเทศที่ประชาธิปไตยกำลังพัฒนาไม่ได้ส่งเสริมเสรีภาพของข้อมูลข่าวสารและไม่ให้ความสำคัญต่อสื่อมวลชน

     เสรีภาพในการแสดงออกถือว่าสำคัญพอที่จะบรรจุในปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชน หัวข้อ 19 ระบุว่า “ทุกคนมีสิทธิในความคิดเห็นและการแสดงออกอย่างเสรี สิทธิดังกล่าว รวมถึงเสรีภาพที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และที่จะแสวงหา ได้รับ และถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารและความคิดผ่านสื่อใดๆ ก็ได้โดยไม่จำกัดพรมแดน”

     หากพลเมืองไม่มีสิทธิในการแสดงออกในกระบวนการทางการเมือง ก็จะไม่มีรัฐบาลใดที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน อย่างไรก็ดี ไม่มีสังคมประชาธิปไตยใดที่มีเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสมบูรณ์

     กุญแจสำคัญคือการชั่งให้เกิดความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของชาติและสังคม เพื่อสร้างและรักษาระดับการถกเถียงแลกเปลี่ยนกันในสังคมซึ่งจำเป็นเพื่อทำให้การมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยมีความหมาย และในขณะเดียวกันก็ต้องขีดเส้นซึ่งนำบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเข้าไปพิจารณา แต่ละประเทศกำหนดขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงออกไว้แตกต่างกัน แต่สิ่งที่สำคัญคือขอบเขตดังกล่าวต้องไม่ถูกอิทธิพลทางการเมืองนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อจำกัดไม่ให้สาธารณะตรวจสอบนโยบายและการกระทำที่มีผลกระทบต่อบูรณภาพของผลประโยชน์สาธารณะ เช่น หากกฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาททำให้คนไม่กล้าเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็เป็นการทำให้ประชาธิปไตยเสื่อม

     ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการให้ทุกเสียงมีสิทธิได้แสดงออก เสียงเหล่านั้นอาจขัดกันเอง บางเสียงอาจมีความรู้มากกว่าเสียงอื่น บางเสียงอาจเป็นความเห็นส่วนตัว ซุบซิบนินทาหรือคาดเดา ทั้งหมดนี้คือตลาดแห่งความคิด ซึ่งก็เหมือนตลาดทั่วไปตรงที่สินค้าแต่ละอย่างมีคุณค่าไม่เท่ากัน ตราบใดที่สถาบันต่างๆ ของเราทำให้คนสามารถรู้จักวิธีประเมินคุณค่าของความคิดในตลาดนี้ รู้จักคัดเอาความคิดที่ไตร่ตรองเข้มงวดมาใช้ รู้จักปฏิเสธความคิดที่สุกเอาเผากิน ไม่เพียงแต่ประชาธิปไตยจะยั่งยืนเท่านั้น แต่จะเจริญงอกเงยขึ้นอีกด้วย

     โดยที่มีทั้งอินเตอร์เน็ต โลกาภิวัฒน์ และการสื่อสารมวลชน ตลาดแห่งความคิดนี้ดึงความคิดมาจากแหล่งต่างๆอย่างหลากหลาย ไม่ใช่เพียงจากประเทศประชาธิปไตยประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แม้ว่าตลาดนี้จะไม่สามารถสร้างขึ้นมาและควบคุมโดยรัฐอย่างง่ายดาย แต่ก็คงไม่มีรัฐบาลใดปลอดโปร่งใจทีเดียวกับการใช้วิธีปิดปากผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือผู้ที่แฉการกระทำผิดของรัฐบาล

ความรับผิดชอบต่อสาธารณะและความโปร่งใส

     เสาหลักที่ห้าของประชาธิปไตยคือ ความรับผิดชอบต่อสาธารณะและความโปร่งใส ซึ่งหมายความว่าสถาบันของรัฐและบุคคลในสถาบันเหล่านั้นต้องรับผิดชอบในการกระทำของตน รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกรัฐบาลนั้นเข้ามา นอกจากนี้ ยังต้องรับผิดชอบต่อฝ่ายตุลาการที่อิสระหรือสถาบันที่เป็นกลางอื่นๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบการกระทำของรัฐบาล การตัดสินใจใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายด้านการเกษตร การกำหนดราคาน้ำมัน หรือบริการสาธารณสุข จะต้องไม่ทำไปเพื่อผลักดันวาระของกลุ่มผลประโยชน์เหนือกว่าผลประโยชน์สาธารณะ

     ความรับผิดชอบต่อสาธารณะและความโปร่งใสในแก่นแท้แล้วมีวัตุประสงค์เดียวกัน คือเพื่อคุ้มครองพลเมืองจากนโยบายที่หลงทางหรือการตัดสินใจที่ให้ประโยชน์แก่คนไม่กี่คนแต่ทำให้คนจำนวนมากต้องเสียประโยชน์  เมื่อใดที่หลักการทั้งสองนี้สั่นคลอน ก็จะเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าธรรมาภิบาลกำลังตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง และกระบวนการประชาธิปไตยได้ชะงักงันไป

การกระจายอำนาจ

     เสาหลักที่หกตั้งอยู่บนการให้อำนาจทางการเมืองแก่ระดับท้องถิ่นหรือระดับจังหวัด  ยิ่งรัฐบาลอยู่ใกล้ประชาชนที่ต้องปกครองมากเพียงใด รัฐบาลก็จะยิ่งตอบสนองต่อประชาชนได้มากเพียงนั้น  ขณะเดียวกัน เพื่อให้ประชาธิปไตยที่มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสามารถทำงานได้ ก็จะต้องมีการกระจายอำนาจในเรื่องของเงินสนับสนุน ทรัพยากรด้านอุปกรณ์สิ่งของและบุคคล ตลอดจนขีดความสามารถของสถาบันด้วย

     การกระจายกระบวนการการเมืองออกจากส่วนกลางก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะลดการรวมศูนย์อำนาจและอิทธิพลของกลุ่มพลังทางการเมือง  พลเมืองจะมีความตื่นตัว สนใจและพร้อมที่จะ มีส่วนร่วมในประชาธิปไตยมากขึ้นเมื่อพวกเขามองเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเสมือนเพื่อนบ้านและเห็นว่าสิ่งที่เขามีส่วนได้ส่วนเสียเป็นเรื่องใกล้ตัว

     เราจะเห็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของความเชื่อมโยงระหว่างประชาธิปไตยกับชีวิตประจำวันของพลเมืองได้ในระดับท้องถิ่น  การอยู่ในพื้นที่ที่ใกล้ชิดในละแวกเดียวกันมีประโยชน์ทำนองเดียวกันกับชุมชนออนไลน์ในเศรษฐกิจแห่งความรู้  ประชาชนที่มีผลประโยชน์และค่านิยมร่วมกันจะแสดงและแลกเปลี่ยนความเห็นและความรู้ จะโน้มน้าวกันและกัน  สิทธิของพลเมืองในการชุมนุมและการมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่นจะช่วยบ่มเพาะประชาธิปไตยให้อยู่ยืนยาวในสังคม

     การตั้งพรรคการเมืองในระดับท้องถิ่นช่วยทำให้การสร้างประชาธิปไตยแบบผู้แทนเป็นไปได้ง่ายขึ้น การมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่นของผู้ลงคะแนนเสียงและผู้สมัครที่มาจากเขตหรือจังหวัดเดียวกันจะสร้างความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมให้แก่กระบวนการประชาธิปไตย  การปกครองระดับท้องถิ่นจะเป็นสนามฝึกซ้อมให้แก่ผู้นำของชาติในอนาคต

ประชาสังคม

     ประชาสังคมเป็นเสาหลักสำคัญเสาที่เจ็ด  ประชาสังคมที่แข็งขันจะเริ่มบทบาทของการมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับรากหญ้า  เวทีชุมชน ชมรม กลุ่มนักรณรงค์เรื่องต่างๆ องค์กรการกุศล สหกรณ์  สหภาพ กลุ่มนักคิดและสมาคมล้วนจัดอยู่ภายใต้กรอบประชาสังคม  กลุ่มเหล่านี้เป็นยานพาหนะในการมีส่วนร่วมที่จะนำไปสู่การมีประชาธิปไตยระดับรากหญ้าที่ยั่งยืน โดยมีความเข้มข้นในแง่ของความรู้สึกต้องการเป็นอาสาสมัคร ความสนใจร่วมกัน และค่านิยมเหมือนกัน อันเป็นแกนสำหรับการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล สร้างกรอบแนวคิด และผลักดันแนวคิด

     ความเข้มแข็งของประชาธิปไตยอาจวัดได้โดยดูว่ามีประชาสังคมที่แท้จริงเพียงใดและพลเมืองมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะมากน้อยเพียงใด  ประชาสังคมเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญสำหรับการถกเถียงกันด้วยสติปัญญาในเรื่องที่อยู่ในความสนใจของสาธารณะ  ประชาสังคมยังเป็นกลไกให้ทัศนะส่วนรวมของพลเมืองสามารถมีส่วนกำหนดและโน้มน้าวนโยบายของรัฐบาลได้  และจากการที่ต้องนำข้อถกเถียงและข้อมูลเข้าสู่เวทีสาธารณะเพื่อใช้เป็นบริบทในการพิเคราะห์นโยบาย รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องนำเสนอข้อโต้แย้งหรือปรับเปลี่ยนท่าที การแลกเปลี่ยนในลักษณะนี้เป็นสิ่งดีสำหรับประชาธิปไตย และเป็นที่ชัดเจนว่า เมื่อกระบวนการพิจารณาภายในระบบการเมืองยอมรับบทบาทของประชาสังคม ก็เท่ากับว่าได้ตกลงยอมให้ประชาชนได้มีบทบาทในการตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐบาล ประชาสังคมที่ตื่นตัวจึงทำให้มีการตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้นในสังคมประชาธิปไตย

     หลายประเทศมีประวัติศาสตร์ของระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง โดยหัวหน้าของกลุ่มการเมืองจะสร้างกลุ่มผู้ตามของตนที่มีความภักดีต่อตัวบุคคลมากกว่าต่อพรรคการเมืองหรือความเชื่อ เมื่อใดที่เกิดอย่างนี้ขึ้น ประชาธิปไตยก็ไม่สามารถอยู่อย่างยั่งยืนได้ง่ายนัก

คุณสมบัติความเป็นผู้นำ

     เสาหลักต่างๆ ของประชาธิปไตยที่ผมได้กล่าวถึงมานี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นแต่ยังไม่เพียงพอหากขาดผู้นำที่จะมาสร้างและธำรงรักษาเสาหลักของประชาธิปไตยเหล่านี้

     คุณสมบัติของความเป็นผู้นำสำหรับประชาธิปไตยที่ยั่งยืนจะพบได้ในบุคคลที่ดำรงตนด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใสและรับผิดชอบในสิ่งที่ตนทำ เป็นบุคคลที่สามารถสร้างฉันทามติ มีใจที่เปิดกว้างและเป็นธรรม  ยึดมั่นต่อความยุติธรรมและส่งเสริมประโยชน์สาธารณะ  มีขันติธรรมรับฟังท่าทีของฝ่ายที่ตรงข้ามกัน แน่นอน มักมีการพูดกันว่าประชาธิปไตยเป็นวิธีปกครองที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย และวิสัยมนุษย์ก็มีข้อบกพร่องมากมาย คำกล่าวทั้งสองนี้มีความจริงอยู่ แต่ขณะที่เรายอมรับข้อจำกัดของเราเอง เราก็ควรพยายามหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในอดีตและมองไปสู่รุ่นผู้นำในภายภาคหน้าที่จะสามารถสานต่อโดยเรียนรู้จากบทเรียนของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนคนธรรมดา

สรุป

     ผมได้กล่าวถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับเสาหลักต่างๆ ที่ค้ำจุนโครงสร้างของประชาธิปไตยที่ยั่งยืนแล้ว

     ในการเสริมสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ประเทศชาติจะต้องมุ่งความพยายามไปที่การสร้างระบบที่ให้อำนาจแก่ประชาชน ไม่ใช่เฉพาะผ่านสิทธิในการลงคะแนนเสียงเท่านั้น แต่โดยปลูกฝังบรรทัดฐาน สถาบันและค่านิยมที่สนับสนุนสิทธิดังกล่าวและทำให้สิทธินั้นมีความหมาย

     สิ่งที่จะทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืนคือ ความตระหนักร่วมกันว่า แม้ว่าประชาธิปไตยจะห่างไกลความดีเลิศประเสริฐศรี แต่ทางเลือกอื่นยังห่างไกลเสียยิ่งกว่า บางสังคมตระหนักในสัจธรรมนี้เร็วกว่า บางสังคมตระหนักช้ากว่า บางสังคมก็กำลังทดลองดูว่าจะสามารถนำเฉพาะบางส่วนของประชาธิปไตยมาใช้ เช่นธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบ โดยไม่ต้องรับภาระของการเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบได้หรือไม่

     ผมขอให้สังคมเหล่านั้นโชคดี ตราบใดที่พวกเขาแสดงความยึดมั่นต่อสวัสดิภาพและความกินดีอยู่ดีของประชาชนในภาพกว้างและจัดหาบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนได้ ประชาชนส่วนใหญ่ก็คงจะพึงพอใจกับสถานะที่เป็นอยู่และไม่ประท้วง

     ในบางประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยยังไม่แข้มแข็งแบบนี้ ประเด็นหนึ่งที่พวกเราได้เปรียบก็คือ ความรู้สึกผิดหวังของประชาชนกับประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน บุคคลที่ได้รับเลือกตั้งมา แทนที่จะสนองและปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ กลับสนองประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก อ้างสิทธิที่จะบงการในนามของคนส่วนใหญ่ เหยียบย่ำสิทธิของคนกลุ่มน้อย จนตนเองกลายเป็น “สาธารณชน” เสียเอง ไม่ใช่ “ผู้แทน” อีกต่อไป

     ในช่วงประมาณสามทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีแนวโน้มไปสู่ประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมโดยตรงมากขึ้น ซึ่งในสังคมประชาธิปไตยที่อยู่ตัวแล้ว แนวโน้มนี้อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การเดินจากระบอบอัตตาธิปไตยไปสู่ประชาธิปไตยที่มวลชนมีส่วนร่วมนั้นนับว่าเป็นการกระโดดก้าวใหญ่

     สิ่งที่สำคัญคือ เมล็ดของประชาธิปไตยจะต้องงอกเงยจากภายในแต่ละสังคมเอง จึงจะได้รับการยอมรับและดำเนินไปได้  สังคมแต่ละแห่งจะต้องหาทางออกจากความขัดแย้งต่างๆ และจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง

     ประสบการณ์ในทุกที่เน้นให้เห็นถึงความเปราะบางของประชาธิปไตย แม้ว่าในบางแห่งที่อาจดูเหมือนอยู่ตัวแล้ว ประชาธิปไตยก็อาจถูกแทรกแซงได้โดยเฉพาะในยามที่มีวิกฤต  ผมไม่เชื่อว่าจะมีประชาธิปไตยแห่งใดที่เข้มแข็งจนปลอดภัยจากความละโมบและความมักใหญ่ใฝ่สูงของมนุษย์   ในการบ่มเพาะและทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืนนั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากประชาธิปไตยจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องมัน ประชาชนคนธรรมดาจะต้องระแวดระวังและชาญฉลาด สำหรับมนุษยชาติประวัติศาสตร์ยังไม่ได้จบสิ้นลง การต่อสู้เพื่อผลักดันและต่อต้านประชาธิปไตยจะยังคงดำเนินอยู่ต่อไปอีกนาน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

หมวดที่ ๒ : สังคมไทย

หมวดที่ ๒.๑ : แม่และเด็ก

 

หมวดที่ ๒.๒ : องค์การยูนิเซฟ (UNICEF)

 

หมวดที่ ๒.๓ : เยาวชน

 

หมวดที่ ๒.๔ : สิทธิมนุษยชน

 

หมวดที่ ๒.๕ : ปัญหาและการพัฒนาสังคม

      ดาวน์โหลดโปรแกรม Adobe Acrobat Reader สำหรับดูไฟล์ PDF ได้ ที่นี่

แด่คุณอานันท์-พันธุ์พืชกล้า

จิระนันท์ พิตรปรีชา

มอบแด่คุณอานันท์-พันธุ์พืชกล้า
ที่ยืนต้นทายท้าพายุหวล
ซึ่งกระแสประวัติศาสตร์อาจแปรปรวน
และการทวนกระแสเชี่ยวอาจเดียวดาย

อาจเดียวดายเมื่อโลกกว้างยังว่างเปล่า
อย่างที่เราแต่ละรุ่นเคยสูญหาย
อย่างที่คุณเคยเจ็บช้ำถูกทำลาย
อย่างที่หลายคนเลี่ยงเพียงรอชม

แต่เส้นทางสายหวังยังไม่สิ้น
เมื่อสำนึกในแผ่นดินได้สั่งสม
มโนธรรมมิได้หายกับสายลม
และสังคมเริ่มกล้ามากกว่ากลัว

ช่อดอกไม้ในวันนี้-มีกี่ช่อ
จะแตกกอกำลังใจไปถ้วนทั่ว
ในลมฝนแรงฟ้าเมฆหม่นมัว
ทางสลัวแต่หลากล้นคนร่วมทาง

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ถ้อยแถลงของ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
เรื่อง “การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่:
เพื่อประโยชน์ของแม่และเด็กและของสังคมไทยโดยรวม”
เนื่องในโอกาส พิธีรับมอบใบประกาศรับรอง
เป็นโรงพยาบาลสัมพันธ์แม่ลูก ของโรงพยาบาลสมิติเวช
วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๒
ณ โรงพยาบาลสมิติเวช

ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี
แขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย

     ผมมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาร่วมในพิธีรับมอบใบประกาศรับรองการเป็นโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก ของโรงพยาบาลสมิติเวช ร่วมกับท่านทั้งหลายในวันนี้ และในฐานะที่ผมเป็นทูตพิเศษของยูนิเซฟ ผมรู้สึกภูมิใจ ที่ได้เห็นโรงพยาบาลเอกชน เช่น โรงพยาบาลสมิติเวช เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุน ส่งเสริมการเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ ด้วยการปฏิบัติอย่างจริงจัง และเปี่ยมด้วยสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นก้าวที่สำคัญยิ่ง

     การได้รับยกย่องเป็น “โรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก” นั้นหมายความว่า โรงพยาบาลสมิติเวช ส่งเสริมและสนับสนุน การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการ ให้อาหารทารกที่เหมาะสมที่สุด และเป็นการประกันการมีชีวิตอยู่รอด การคุ้มครอง และการพัฒนาของเด็ก ดังนั้นโรงพยาบาลสมิติเวช จึงต้องปฏิบัติตามบันได ๑๐ ขั้น สู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งกำหนดขึ้นร่วมกัน โดยองค์การยูนิเซฟ และองค์การอนามัยโลก และส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามทั่วโลก บันไดสิบประการ ดังกล่าว เป็นที่ยอมรับกันว่าช่วยให้มารดามีความรู้และทักษะในการให้นมลูกได้อย่างถูกต้อง และมีความสุขต่อการให้นมลูก

     สตรีและครอบครัวทุก ๆ ครอบครัว ย่อมหวังที่จะให้ในสิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกเสมอ ทั้งนี้ ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เลยว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการให้อาหาร ลูก ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของวิทยาศาสตร์สังคม หรือเศรษฐกิจก็ตาม พนักงานทุกคนของโรงพยาบาลสมิติเวชต้องภูมิใจในภารกิจของตน ที่ได้มีโอกาสบอกให้สตรี ได้รับรู้ ถึงประโยชน์ของนมแม่ และได้ช่วยให้สตรีที่เป็นแม่ มีความสุขในการให้นมลูก และซาบซึ้งถึงคุณค่าของของขวัญอันล้ำค่าจากธรรมชาติของสตรีชิ้นนี้ แน่นอนว่า การตัดสินใจในขั้นสุดท้าย ว่าจะให้นมแม่แก่ลูกหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับตัวสตรีเอง และควรจะขึ้นอยู่กับสตรีตลอดไป แต่การตัดสินใจนั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ พอเพียง

     การเลี้ยงดูเด็กนั้น เช่นเดียวกับการลงทุนทางทรัพยากรมนุษย์อื่น ๆ ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม มิใช่เฉพาะของพ่อแม่เพียงลำพัง เด็กในวันนี้คืออนาคต ของพวกเรา ดังนั้นจึงเป็นผลประโยชน์ของพวกเราเองทุกคน ที่จะได้ช่วยให้พวกเขาได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ยูนิเซฟเตือนให้เราระลึกว่า นี่มิใช่เป็นเพียงความต้องการ พื้นฐานของเด็กเท่านั้น แต่ยังเป็นสิทธิอันพึงมีพึงได้ของเขาด้วย เด็กมีสิทธิที่จะรับ “ทางสาธารณสุขที่สูงที่สุดเท่าที่จะหาได้” และมีสิทธิที่จะได้รับ “มาตรฐานของ การดำรงชีวิตที่เพียงพอสำหรับการพัฒนา ด้านร่างกายสมอง จิตใจ ศีลธรรม และสังคมของเด็ก” การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีส่วนให้ได้มาซึ่งสิทธิดังกล่าว

     เด็กที่ได้กินนมแม่จะล้ำหน้าเด็กอื่น ๆ ไปหลายก้าว ในการที่จะได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ได้มีการชี้ให้เห็นว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นกระบวนการที่สำคัญ ที่นำไปสู่การ “เปิดสวิตช์สมองของเด็ก” และการเริ่มกระบวนการการเรียนรู้ กระบวนการดังกล่าว อาจเอื้อให้เกิดการเพิ่มพูนสติปัญญาของเด็ก ที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วย นมแม่ และอธิบายได้ว่าทำไมเด็กที่กินนมแม่ จึงมีความเป็นตัวของตัวเอง และมั่นใจในตนเอง เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่

     ถึงกระนั้นก็ตาม การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทำกันได้ยากลำบากอยู่นั่นเอง ในขณะที่น้อยคนนักที่จะสามารถปฏิเสธประโยชน์ของนมแม่ได้ แต่คนจำนวนมากยัง เคลือบแคลงความเป็นไปได้ในการให้นมแม่แก่ทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มสตรีทำงาน จริงอยู่ที่ประเทศไทยมีกฎหมายที่อนุญาตให้สตรีลาคลอดได้ ๓ เดือนโดยได้รับ เงินเดือนทั้งในภาครัฐและเอกชน แต่มีสตรีเพียงร้อยละ ๕๐ โดยประมาณเท่านั้นที่ใช้สิทธินี้เหตุผลก็คือถ้าหากสตรีใช้สิทธินี้อาจทำให้เจ้านายเลือกปฏิบัติ หรือจ้างสตรี น้อยลง เราจะต้องไม่ยอมให้การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นในภาคเอกชน ดังนั้นจะต้องมีระบบในการติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือเจ้าหน้าที่ แรงงานอย่างทั่วถึง

     มีกี่ครั้งที่ท่านทั้งหลาย เคยเห็นสตรีให้นมทารกในที่สาธารณะคงจะน้อยครั้งเต็มที ผมจึงสงสัยว่าเป็นเพราะในบ้านเราเมืองเรา เห็นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นเรื่องน่าอายหรือ ผมหวังเหลือเกินว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะนอกเหนือจากการให้กำเนิด ซึ่งเป็นของขวัญอันล้ำค่าของความเป็นแม่แล้ว การให้นมแม่แก่ลูก ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความสุขอย่างลึกซึ้งที่สุด ที่สตรีจะพึงหาได้ให้ตัวเอง และให้แก่ลูกของตน

     บริษัทผลิตนมผงต่างแข่งขันกันที่จะจำหน่ายสินค้าของตน ทุ่มเงินมหาศาลในการโฆษณา และการตลาด ประชาชนก็เสียเงินทองซื้อนมผง และยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น ค่าไฟในการอุ่นชงนม รวมทั้งกระบวนการทำความสะอาดต่าง ๆ ที่ตามมา โดยที่ทำไปทั้งหมดนี้แล้ว เด็กก็ไม่ได้รับโภชนาการที่ดีเท่านมแม่ และถ้าหากเด็กเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ไม่ครอบครัว หรือรัฐบาล หรือนายจ้างเอง ก็จะต้องเป็นผู้เสียเงินค่ารักษา ภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนี้ประชาชนจึงเป็นผู้รับในบางครั้ง และบางครั้งก็รัฐบาล นอกจากนี้ เด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ อาจจะเรียนรู้ช้ากว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเด็กอื่น ๆ ที่กินนมแม่ และอาจจะต้องการความเอาใจใส่จากครูมากกว่า พวกเขาอาจจะเรียนไม่ได้ดีนักหรือไม่ได้งานดี ๆ ทำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือ พวกเขาก็อาจจะหาเงินได้น้อยสำหรับตัวเองและครอบครัว ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์แก่เศรษฐกิจและการพัฒนาของชาติได้น้อยกว่า ถ้ามองในแง่นี้ ผลเสียของการที่ไม่ให้นมแม่แก่ลูก จึงมหาศาลและเป็นผลระยะยาว ทั้งหมดนี้ใครคือผู้ที่ได้ประโยชน์ นายจ้างที่เห็นแก่ตัว และบริษัทผลิตนมผงนั่นเอง คนอื่น ๆ นอกเหนือจากนั้นล้วนเสียประโยชน์ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงจำเป็นและสำคัญมาก ที่เราจะต้องพยายามสนับสนุน ให้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์สากล ว่าด้วยการควบคุมการตลาด ของผลิตภัณฑ์ทดแทนนมแม่อย่างจริงจังโดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

     เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ที่ซับซ้อนดังกล่าว พวกเราจึงควรร่วมกันแสดงความยินดี แก่โรงพยาบาลสมิติเวช ผู้บริหารและพนักงานทุกคนที่มีส่วนช่วยให้สังคมดีขึ้น ผมมั่นใจเหลือเกินว่า ความพยายามของโรงพยาบาลสมิติเวช จะเป็นที่ชื่นชม และมีคุณค่าต่อสตรีทุกคน และครอบครัวทุกครอบครัว ที่มารับการบริการ และข้อคำแนะนำจากโรงพยาบาล ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงนี้และยินดีที่จะสนับสนุนโรงพยาบาลสมิติเวช ในวิถีทางใด ๆ ก็ตามที่ทำได้ด้วยบทบาทของทูตพิเศษของยูนิเซฟ ผมจะทำหน้าที่ประกาศให้เป็นที่รับรู้กันว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเด็กแต่ละคน ต่อครอบครัว และต่อสังคม ผมจะรวมพลังเสียงกับองค์การอนามัยโลก องค์การยูนิเซฟ และองค์กรอื่น ๆ สนับสนุนความพยายาม ในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และโรงพยาบาลสายสัมพันธ์ เพื่อที่จะได้มีส่วนทำให้โลกของเราดีขึ้น

รวมปาฐกถาภาษาไทย

โอวาท “วันเด็กแห่งชาติ”
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันเสาร์ที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๒
ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

     เนื่องใน “วันเด็กแห่งชาติ” ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาร่วมงาน กับอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการจัดกิจกรรมพิเศษขึ้น ในโครงการ “วันเด็ก … เล่นสนุก” โดยมีจุดมุ่งหมายให้เด็ก ๆ ได้รับความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดจนได้มีโอกาสแสดงออกด้านความรู้ และความสามารถ

     “เด็ก” เป็นคำสั้น ๆ แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่เพราะเด็กในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า หากมีการอบรมบ่มนิสัยที่ดีงาม มีการพัฒนาความคิด ความริเริ่ม ก็จะเป็นพลังของชาติในอนาคต หาก “เด็ก” มีความซื่อสัตย์สุจริต รู้จักรักษาระเบียบวินัย ขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียน ก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเจริญให้แก่ตัวเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติได้เป็นอย่างดี

     ข้าพเจ้า ขออวยพรให้เด็ก ๆ ทุกคน พบแต่ความสุข ความเจริญ ความสมหวัง และสิ่งที่ดีในชีวิตตลอดไป

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำแถลงการณ์
ในพิธีเปิดสำนักงานยูนิเซฟ จังหวัดขอนแก่น
โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
ทูตองค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย
วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

     ผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมพิธีอันน่าจดจำในวันนี้ ซึ่งเป็นวันทำพิธีเปิดสำนักงานขอนแก่นขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือที่รู้จักกันดีในนามของ “ยูนิเซฟ” ผมได้รู้จักและเฝ้าดูการทำงานขององค์การยูนิเซฟ ในฐานะที่เป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีความมุ่งมั่นในการทำงาน เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก ๆ มาหลายทศวรรษ และทุกท่านคงทราบดีว่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ผมได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เป็นทูตยูนิเซฟประจำประเทศไทย ทำให้ผมเห็นคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งขององค์การยูนิเซฟ คือยูนิเซฟสามารถปรับเป้าหมาย กลยุทธ์ และมาตรฐานต่าง ๆ ในระดับโลก ในการดำเนินการพัฒนาและปกป้องเด็ก ให้ใช้ได้ในระดับประเทศได้เป็นอย่างดี ตามสำนวนที่ว่า “Thinking Globally and Acting Locally” การเปิดสำนักงานขอนแก่น เพื่อดำเนินการและติดตามโครงการความร่วมมือต่าง ๆ สำหรับเด็ก ๆ ในระดับจังหวัดและภูมิภาค นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของการวางนโยบายขยายการพัฒนาสู่ท้องถิ่น

     องค์การยูนิเซฟ เป็นหน่วยงานสมาชิกในเครือขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๔๘๙ เพื่อตอบสนองความต้องการพิเศษของเด็ก ๆ ในยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ จากนั้น องค์การยูนิเซฟได้ขยายกิจกรรมต่อไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในทวีปเอเชียที่มีองค์การยูนิเซฟตั้งอยู่มามากกว่า ๕๐ ปีแล้ว กรุงเทพมหานครได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติงานขององค์การยูนิเซฟในประเทศไทย และยังเป็นสำนักงานองค์การยูนิเซฟในระดับภูมิภาคเอเซียตะวันออกและแปซิฟิกอีกด้วย ทุกท่านคงจะได้รับแจกหนังสือ ซึ่งเพิ่งจะได้รับการตีพิมพ์ ชื่อ “องค์การยูนิเซฟในประเทศไทย – ๕๐ ปี แห่งการเดินทาง” (“UNICEF in Thailand – A Journey of Fifty Years”) ซึ่งผมขอแนะนำให้ทุกท่านอ่านเพื่อให้ได้มาซึ่งกำลังใจและข้อมูลเพิ่มเติมในการปฏิบัติเพื่อเด็ก ๆ ทุกคน

     เหตุการณ์ในวันนี้จะได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่งในการเดินหน้าต่อไปขององค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย

     กิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การยูนิเซฟประเทศไทย ในการส่งเสริมการพัฒนานโยบาย การวางแผน และการติดตามโครงการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุตาม “เป้าหมายสุดยอดเพื่อเด็ก ปี ๒๕๔๓” (World Summit Goals for children) และการดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ยังคงต้องดำเนินการต่อไป จึงเป็นสิ่งสำคัญที่องค์การยูนิเซฟ จะขยายการปฏิบัติงานไปในที่ระดับท้องถิ่นโดยขยายการปฏิบัติงานไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดและองค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งองค์กรของชุมชนและประชาคมที่อยู่ใกล้ประชาชนมากที่สุด

     ผมมีความยินดีที่องค์การยูนิเซฟ ได้จัดตั้งสำนักงานโครงการขึ้นที่เชียงใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเด็ก ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือ การทำพิธีเปิดสำนักงานโครงการขอนแก่น นับว่าเป็นก้าวที่มุ่งมั่นอีกก้าวหนึ่งขององค์การยูนิเซฟในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

     ประเด็นที่น่าสนใจประเด็นหนึ่ง คือ ในพื้นที่การปฏิบัติงานทั้งสองแห่งขององค์การยูนิเซฟ ทั้งเชียงใหม่และขอนแก่น มหาวิทยาลัยสองแห่งได้กรุณาให้องค์การยูนิเซฟใช้พื้นที่ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่น่าประทับใจที่ชี้ให้เห็นว่าสถาบันการศึกษามีบทบาทและความรับผิดชอบที่สำคัญในการพัฒนาสังคม และการสละเวลาและทรัพยากรเพื่อหล่อหลอมอนาคตที่ดีของชาติเรา

     ผมขอขอบคุณท่านอธิบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมทั้งผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ของสถาบันการวิจัยและพัฒนาที่ได้กรุณาสละสถานที่ให้องค์การยูนิเซฟใช้เป็นที่ตั้งสำนักงาน เพื่อตอบสนองนโยบายในการให้การช่วยเหลือแก่เด็ก ไม่เพียงแต่เฉพาะในขอนแก่นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงจังหวัดต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผมจึงอยากขอให้สมาชิกทุกท่านในชุมชนขอนแก่นแห่งนี้ เป็นศูนย์กลางสำหรับเด็ก เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาสในภูมิภาคนี้

     ผมคิดว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ผมจะพูดถึงความริเริ่มที่ดีขององค์การยูนิเซฟ ที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยอีกประการหนึ่ง ในฐานะที่ผมเป็นทูตยูนิเซฟประจำประเทศไทย ซึ่งมีส่วนในการช่วยหาทุนจากคนไทยตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ เพื่อนำไปสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ขององค์การยูนิเซฟ เพื่อช่วยเหลือเด็กไทยผู้ด้อยโอกาส ทุกท่านคงจะภูมิใจถ้าได้ทราบว่าในท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ เราประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยสามารถระดมทุนได้มากถึง ๕๑ ล้านบาทในปี ๒๕๔๑ และ ๕๘ ล้านบาทในปี ๒๕๔๒ สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการหาทุนที่ต้องกล่าวถึง คือ มากกว่าร้อยละ ๙๐ ของผู้บริจาค จะเป็นบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป ซึ่งบริจาคเงินระหว่าง ๒๐๐ ถึง ๑,๕๐๐ บาทให้กับยูนิเซฟ สำหรับภาคธุรกิจเองก็ได้บริจาคเงินเป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ผมคงจะมีความยินดีอย่างยิ่ง ถ้าชุมชนขอนแก่นจะมีส่วนร่วมในการระดมทุนเพื่อเด็กผู้ด้อยโอกาส ร่วมกับคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งเงินบริจาคส่วนหนึ่งก็จะจัดสรรมาดำเนินโครงการในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจะเป็นการดียิ่งถ้าทุกท่านในที่นี้จะช่วยยูนิเซฟอีกแรง เพื่อทำให้โครงการการช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และจะทำให้ท่านมีความรู้สึก มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในโครงการต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์ที่นำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน สำหรับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กในอนาคต

     เมื่อผมได้ไปเยี่ยมชมโครงการที่หมู่บ้านเหล่านกชุมเมื่อเช้านี้ซึ่งสนับสนุนโดยองค์การยูนิเซฟ โดยร่วมมือกันช่วยเหลือสถาบันการวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผมมีความประทับใจมากในความก้าวหน้าของโครงการ และผลที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ที่แสดงให้เห็นว่าความตั้งใจ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของสหประชาชาติ สถาบันการศึกษา หน่วยงานของรัฐบาล และชุมชนท้องถิ่น สามารถทำอะไรได้มากมาย ด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างค่อนข้างจำกัด การที่โครงการนี้มุ่งเน้นช่วยเหลือครอบครัวผู้ที่ขาดที่ดินทำกิน ยากจนและด้อยโอกาส โดยการให้การฝึกอบรมอาชีพ และการให้เมล็ดเงินช่วยเหลือ เพื่อให้พวกเขามีอาชีพที่เลี้ยงดูครอบครัวและลูกหลานได้ พร้อมทั้งมีความภาคภูมิใจในตัวเอง ที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง โครงการนี้ได้แสดงให้เห็นว่าการวางแผนระดับท้องถิ่น และการพัฒนาที่มุ่งเน้นคนเป็นหลัก เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยเหลือเด็กผู้ยากไร้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องนำต้นแบบเช่นนี้ ผสมผสานเข้าไปในกรอบการวางแผนและพัฒนาโดยรวมของจังหวัด เป็นหลักในการดำเนินโครงการอื่นสืบไป

โดยสรุป ผมขอขอบคุณผู้แทนจากกรมวิเทศสหการ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และเจ้าหน้าที่ของจังหวัดทุกท่าน ร่วมทั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และท่านทุกคนที่มารวมกัน ณ ที่นี้ ที่ให้ความร่วมมือกับองค์การยูนิเซฟ สิ่งสำคัญที่พวกเราทุกคนควรจะจดจำไว้ คือ องค์การยูนิเซฟมีวัตถุประสงค์ที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาล และองค์กรเอกชนในฐานะภาคีเพื่อเด็กไทย ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีแผนพัฒนาระดับประเทศที่ชัดเจน โดยยึดพระราชดำริทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาแบบยั่งยืนเป็นหลักการทำงาน

     ท้ายนี้ ผมขอถือโอกาสอวยพรให้คณะทำงานขององค์การยูนิเซฟ และสำนักงานขอนแก่น ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ที่ได้กำหนดไว้ในการดูแล ปกป้อง พัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพในการมีส่วนร่วมของเด็ก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสืบไป

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำกล่าว
ในวันแถลงข่าวคอนเสิร์ต “Voices for Tomorrow”
โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
ทูตสันถวไมตรียูนิเซฟ ประจำประเทศไทย
๒ ธันวาคม ๒๕๔๑
ณ ห้องประชุมชั้น ๕ องค์การยูนิเซฟ

     ก่อนอื่น ผมต้องขอขอบคุณบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ที่จัดคอนเสิร์ต Voices for Tomorrow เพื่อมอบรายได้ให้องค์การยูนิเซฟ และขอขอบคุณท่านสื่อมวลชนทุก ๆ ท่านที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ เพื่อช่วยกันประชาสัมพันธ์งานดังกล่าวให้เป็นที่ทราบทั่วกัน

     ท่านทั้งหลายคงจะทราบว่าองค์การยูนิเซฟ ดำเนินงานในประเทศไทยมากว่า ๕๐ ปีแล้ว โดยในระยะแรกเราได้รับทุนจากประเทศที่เจริญแล้ว หรือที่เราเรียกว่า donor countries ผ่านสำนักงานใหญ่เพื่อโครงการช่วยเหลือเด็กในประเทศไทย ซึ่งงานในช่วงแรก ๆ นั้น ได้เน้นด้านสุขอนามัยและโภชนาการเป็นหลัก โดยการให้ภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ เพื่อให้เด็กได้มีชีวิตอยู่รอดในช่วงขวบปีแรก ๆ ของชีวิต

     หลังจากเวลาผ่านไป ประเทศไทยพัฒนาศักยภาพขึ้นมาเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่อยู่ในสถานะที่จะช่วยตนเองได้มากขึ้น เงินสนับสนุนจาก donor countries ผ่านองค์การยูนิเซฟสำนักงานใหญ่จึงลดลง เพื่อนำไปสนับสนุนประเทศอื่น ๆ ในโลกที่ยังขัดสนมากกว่า องค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทยจึงเกิดความจำเป็นที่จะต้องหารายได้สนับสนุนโครงการต่าง ๆ ด้วยตนเอง เราจึงต้องฝากความหวังไว้กับแรงศรัทธาและความใจบุญ ใจกุศลของประชาชนคนไทย รวมทั้งบริษัทเอกชนที่จะช่วยกันระดมพลัง ทั้งกำลังเงินและกำลังทรัพย์ในการช่วยสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของยูนิเซฟ

     ปัญหาของเด็กไทยที่กำลังประสบกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงปัญหาที่แก้ได้ด้วยการให้ภูมิคุ้มกันเท่านั้น เพราะสภาวะทางสังคม ผนวกกับวิกฤตทางเศรษฐกิจได้ทำให้วิถีชีวิตของคนไทยต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความมืดมน คนงานตกงานเพิ่มขึ้น หลายต่อหลายครอบครัวไม่สามารถจ่ายค่าบริการสุขอนามัยพื้นฐาน หรือส่งลูกไปโรงเรียน หรือแม้แต่จะซื้ออาหารให้ลูกกิน

     ความยากจนเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาต่อเนื่องอีกมากมาย ทำให้เกิดความเครียด เกิดปัญหาด้านจิตใจ เกิดความคิดก้าวร้าว ทำร้ายตนเองและผู้อื่น ดังที่เราเห็นอยู่ในสื่อต่าง ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน แต่ผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนมากที่สุดในที่นี้คือใคร ผมขอพูดด้วยความมั่นใจว่า เด็ก คือผู้ที่ได้ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม เด็กต้องถูกออกจากโรงเรียนกลางคัน เพราะพ่อแม่ไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ ออกจากโรงเรียนมาก็ต้องมาขายแรงงานเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวเสริมจากพ่อแม่ งานที่ทำก็มักเป็นงานที่ถูกเอารัดเอาเปรียบเพราะขาดความรู้ บางครั้งเด็กหญิงอาจถูกล่อลวงไปขายบริการทางเพศ เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์อีกด้วย

     ดังนี้ ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ แม้ว่าเราจะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้าม คือความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ เพราะเขาคืออนาคตของชาติ ถ้าเราสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ เท่ากับว่าเราได้ประกันความมั่นคงและความเจริญของชาติไทยในอนาคต การให้โอกาสในการศึกษาแก่เยาวชนถือเป็นการลงทุนที่สำคัญยิ่ง ที่พ่อแม่พึงมีให้แก่บุตรหลานของตนเอง ทำให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาตนเองสู่ศักยภาพสูงสุด และด้วยเหตุนี้องค์การยูนิเซฟจึงริเริ่มโครงการรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา โดยเฉพาะในสภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยจะเริ่มโครงการตั้งแต่เดือนนี้ จนถึงเดือนมีนาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นช่วงก่อนการสมัครเข้าเรียนสำหรับปีการศึกษา ๒๕๔๒ เพื่อมุ่งให้พ่อแม่ที่คิดจะให้ลูกหลานออกจากโรงเรียน มาช่วยทำงานนั้น ได้ไตร่ตรองเสียใหม่และเปลี่ยนใจให้ลูกเรียนต่อ

     ดังนั้น ผมจึงฝากความหวังว่า คอนเสิร์ต Voices for Tomorrow จะได้มาสร้างเสริมโครงการต่าง ๆ ของยูนิเซฟ โดยเฉพาะโครงการรณรงค์เรื่องการศึกษาดังได้กล่าวไปแล้วนั้น ให้มีความหนักแน่นยิ่งขึ้น ถือเป็นความร่วมมืออันดีระหว่างหน่วยงานเอกชน และบุคคลต่าง ๆ ในวงการแสดงและดนตรี ที่ตัดสินใจอุทิศเวลาและพลังทรัพย์ เพื่อประโยชน์ของผู้ด้อยโอกาสกว่าท่าน ในนามขององค์การยูนิเซฟและเด็กไทยทั้งหลาย ผมขอขอบคุณทุก ๆ ท่าน ที่ได้เป็นกำลังสำคัญในคอนเสิร์ตครั้งนี้ และขอให้บุญกุศลที่ท่านสร้างไว้ได้สนองตอบท่านและผู้ใกล้ชิดด้วย

รวมปาฐกถาภาษาไทย

การบรรยายเรื่อง “การลงทุนเพื่อเด็ก”
โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
ทูตองค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย
ในการประชุมสัมมนาเรื่อง
“การพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพพื้นฐานของเด็กวัยเรียน”
วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐
โรงแรมรีเจนท์ กรุงเทพมหานคร

เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เด็กคืออนาคต ดังนั้นการลงทุนเพื่อเด็กจึงหมายถึงการลงทุนเพื่ออนาคตของครอบครัว ของชุมชน ของสังคม ของประเทศชาติ และของโลก

เด็กคือผู้เยาว์ที่ยังไม่มีความสามารถพอจะปกป้องตนเองได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่จะต้องให้ความคุ้มครองแก่เด็ก เพื่อการอยู่รอดและการพัฒนาของเด็ก

     องค์การยูนิเซฟได้ยึดถือข้อปฏิบัติเพื่อการนี้เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติงานขององค์การว่า เด็กมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ เป็นสิทธิที่ผู้อื่นจะล่วงละเมิดมิได้ ทั้งนี้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งได้รับการลงสัตยาบันจากประเทศไทย และประเทศอื่นกว่า ๑๘๐ ประเทศ ถือได้ว่าครอบคลุมเด็กกว่าร้อยละ ๙๖ ของจำนวนเด็กทั้งหมดในโลก ด้วยเหตุนี้จึงหมายความว่า ประเทศเหล่านั้นจะดำเนินการเพื่อเด็ก ด้วยวิธีการที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็ก ตามภาระผูกพันที่มีอยู่ตามอนุสัญญานั้น

     ในปัจจุบันปัญหาต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดผลร้ายต่อการพัฒนา และการอยู่รอดของเด็ก ดูจะรุนแรงขึ้นตามสภาพของสังคมที่เจริญเติบโตขึ้น

     แต่ละชุมชนต่างประสบปัญหาในระดับต่าง ๆ กัน ปัญหาเด็กเร่ร่อนถูกทอดทิ้ง ครอบครัวแตกแยก การหาประโยชน์จากเด็กด้วยการมอมเมาให้เด็กติดยาเสพติด เป็นเหยื่อของกิจการเพศพาณิชย์ โรคเอดส์ และแรงงานเด็กมีอยู่ให้เห็นทั่วไป แม้แต่ปัญหาเดิม ๆ เช่นการขาดการศึกษาและสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน ขาดน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาด ขาดโภชนาการที่เหมาะสม ยังคงมีอยู่ในที่หลายแห่ง ยังมีเด็กจำนวนมากในประเทศไม่ได้รับสารไอโอดีนเพียงพอในอาหารประจำวัน ระดับการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทยนี้ ทำให้เด็กปัญญาอ่อนบ้างเล็กน้อย หากดูทีละคนอาจมองไม่เห็น แต่เมื่อมารวมกันก็จะเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เด็กทั้งหมดภายในประเทศ ไม่สามารถบรรลุถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนได้ เด็กเรียนรู้ได้ช้า สอนก็ยาก เด็กเหล่านี้ต้องเผชิญกับการขาดโอกาสที่จะเจริญเติบโตได้เต็มที่

     เท่าที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขทำงานได้ผลดี ในการลดระดับโรคขาดสารไอโอดีนและโรคคอพอก ด้วยการนำวิธีแก้ไขมาใช้หลายวิธี รวมทั้งการเติมไอโอดีนลงในเกลือให้ได้มากที่สุดที่จะมากได้ แต่ประสบการณ์จากนานาประเทศ แสดงให้เห็นว่าวิธีแก้ไขปัญหาที่แท้จริง ได้แก่การเติมไอโอดีนในเกลือทั้งหมดที่มนุษย์และสัตว์บริโภค การกระทำเช่นนี้ย่อมต้องการร่วมมือจากทุกภาค ทั้งผู้ผลิตเกลือ ผู้มีหน้าที่วางกฎระเบียบ และองค์กรอื่น ๆ เช่นกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม ถ้าเราเชื่อว่าการเติมไอโอดีนในเกลือ เป็นวิธีแก้ไขปัญหาที่ทำให้ลูกหลานของเรา เกิดความบกพร่องทางสติปัญญา เราจะทำอะไรที่น้อยไปกว่านี้ไม่ได้

     สื่อมวลชนเองก็มีบทบาทสำคัญในการเรียกร้อง ให้เกิดความสนใจในเรื่องเด็กมากขึ้น สื่อมวลชนช่วยกระตุ้นให้รัฐบาลผู้บริหารประเทศ ระลึกถึงคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ หรือระบุไว้ในนโยบายก่อนได้รับการเลือกตั้ง และช่วยชี้แนะให้เห็นข้อบกพร่องบางประการที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน ในยุคที่การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว ด้วยอาศัยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อมวลชนได้ช่วยตีแผ่เหตุการณ์ และผลร้ายต่าง ๆ ที่เกิดแก่เด็ก ส่งผลให้มีการดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็วทันการขึ้น แม้จะมีในบางคราว ที่สื่อมวลชนมองข้าม หรือเน้นปัญหาหรือวิธีแก้ไขผิดจุด เช่น มุ่งเน้นในเรื่องการแก้ไขโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น ด้วยการใช้ยาใหม่ ๆ ราคาแพง แทนที่จะมุ่งไปที่การดูแลรักษาป้องกันมิให้เกิดโรคนั้น ๆ เน้นถึงการศึกษาที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง แทนที่จะมุ่งไปที่การใฝ่หาความรู้อย่างต่อเนื่อง ที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมแก่ความก้าวหน้าและความผาสุกของชีวิต ดุลย์ของการเสนอข่าวอย่างเสรีและการเสนอข่าวอย่างคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อสื่อมวลชนในสังคมแบบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง

     การลงทุนเพื่อเด็กจะเป็นการลงทุนที่ได้ผล หากคำนึงถึงหลักใหญ่ ๆ สามประการคือ

  • ประการแรก จะต้องเป็นการลงทุนภายในขอบเขตที่ทำได้ (affordability)

  • ประการที่สอง ต้องเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดความเสมอภาคในกลุ่มผู้ได้รับ (equity)

โดยไม่เลือกว่าเป็นผู้มั่งคั่งหรือผู้ยากไร้ และไม่เลือกว่าผู้ได้รับผลจากการลงทุนนั้น ๆ จะเป็นหญิงหรือชาย และ

  • ประการที่สาม ต้องเป็นการกระทำที่มีความยั่งยืน (sustainability) สามารถดำเนินการให้ผลยืนยาวต่อไปได้

นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ อันจะช่วยให้การลงทุนนี้สัมฤทธิ์ผล องค์ประกอบเหล่านั้นได้แก่ทรัพยากรมนุษย์ (human resource) ทรัพยากรทางองค์กร (organization resource) ทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรทางองค์กรนั้น หากพัฒนาให้ดีก็จะทวีค่าส่งผลให้มีทรัพยากรทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทั้งนี้จะตัดสินได้จากคุณภาพ หรือกำลังในการผลิตเป็นสำคัญ แต่ถึงอย่างไรก็จำเป็นต้องคำนึงถึงคุณค่า (value) และค่าใช้จ่าย (cost) ควบคู่ไปด้วย

     ทรัพยากรทั้งสามประการที่กล่าวมาแล้วนั้น จะนำมาใช้เพื่อช่วยในการลงทุนเพื่อเด็กได้อย่างไรบ้าง คำตอบก็คือ จะต้องแปรพลังงานจากทรัพยากรทั้งสาม ให้มุ่งเน้นไปในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมเรื่องสิทธิเด็ก ทรัพยากรมนุษย์คือคน ซึ่งรวมเอาความสามารถ การกระทำต่าง ๆ ของคน เวลา พลังของคน ทั้งพลังจากเอกบุคคลหรือของชุมชน สิ่งที่มีอยู่ในทรัพยากรชนิดนี้ ได้แก่ทักษะ ความสามารถแบบมืออาชีพ การระดมพลังความตั้งใจมั่น ความคาดหวัง วิสัยทัศน์ ความรู้ ประสบการณ์ ความปรารถนา และการยอมรับผูกพันกับสิ่งที่จะทำ สิ่งเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนออกมา เป็นการมีทักษะแรงงาน ทั้งทางกายและทางสมอง การต่อสู้ดิ้นรน เจรจาเปิดอภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูล ในด้านทรัพยากรทางเศรษฐกิจนั้น ก็คือสิ่งที่เป็นสิ่งของหรือเงินซึ่งอาจตั้งเป็นงบไว้ หรือจัดหามาได้อาจรวมถึงบางสิ่งบางอย่างที่มีผู้บริจาคให้ เช่นอาหารหรือวัสดุก่อสร้าง เรียกได้ว่าในทรัพยากรประเภทนี้จะรวมถึงที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณูปโภค (ถนน ไฟฟ้า น้ำ ประปา) อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ สินทรัพย์ เงินออม เทคโนโลยีและข่าวสารข้อมูล ทั้งหมดนี้จะแปรเปลี่ยนมาเป็นงบประมาณ ค่าใช้จ่าย เครดิต ซัพพลาย ดอกเบี้ย กำไร เป็นต้น สำหรับทรัพยากรทางองค์กรนั้น หมายถึงองค์ประกอบแวดล้อมที่ช่วยให้ทำสำเร็จ ซึ่งรวมทั้งการจัดแบ่งอำนาจ และการยอมรับข้อผูกพันทางการเมือง ที่อนุมัติให้มีการใช้ทรัพยากรมนุษย์ และทรัพยากรเศรษฐกิจอย่างได้ผล ทรัพยากรประเภทนี้ หมายความรวมถึง ระเบียบแบบแผนต่าง ๆ องค์กรด้านอาชีพ องค์กรทางการเมือง องค์กรและคณะกรรมการท้องถิ่น ครอบครัว ชุมชน เป็นต้น กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้สามารถให้การตัดสินใจ (decisions) มีส่วนร่วม (participation) วางกฎระเบียบ (regulation) ติดตามประเมิน (monitoring) และฝึกอบรม (training)

     อย่างไรก็ตามการจะดำเนินการลงทุนเพื่อเด็ก ให้ได้ผลดีนั้น ต้องเน้นด้วยว่า ทุกฝ่ายทุกหมู่เหล่ามิใช่แต่รัฐบาลกลางเท่านั้น ต้องยอมรับข้อผูกพันในทุกระดับของสังคม และการปฏิบัติการใด ๆ ต้องกระทำไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุณค่าสูง ด้วยค่าใช้จ่ายต่ำ

     การลงทุนเพื่อเด็กอาจใช้กลวิธีที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก แต่ได้ผลสูงด้วยการเพิ่มค่าของทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อเด็กให้มากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งหากทรัพยากรประเภทนั้นมีจำกัด ทั้งนี้อาจนำทรัพยากรที่มิได้อยู่ในระบบ (non-traditional) มาใช้ทั้งในด้านทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรองค์กร ตลอดไปจนถึงกิจกรรมต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็ต้องให้แน่ใจว่าทรัพยากรที่มีอยู่ ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

     การดำเนินกิจกรรมเพื่อเด็กจะสามารถขยายขอบเขต ครอบคลุมเด็กจำนวนมากขึ้นได้ หากมีการปรับงบประมาณเพื่อสนับสนุนด้านมนุษยธรรมเสียใหม่ โดยหยิบยกงบประมาณของรัฐที่กำหนดไว้ในด้านอื่น ๆ มาเปรียบเทียบกับงบประมาณที่จัดสรรไว้ในกิจกรรมที่จะส่งผลเพื่อเด็ก เช่นพิจารณางบประมาณเพื่อการศึกษา สาธารณสุข และบริการพื้นฐานอื่น ๆ กับงบประมาณเพื่อการทหาร การจัดหาซื้ออาวุธใหม่ หรือการสร้างถนนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก เป็นต้น สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่พึงระลึกไว้เสมอคือ ทรัพยากรที่ใช้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมในขณะนั้นได้ดีเพียงใด หรือมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อบางสิ่งบางอย่างที่เกินความจำเป็นไปหรือไม่ เช่น อาจมีการหยิบยกงบประมาณที่จะใช้เพื่อการประถมศึกษา มาเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ตั้งไว้เพื่อการศึกษาในขั้นอุดมศึกษา เป็นต้น

     ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ควรคำนึงถึง เพื่อให้ทรัพยากรที่นำมาใช้ได้ประโยชน์สูงสุด คือการปรับปรุงประสิทธิภาพของเทคโนโลยี และกระบวนการต่าง ๆ ในบางกรณีอาจมีการปรับระดับของเทคโนโลยีหรือทรัพยากร ให้เหมาะสมกับความต้องการของท้องถิ่น เช่น อาจใช้จักรยานสองล้อแทนการใช้รถยนต์ในการเดินทางไปให้บริการ หรืออาจใช้บุคคลากรในการทำงานเป็นคนในท้องที่แทนการใช้เจ้าหน้าที่จากแหล่งอาชีพกลาง ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นเด่นชัดถึงความสำเร็จของการกระทำดังกล่าว คือการนำเอาระบบอาสาสมัคร – สาธารณสุข (อสม.) มาใช้ให้บริการพื้นฐานด้านสุขอนามัย และเป็นตัวเชื่อมโยงข่าวสารด้านสาธารณสุข ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหา หรือการมีผู้ดูแลเด็ก (ผดด.) ซึ่งเป็นผู้อยู่ในพื้นที่และได้รับการอบรมพิเศษ มาทำหน้าที่ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กประจำหมู่บ้าน

     สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ควรคำนึงถึงในการลงทุนเพื่อเด็ก คือบริการที่จัด ควรเป็นบริการในพื้นฐานกว้าง ๆ เช่นบริการสำหรับเด็กระดับปฐมวัย การประถมศึกษา การสาธารณสุขมูลฐาน บริการที่ให้ควรเป็นบริการที่ผู้รับไม่ได้รับจากแหล่งอื่นอยู่ก่อน และจะต้องเป็นบริการที่มีมาตรฐานอย่างน้อยขึ้นต่ำสุดกำหนดไว้ (minimum requirement)

     โดยทั่วไปแล้ว จากสถิติที่องค์การยูนิเซฟรวบรวมได้จากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ระบุว่าประเทศส่วนใหญ่ใช้เงินประมาณร้อยละ ๕ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) หรือร้อยละ ๑๐-๑๕ ของงบประมาณประจำปีของรัฐ เพื่อการใช้จ่ายด้านพัฒนามนุษย์ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาเด็กด้วย สำหรับประเทศไทยนั้น งบประมาณของรัฐแต่ละปีที่จัดสรรไว้เพื่อบริการด้านสังคม คิดเป็นประมาณร้อยละ ๓๐ ซึ่งจะรวมทั้งเงินเดือนของข้าราชการไว้ด้วย ส่วนงบด้านการศึกษาโดยเฉพาะนั้น ในประเทศอื่นมักกำหนดไว้ประมาณร้อยละ ๖ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่ของประเทศไทย งบด้านการศึกษาเท่าที่มีอยู่ยังน้อยอยู่ คือประมาณร้อยละ ๓ ซึ่งทั้งนี้ควรจะได้มีการปรับปรุงให้มากขึ้น เนื่องจากแผนพัฒนาปัจจุบันของเรามุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคน ซึ่งรวมถึงเด็ก ๆ ของเราด้วย

 

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง ยุทธศาสตร์การเตรียมเยาวชนสู่อนาคต
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๓๘
ณ จังหวัด เชียงราย

ท่านประธานสภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย และผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน

     ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาบรรยายเรื่อง “ยุทธศาสตร์การเตรียมเยาวชนสู่อนาคต” ต่อท่านทั้งหลายซึ่งมีทั้งครูอาจารย์และผู้ปกครอง ที่จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเยาวชนของเราให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

     ก่อนที่จะมีการพิจารณายุทธศาสตร์การเตรียมเยาวชนสู่อนาคตนั้น เริ่มแรกจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์และคาดการณ์ถึงสถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลงในอนาคตทั้งในระดับโลกและระดับประเทศที่จะมีผลกระทบต่อเยาวชน เพื่อให้สามารถกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาได้เหมาะสมและสอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

     การวิเคราะห์พลวัตการเปลี่ยนแปลงในที่นี้ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่

  1. การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ
  2. เนื่องจากระบบเศรษฐกิจไทยเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิด (Open Economy) ทำให้สังคมเศรษฐกิจไทยผนวกเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสังคมเศรษฐกิจโลกด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการวิเคราะห์พลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลกจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยที่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ๆ ของโลกที่มีผลต่อประเทศไทย ได้แก่

    ประการที่หนึ่ง กระแสการเปลี่ยนแปลง ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ที่เป็นไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้น ณ สถานที่หนึ่ง ๆ สามารถสื่อสารไปถึงสถานที่อื่น ๆ ได้ในระยะเวลาอันใกล้ เปรียบเสมือนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Global Village พัฒนาการของระบบเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสาร คมนาคมและสารสนเทศ นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระแสโลกาภิวัตน์มีผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น การที่สื่อต่าง ๆ สามารถกระจายเข้าสู่คนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงนั้น จะมีผลกระทบต่อรูปแบบค่านิยมทางสังคม การดำรงชีวิตและรสนิยมในการบริโภคของคนอย่างมาก ความฉับพลันในเรื่องข่าวสารข้อมูลดังกล่าวจึงทำให้เกิดวิวัฒนาการทางความคิด ซึ่งจะเป็นทั้งในทางที่ดีและไม่ดี มีการเรียนรู้และรับสิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามาและทอดทิ้งสิ่งเก่า ๆ อาจกล่าวได้ว่า การขยายตัวของโลกาภิวัตน์ที่ถูกส่งเสริมโดยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น จะไม่ถูกจำกัดขอบเขตเฉพาะการเชื่อมโยงด้านการค้า การลงทุน การเงินหรือบริการเท่านั้น แต่จะครอบคลุมถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้ คือการเชื่อมโยงทางด้านแนวความคิด ค่านิยม และวัฒนธรรมอีกด้วย ธุรกิจบันเทิงข้ามชาติ และธุรกิจโฆษณาในปัจจุบันมีส่วนกัดกร่อนวัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศไทยอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กและเยาวชน เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกระแสดังกล่าวเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Fast food เทป ภาพยนตร์ คอนเสิร์ต แฟชั่น มีความเฟื่องฟูมาก เพราะสามารถตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของวัยรุ่นได้ ขณะที่วัฒนธรรม ประเพณี และคุณค่าแบบไทย ๆ เริ่มสูญหายไปตามลำดับ

    ดังนั้น เมื่อต้องอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ จึงจำเป็นต้องมีการเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อขวนขวายแสวงหาความรู้ใหม่ให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านได้ เยาวชนไทยในอนาคตจึงต้องมีสติปัญญาและความรู้ความสามารถในการเลือกรับ กลั่นกรองและใช้สื่อและเทคโนโลยีที่เข้ามาในทุกทิศทางได้อย่างเหมาะสม มีความเข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายและเลือกปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันไม่ละเลยวัฒนธรรมและค่านิยมที่ดีงามแบบไทย ๆ อีกด้วย

    ประการที่สอง กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกเข้าสู่ยุคการค้าเสรีมากขึ้น เนื่องจากลัทธิสังคมนิยมล่มสลายในระยะที่ผ่านมา โลกกำลังเปลี่ยนแปลงเป็นโลกไร้พรมแดน (Borderless World) ในลักษณะที่มีการลดกฎเกณฑ์หรือขั้นตอนในด้านต่าง ๆ เพื่อเปิดประตูการค้า การลงทุน ตลอดจนการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างเสรีมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การเจรจาของข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้าหรือ GATT การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) รวมทั้งความร่วมมือในระดับภูมิภาค เช่น การจัดตั้งสามเหลี่ยม IMT-GT (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle) หรือการจัดตั้งหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ (ไทย-จีน-พม่า-ลาว-กัมพูชา และเวียดนาม) เป็นต้น

    ขณะเดียวกัน การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การลงทุน และการเกษตร จะเป็นไปอย่างเข้มข้นและรุนแรงมากขึ้นด้วยอีกนัยหนึ่ง ในอนาคต ความได้เปรียบของประเทศทั้งหลายจะขึ้นอยู่กับศักยภาพของเทคโนโลยีและกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถและทักษะฝีมือสูงมากกว่าจะขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติเหมือนสมัยก่อน ประเทศที่มีกำลังคนที่มีศักยภาพจะสามารถพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุดหน้าได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาความได้เปรียบของประเทศไทยในปัจจุบัน จะพบว่าค่าแรงงานของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยเปรียบเทียบ ทำให้มีการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติไปยังประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว เช่น เวียดนาม จีน เป็นต้น ดังนั้น ภายใต้ภาวะการแข่งขันตามแนวทุนนิยมจึงกดดันให้ประเทศไทยต้องปรับตัวโดยมุ่งเน้นการผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้น เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่มีการใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นด้วย

  3. การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในประเทศ

สภาพสังคมไทยยังมีลักษณะทวิภาค (Dualism) มีการขยายตัวแบบขาดดุลยภาพ กล่าวคือ ถึงแม้ว่าในระยะที่ผ่านมาผลสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องโดยเฉลี่ยกว่าร้อยละ ๗ ต่อปี และรายได้ต่อหัวของประชากรจะเพิ่มขึ้นเป็น ๖๐,๐๐๐ บาทต่อปี แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญบางประการที่จะมีผลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเยาวชนในอนาคต ดังนี้

  • ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ยังคงมีอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกลความเจริญและในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสประเภทต่าง ๆ คนในกรุงเทพฯ มีรายได้สูงกว่าคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๑๑.๙ เท่า ประกอบกับภาครัฐไม่สามารถจัดบริการพื้นฐานทางสังคมได้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพเพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำของคุณภาพชีวิตของคนขยายตัวกว้างขึ้น เยาวชนไทยบางกลุ่มยังไม่สามารถเข้าถึงบริการในด้านต่าง ๆ ได้ เช่น ขาดโอกาสในการศึกษาต่อ เป็นต้น

  • ความบีบคั้นจากภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความจำเป็นในการดิ้นรนหาเลี้ยงชีพของประชาชน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวลดน้อยลง ประกอบกับกระแสการบริโภคนิยม ทำให้ค่านิยมแบบไทยดั้งเดิม เช่น ความโอบอ้อมอารี เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เริ่มสูญหายไป ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ มากขึ้น เช่น ปัญหาการแย่งชิงเอารัดเอาเปรียบกัน ปัญหาครอบครัวแตกแยก ปัญหาแรงงานเด็กและปัญหายาเสพติด ซึ่งพบว่าในจำนวนผู้ติดยาและสารเสพติดกว่า ๑.๒ ล้านคน เป็นนักเรียนนักศึกษาถึง ๗๑,๖๖๖ คน รวมทั้งปัญหาการค้าประเวณีและอื่น ๆ อีกด้วย

  • ระบบการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นอยู่ทำให้เด็กและเยาวชนไม่ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเด็กไทยมีโอกาสรับการศึกษามากขึ้น แต่ยังมีเด็กในวัยเรียน (๓-๒๑ ปี) ประมาณ ๑๑ ล้านคน ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา ขณะที่นักเรียน นักศึกษาที่มีอยู่ขาดความคิดริเริ่ม ขาดทักษะในการจะปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยาวชนไทยยังขาดความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ขาดจิตสำนึกในหน้าที่ ขาดเจตคติในการทำงานร่วมกัน รวมทั้งขาดสำนึกของความเป็นไทยอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดการศึกษา ยังเน้นในระบบโรงเรียนมากเกิน ไปเน้นการท่องจำมากกว่าการวิเคราะห์หาเหตุผล หลักสูตรขาดความยืดหยุ่นไม่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ในชุมชนที่มีความผูกโยงโดยตรงกับเกษตรกรรม ฯลฯ นอกจากนั้น ปัจจุบันประเทศไทยยังประสบปัญหาการขาดแคลนกำลังคนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญ ๆ อีกเป็นจำนวนมาก และคุณภาพของการฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือแรงงานยังไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขในอนาคต

อย่างไรก็ตามสังคมไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาบางประการ เช่น

  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ทำให้มีสัดส่วนเด็ก-เยาวชนที่ต้องเลี้ยงดูลดน้อยลง ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมารัฐได้ลงทุนด้านการบริการพื้นฐานทางสังคมอย่างมาก ทำให้บริการด้านการศึกษาและสาธารณสุขขยายตัวอย่างทั่วถึง นอกจากนั้น การที่รัฐบาลมีฐานะทางการคลังค่อนข้างมั่นคงและประชาชนมีรายได้สูงขึ้น จึงคาดว่าในระยะ ๑๐-๑๕ ปีข้างหน้า ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา เพราะประเทศมีการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาทุ่มเทกับการพัฒนาได้อย่างเต็มที่

  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อต่าง ๆ จะมีส่วนช่วยพัฒนาศักยภาพของคนไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะสามารถนำสื่อต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ให้คนมีความรู้มากขึ้น สามารถปรับตัวทันต่อเหตุการณ์และทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการแรงงานมากขึ้น ผู้ที่ได้รับการศึกษาสูงนั้นจะมีโอกาสได้รับค่าตอบแทนที่สูง ทำให้เกิดแรงจูงใจให้เด็กและคนงานเข้ารับการศึกษา ฝึกอบรมมากขึ้น ประกอบกับกระแสประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง จะทำให้สังคมมีการเฝ้าระวังและตรวจสอบปัญหาแรงงานเด็กอีกด้วย

  • ในระยะที่ผ่านมาองค์กรทางสังคมต่าง ๆ ทั้งสื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน ธุรกิจเอกชน ได้เข้ามาช่วยเหลือในการพัฒนาคนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ดังนั้น ถ้าสามารถขยายเครือข่ายของพลังดังกล่าวได้อย่างจริงจัง จะมีโอกาสในการพัฒนาคนและสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อพิจารณาถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโลกและระดับประเทศแล้ว จึงควรกำหนด “วิสัยทัศน์ของการพัฒนาเยาวชนในอนาคต” ไว้ดังนี้ เยาวชนไทยทุกคนจะต้องได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพทั้งกาย ใจ สติปัญญาและความสามารถ เพื่อให้เป็นเยาวชนที่มีสุขภาพดี มีคุณธรรม มีคุณภาพ มีปัญญา และมีวิจารณญาณ รู้เท่าทันโลก สามารถเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ และวัฒนธรรมต่างชาติที่หลากหลายได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันสามารถสงวนรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมและค่านิยมที่ดีงามอันเป็นเอกลักษณ์ไทยไว้ได้ด้วย

สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาเยาวชนในอนาคตนั้น ควรประกอบด้วยยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ๆ ดังนี้

๑)      ยุทธศาสตร์การพัฒนาสติปัญญาและกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ที่เป็นอยู่ จำเป็นต้องสร้างบุคคลที่มีทักษะในการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถศึกษาและพัฒนาตนเองและสังคมได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตโดยมีแนวทางและมาตรการดังนี้

  • การปฎิรูปกระบวนการเรียนการสอน ในหลักสูตรและรูปแบบที่หลากหลายควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารมวลชน โดยเน้นการเรียนรู้จากของจริงในลักษณะ Learning how to learn และการสื่อสาร ๒ ทางระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน (Two-way communication) เพื่อให้เยาวชนรู้จักคิดวิเคราะห์หาเหตุผล แก้ปัญหาและพัฒนาตนเองและสังคมได้ เรียนไปเพื่อให้รู้จักคิดด้วยตัวเอง เรียนไปเพื่อสามารถไปเรียนต่อด้วยตนเองได้ รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการวัดผลการเรียนและระบบการคัดเลือกเข้าเรียนในทุกระดับ เพื่อให้เยาวชนสามารถพัฒนาขีดความสามารถของตน ได้ตามความถนัดและความสนใจ ทั้งนี้กระบวนการเรียนการสอน ต้องเสริมสร้างให้เยาวชนมีทักษะและโลกทัศน์สากลที่จะสามารถเข้าใจและสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมโลกได้ ยกตัวอย่างเช่น ความรู้ในภาษาต่างประเทศ มีพื้นฐานเพื่อรองรับวิธีการปลูกพืชไร่สมัยใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิผล และเทคโนโลยีใหม่ต่าง ๆ เช่น Internet, E-mail เป็นต้น รวมทั้งทักษะในการทำงานเป็นทีมอีกด้วย ขณะเดียวกันเยาวชนจะต้องได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นและคุณค่าแบบไทย ๆ เช่น การเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เป็นต้น

  • การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในทุกระดับ ให้มีมาตรฐานและลดความเหลื่อมล้ำในคุณภาพการศึกษาระหว่างเมืองและชนบท โดยเน้นให้ความสำคัญกับการขยายโอกาสการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อยระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้แก่เยาวชน โดยเฉพาะในกลุ่มด้อยโอกาส เช่น เยาวชนในภาคเกษตร เยาวชนพิการ เยาวชนเร่ร่อน เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาแรงงานเด็กและโสเภณีเด็ก ขณะเดียวกันจะต้องมีการส่งเสริมเยาวชนที่มีสติปัญญาเป็นเลิศให้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

  • การพัฒนาคุณภาพกำลังคนและการพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างกว้างขวาง มีประสิทธิภาพและเพียงพอต่อความต้องการ โดยเร่งการผลิตกำลังคนระดับกลางและสูงในสาขาที่จำเป็น เช่น ผู้เชี่ยวชาญทางเกษตรกรรมและหัตถกรรม วิศวกร ช่างเทคนิค นักบัญชี นักกฎหมาย นักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเกษตรอุตสาหกรรมและบริการที่ทันสมัย ขณะเดียวกันส่งเสริมการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน แก่เยาวชนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในลักษณะของการปฎิบัติได้จริงมากกว่าการเรียนรู้ตามทฤษฎี รวมทั้งการฝึกฝีมือเพิ่มทักษะแก่เยาวชนที่ทำงานอยู่แล้วให้มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาอีกด้วย นอกจากนั้นจะต้องสนับสนุนการวิจัย และพัฒนาที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ โดยเน้นให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือผนึกกำลังในการดำเนินงานต่าง ๆ มากขึ้น

๒)      ยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพอนามัย

การพัฒนาเยาวชนให้มีพฤติกรรมที่ดีทั้งกายและใจจะต้องมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคมากขึ้น โดยเน้นการให้ความรู้ในการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม เนื่องจากในปัจจุบันเยาวชนในเมืองมักประสบปัญหาภาวะโภชนาการ เนื่องจากบริโภคอาหารที่เป็น Junk Food มากเกินไป ขณะที่เยาวชนชนบทบางพื้นที่ประสบปัญหาทุพโภชนาการ นอกจากนั้นจะต้องมีการส่งเสริมให้เยาวชนออกกำลังกาย เล่นกีฬา ดนตรี เพื่อคลายเครียด และมีการจัดนันทนาการที่ถูกหลักอนามัย การส่งเสริมให้เยาวชนมีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันปัญหาการติดเชื้อเอดส์ รวมทั้งการให้ความรู้ในด้านพฤติกรรมการบริโภคยาที่ถูกต้อง เช่น ยาม้า ยาเสพติด บุหรี่ สุรา เป็นต้น ตลอดจนจะต้องสร้างจิตสำนึกในการใช้รถใช้ถนนแก่เยาวชนอีกด้วย เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุจากความประมาทที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับการคุ้มครองผู้บริโภคและการจัดบริการสาธารณสุขแก่เยาวชนให้มีคุณภาพและทั่วถึงอีกด้วย

๓)     ยุทธศาสตร์การพัฒนาจิตใจและวัฒนธรรม

การพัฒนาเยาวชนในอนาคตให้เป็นคนดี มีคุณธรรม มีจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม รวมทั้งรักและตระหนักถึงความสำคัญของเอกลักษณ์ไทย ควบคู่ไปกับการรู้จักวัฒนธรรมสากลที่หลากหลายนั้น จะต้องเน้นการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชน ให้สามารถเลือกรับและกลั่นกรองสื่อและข้อมูลที่เข้ามาได้อย่างเหมาะสม การพัฒนาและส่งเสริมสื่อคุณภาพ เพื่อรณรงค์เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเรื่องค่านิยมที่ดีงาม การใช้หลักธรรมของแต่ละศาสนาเพื่อพัฒนาจิตใจและเยาวชน โดยเน้นการเข้าใจถึงแก่นแท้ของศาสนา มากกว่าการงมงายกับเรื่องไร้เหตุผล รวมทั้งการส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่เยาวชนรุ่นใหม่ ตลอดจนการอนุรักษ์และสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรม ที่มีคุณค่าในสาขาต่าง ๆ อีกด้วย

๔)     ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพของครอบครัวและชุมชน

เนื่องจากครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดในการพัฒนาเยาวชนถ้าครอบครัวมีความอบอุ่นมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีความพร้อมทางสังคมที่จะอบรมเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวแล้ว โอกาสที่สมาชิกในครอบครัวจะเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพย่อมมีสูงมาก ดังนั้น จึงควรเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของครอบครัวโดยการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ แก่คู่สมรส และบิดามารดา เพื่อให้สามารถมีบทบาทและหน้าที่อย่างเหมาะสม เช่น การให้ความรู้ด้านครอบครัวศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูบุตร การให้ความคุ้มครองแก่ครอบครัวในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การขยายเวลาลาคลอด การจัดบริการแนะแนวให้คำปรึกษาหรือปัญหาครอบครัว ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัววิกฤต เช่น ครอบครัวไร้คู่ ครอบครัวยากจน เป็นต้น ในขณะเดียวกัน จะต้องเน้นให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาเยาวชนมากขึ้นด้วย โดยเน้นให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เยาวชนทั้งในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา เช่น การมีส่วนร่วมกำหนดหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับความพร้อม และความต้องการของแต่ละพื้นที่การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของชุมชนในด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและการป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม การสร้างวัฒนธรรมชุมชน เพื่อสร้างจิตสำนึกและวิถีชีวิตประชาธิปไตยแก่เยาวชน และการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ เพื่อให้เยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งการทำหน้าที่เป็น Community Welfare ในการดูแลเยาวชนและครอบครัวที่มีปัญหาอีกด้วย

๕)     ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคม

     ในสังคมไทยยังมีเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสในลักษณะต่าง ๆ อยู่จำนวนมาก เช่น เยาชนยากจน เยาวชนพิการ เป็นต้น รวมทั้งเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มวิกฤตที่เกิดจากปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น เยาวชนติดเชื้อเอดส์ ติดยาเสพติด โสเภณีเด็ก เป็นต้น จึงเป็นภารกิจและหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะต้องให้ความช่วยเหลือเพื่อให้เยาวชนเหล่านี้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตตนเองให้สูงขึ้นและดำรงชีพอยู่ในสังคมได้เป็นปกติสุข โดยจะต้องเน้นการพัฒนารูปแบบบริการสังคมต่าง ๆ ที่มีอยู่ เช่น บริการการศึกษา บริการสาธารณสุข ฯลฯ ให้กลุ่มเยาวชนด้อยโอกาสเหล่านี้ สามารถเข้ารับบริการได้อย่างทั่วถึง เพียงพอ ต่อเนื่องและมีคุณภาพ รวมทั้งจะต้องมีการส่งเสริมให้องค์กรทางสังคมทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมช่วยเหลือเยาวชนเหล่านี้ด้วย เช่น สถาบันครอบครัว ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอบอุ่น สถาบันศาสนาที่ต้องปรับปรุง สื่อมวลชน ธุรกิจเอกชน NGO ฯลฯ ยุทธศาสตร์การเตรียมเยาวชนสู่อนาคตตามที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นภารกิจ (MISSION) อันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจถึงสถานการณ์และบทบาทของแต่ละฝ่าย เพื่อประสานแนวคิดและการทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม

ปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษา คือ

  1. ต้องร่วมมือ ร่วมใจ ทำกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
  2. แนวทางความคิด และทิศทางการปฏิบัติ อาจหลากหลาย และแตกต่างกันไป จึงต้องมีการพิจารณาร่วมกันโดยไม่มีอคติ ไม่ระแวง หรือชิงดีชิงเด่น
  3. ศึกษาและรับรู้ความคิดและข้อมูลจากภายนอก โดยผสมผสานหรือยึดถือค่านิยมและจุดเด่นของสังคมไทยไว้
  4. ยุทธศาสตร์การศึกษา และผลลัพธ์ที่จะได้มา มิใช่มุ่งมั่นทำขึ้นเพื่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการวางพื้นฐานให้ประเทศชาติเป็นสังคมที่ลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา รายได้ และภูมิปัญญา เป็นสังคมที่มีคุณภาพ และสามารถดูแลปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าในอดีต

จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ผมอยากให้เกิดขึ้นคือการเริ่มจากทุกท่าน ที่ได้มาร่วมประชุมสัมมนาในวันนี้ เนื่องจากท่านทั้งหลายเป็นผู้ที่ใกล้ชิด ดูแลและมีอิทธิพลอย่างมากต่อทัศนคติ ความคิดและแนวทางการดำรงชีวิตของเยาวชน ที่จะเป็นพลังสำคัญในการช่วยกันพัฒนาประเทศของเราให้เจริญก้าวหน้าอย่างมีศักดิ์ศรีในเวทีโลกได

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำบรรยาย
เรื่อง การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทด้านสิทธิมนุษยชน
ในการสัมมนา ณ โรงแรมมหานคร กรุงเทพ (นิกโก้)
วันอังคารที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๒
ณ โรงแรมมหานคร กรุงเทพ (นิกโก้)

ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านผู้เข้าร่วมสัมมนา และท่านผู้มีเกียรติ

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญจากกระทรวงยุติธรรมให้มาบรรยายเรื่อง “การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย” ในวันนี้

     ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้ มีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงขอบรรยายโดยสรุปตามเวลาอันมีจำกัด เพื่อฝากข้อคิดเห็นหรือข้อสังเกตบางประการ อันอาจเป็นประโยชน์แก่การสัมมนาดังต่อไปนี้

     (๑) ข้อพิจารณาประการแรกคือ ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

      เมื่อองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๔๘ ต้องนับว่าเป็นเอกสารรับรองสิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุดของของมวลมนุษยชาติปฏิญญานี้ถึงแม้จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง แต่สหประชาชาติก็ได้อาศัยอ้างอิงในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศต่าง ๆ ตลอดมา

     นับแต่นั้นมา สิทธิมนุษยชนซึ่งเคยถือกันมาช้านานว่าเป็นเรื่องภายในของประเทศที่จะให้หรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ตามที่รัฐจะเห็นสมควร กลายมาเป็นสิทธิระหว่างประเทศที่ทุกประเทศจะเข้ามาร่วมกันสอดส่องดูแลและแทรกแซงแก้ไขเยียวยากรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยประเทศนั้น ๆ จะอ้างว่าเป็นเขตอำนวยภายในของตน (Domestic Jurisdiction) ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

     ดังจะเห็นได้จากสหประชาชาติได้เข้าแทรกแซงเพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายครั้งเช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในบอสเนียเฮอร์เซโกวิน่า หรือในโคโซโวเป็นต้น การจัดตั้งศาลอาญากรสงคราม เพื่อดำเนินคดีกับผู้มีส่วนร่วมทำผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในบอสเนียเฮอร์เซโกวิน่า ในประเทศรวันดา รวมทั้งการริเริ่มจะให้มีการดำเนินคดีกับอดีตผู้นำเขมรแดงที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาชน ในสมัยที่เขมรแดงมีอำนาจปกครองกัมพูชาระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๒๒ รวมทั้งการที่กลุ่มประเทศ สหภาพยุโรปไม่ยินยอมให้ผู้นำพม่าเดินทางเข้าประเทศของตนเนื่องมาจากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศนั้นอย่างรุนแรงเป็นต้น

     ปัจจุบันประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ได้กลายมาเป็นหัวข้อสำคัญในการเจรจาทางการเมือง การค้าระหว่างประเทศ เช่น กรณีของสหรัฐอเมริกากับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือการร่วมกันงดซื้อจากประเทศที่ใช้แรงงานเด็กหรือสตรีที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนเป็นต้น

     นอกจากนั้น สหประชาชาติยังได้จัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศ อันมีผลก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามหลักการแห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอีกหลายฉบับ เช่น อนุสัญญาว่าด้วย สิทธิเด็ก สิทธิสตรี ผู้ใช้แรงงาน เป็นต้น ฯลฯ

     ประเทศไทยเราก็ได้เข้าร่วมเป็นภาคีข้อตกลงระหว่างประเทศดังกล่าวแล้วหลายฉบับ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก สตรี ผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๓๕ ขณะที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของพลเมืองและทางการเมือง ค.ศ. ๑๙๖๖ ของสหประชาชาติซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันตามกฎหมายและมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อมา ได้ทราบว่าประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีกติกาฉบับนี้และมีผลตามกฎหมายเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๐ นอกจากนั้น ยังได้ทราบว่าประเทศไทยดำริจะเข้าเป็นภาคีข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีก นับว่าเป็นความก้าวหน้าทางด้านสิทธิมนุษยชนที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง

     อย่างไรก็ดี ผมมีข้อสังเกตว่า การเข้าเป็นภาคีข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนดังกล่าวมานี้ การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจะประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่มีข้อพิจารณาอย่างน้อย ๓ ประการ คือ

     ประการแรก เมื่อเราเข้าเป็นภาคีข้อตกลงอันมีผลตามกฎหมายแล้ว เราต้องมีความตั้งใจและจริงใจที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างจริงจังด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้ว การเข้าเป็นภาคีก็จะมีผลเพียงการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาชาวโลกเท่านั้นแต่ไม่มีผลในทางปฏิบัติซึ่งนับเป็นการสูญเปล่าอย่างน่าเสียดาย ตัวอย่างเช่น เราควรตรวจสอบดูกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ว่าขัดหรือแย้งกับพันธกรณีหรือไม่หากพบว่าขัดหรือแย้งก็ควรหาทางยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว หรือถ้าเราจะตรากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับขึ้นในอนาคต เราก็ควรดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลให้มากที่สุด เป็นต้น

     ประการที่สอง ปัจจุบันนี้เรายังไม่มีหน่วยงานกลางหรือองค์กรกลางที่จะทำหน้าที่ติดตามดูแลสอดส่องว่า เมื่อเราเข้าเป็นภาคีข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนแล้ว เราได้ดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีมากน้อยเพียงใดองค์กรกลางนี้อาจจะจัดตั้งขึ้น ทั้งฝ่ายบริหารและทางฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามมาตรา ๑๙๙ - ๒๐๐ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วยก็ได้ เพื่อตรวจสอบไปพร้อม ๆ กัน อันจะช่วยให้การติดตามดูแลสอดส่อง ครอบคลุมได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

     ประการที่สาม การเข้าเป็นภาคีข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนนั้น เราต้องตั้งเป้าหมายว่าจะให้เข้าสู่มาตรฐานสากล ตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงนั้น ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราไม่ควรอ้างว่า เราจะปฏิบัติเท่าที่เห็นสมควร หรือแบบไทย ๆ ดังที่การพูดกันอยู่เสมอทั้งในสังคมไทยและหลายประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะการมีความคิดเช่นนี้จะมีผลกระทบต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมิให้ประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ และจะก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) อันเป็นข้อห้ามที่สหประชาชาติถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง รวมทั้งรัฐธรรมนูญฯ ๒๕๔๐ ก็ได้บัญญัติห้ามการเลือกปฏิบัติไว้ด้วยเป็นครั้งแรก

     อย่างไรก็ดี การจะบรรลุผลได้มากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับศักยภาพของประเทศนั้น ๆ ด้วยว่าจะเอื้ออำนวยเพียงใดด้วย สหประชาชาติก็ยอมรับว่าแต่ละประเทศมีขีดความสามารถไม่เท่ากัน แต่ทุกประเทศจะต้องตั้งเป้าหมายไว้ตรงกัน คือ ต้องพัฒนามาตรการต่าง ๆ ภายในประเทศและร่วมมือกันระหว่างประเทศ ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้ดีที่สุด เท่าที่จะสามารถกระทำได้

(๒) ข้อพิจารณาประการที่สองคือ เราควรตรวจสอบการพัฒนามาตรการต่าง ๆ อันจำเป็นภายในประเทศของเราเองว่าในอดีตเราได้ทำอะไรไปบ้าง ปัจจุบันสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเป็นอย่างไร และในอนาคตเราควรทำอย่างไร เพื่อให้การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสมตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

     ผมมีข้อสังเกตว่า ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มีความแตกต่างกับหลายประเทศ ทั้งในทวีปเอเซียหรือทางตะวันตก นั่นก็คือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่เกิดขึ้นในอดีต มักจะเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิประชาชนโดยองค์กรรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่การละเมิดสิทธิโดยประชาชนด้วยกันเองมีน้อยมาก ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมหรือสภาพสังคมไทยมีบทบาทในเรื่องนี้

    • เราไม่เคยมีปัญหาการเลือกปฏิบัติเรื่องเชื้อชาติ ขณะที่บางประเทศ เช่นประเทศรวันดา ในทวีปอาฟริกาได้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ระหว่างชนเผ่าฮูตูกับชนเผ่าตุ๊ดซี่ ชาวทมิฬกับชาวสิงหลในศรีลังกา ชาวเซิร์บกับคนเชื้อสายแอลเบเนียนในโคโซโว
    • เราไม่เคยมีปัญหาเรื่องผิวเหมือนสหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย หรือแอฟริกาใต้
    • เราไม่เคยมีปัญหาเรื่องศาสนาเหมือนยิวและมุสลิมในตะวันออกกลางคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ ในไอร์แลนด์เหนือ ฮินดูกับสิกข์ในอินเดีย หรือปัญหาระหว่างชาวคริสต์กับชาวมุสลิม ที่มีเหตุฆ่าฟันกันในบางพื้นที่ของอินโดนีเซียปัจจุบัน
    • เราไม่มีปัญหาเรื่องภาษาเหมือนแคนาดาระหว่างประชาชนที่พูดภาษาเหมือนแคนาดาระหว่างประชาชนที่พูดภาษาอังกฤษ กับประชาชนที่พูดภาษาฝรั่งเศสในรัฐควีเบก ถึงขนาดจะขอแยกดินแดน ฯลฯ

     ในอดีต เราเคยมีปัญหาการก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนใน ๔ จังหวัดภาคใต้ แต่เป็นเรื่องการเมืองโดยตรง ชาวไทยที่นับถือพุทธกับชาวไทยที่เป็นมุสลิมสามารถอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข ไม่มีการก่อเหตุรุนแรงระหว่างประชาชนด้วยกันการก่อการร้ายใน ๔ จังหวัดภาคใต้ในอดีตและในปัจจุบัน จะเป็นเรื่องที่กระทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐหรือทรัพย์สินของรัฐทั้งสิ้น และแม้จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเป็นบางครั้งในประเทศไทย เช่นเหตุการณ์รุนแรง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หรือพฤษภาคม ๒๕๓๕ ก็เกิดขึ้นชั่วระยะสั้น ๆ และเหตุการณ์ก็กลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

     อย่างไรก็ดี ปัญหาการละเมิดสิทธิโดยเอกชนต่อเอกชนในประเทศไทยได้เพิ่มมากขึ้นแล้ว เช่น การใช้แรงงานเด็ก สตรีโดยผิดกฎหมาย การค้าประเวณี การค้าเด็กหรือผู้หญิง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราควรติดตามอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

     เหตุผลสำคัญยิ่งประการหนึ่ง ที่ทำให้สังคมไทยมีความปกติสุขไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือการก่อเหตุร้ายรุนแรง ก็เพราะมีสถาบันกษัตริย์ที่มั่นคงและเที่ยงธรรม และเป็นจุดรวมหัวใจของคนไทยทุกคน ทุกคนมีความเทิดทูนบูชาต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นอบอุ่น ไม่มีการเลือกปฏิบัติในระหว่างคนไทยด้วยกันเอง หรือกับคนต่างชาติที่มาพำนักตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย และเป็นลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่เป็นมาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งเราควรมีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและลักษณะสังคมไทยดังกล่าวนี้

     เท่าที่ผมได้ติดตามการพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยพบว่า ได้เป็นไปโดยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเป็นลำดับ เช่น เราได้ประกาศใช้กฎหมายใหม่ ๆ หลายฉบับเพื่อส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นจำนวนมาก เช่น

    • เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๕ ครั้งสำคัญเพื่อรับรองสิทธิของหญิงให้เท่าเทียมกับชาย
    • การประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๔๐ และพระราชบัญญัติการค้าเด็กและสตรี พ.ศ. ๒๕๔๐
    • การเสนอพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน พ.ศ. … ตามมาตรา ๑๙๙ - ๒๐๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ ๒๕๔๐
    • การยกเลิกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ที่ห้ามสตรีดำรงตำแหน่งข้าราชการบางตำแหน่ง
    • การแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา จำเลย หรือนักโทษให้มีสภาวะดีขึ้น
    • การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖
    • การประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้น

     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากการร่างอย่างเป็นประชาธิปไตย โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางมากที่สุดเท่าที่เคยมีการยกร่างรัฐธรรมนูญในประเทศไทย

     (๓) ข้อพิจารณาประการที่สามคือ การจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทแห่งชาติด้านสิทธิมนุษยชน

     จากข้อเท็จจริงดังได้กล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่าการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้มีความสำคัญมากขึ้นตลอดเวลา และประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อบทบาทด้านนี้โดยดำเนินการเป็นได้ผลเป็นที่น่าพอใจตามสมควร โดยภาครัฐและภาคเอกชนต่างร่วมมือกันในการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

     อย่างไรก็ดี การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ยังมีลักษณะต่างตนต่างทำ โดยมิได้มีการประสานงานทางด้านการจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการเท่าที่ควรอาทิ การคุ้มครองสิทธิเด็กและสตรี มีองค์กรภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานอัยการสูงสุดฯลฯ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม มีองค์กรภาครัฐหลายแห่งเกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ฯลฯ สิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา มีหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร องค์การปกครองท้องถิ่นอื่น ๆ ทบวงมหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีความอิสระในการดำเนินการตามกฎหมาย ฯลฯ

     การดำเนินงานที่มีลักษณะต่างคนต่างทำดังกล่าวนี้ ทำให้การกำหนดนโยบายแผนปฏิบัติการ การกำหนดเป้าหมาย การติดตามประเมินผล ฯลฯ ขาดความชัดเจน ไม่มีเอกภาพ และอาจเกิดความขัดแย้งหรือซ้ำซ้อนกันได้เสมอ ทำให้การดำเนินงานไม่สามารถบรรลุได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

     ดังนั้น รัฐบาลจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทด้านสิทธิมนุษยชน โดยเชิญผมเป็นประธานกรรมการ ซึ่งผมก็ได้ตอบรับด้วยความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติยิ่ง บัดนี้คณะอนุกรรมการยกร่างนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งคณะกรรมการแห่งชาติฯ แต่งตั้งได้ดำเนินการยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้โดยได้รับความร่วมมือจากท่านผู้ทรงคุณวุฒิหลายฝ่าย ได้เสียสละเวลาร่วมแรงร่วมใจเขียนแผนแม่บทนี้ขึ้นโดยไม่ได้รับข้อตอบแทนแต่อย่างใด นับเป็นเรื่องที่น่ายกย่องสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง

     (๔) สรุป ในทัศนะของผมเห็นว่าการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มีแนวโน้มไปในทางที่ดีมากยิ่งขึ้น และองค์ประกอบสำคัญที่มีส่วนสนับสนุนให้ประสานความสำเร็จ อย่างน้อยควรมีดังต่อไปนี้คือ

    1. การให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชนศึกษาแก่ประชาชนทั้งในการเรียนรู้ในระบบตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา และการเรียนรู้ทั่วไป เช่น การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาตามอัธยาศัย โดยผ่านสื่อต่าง ๆ เพราะหากประชาชนได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ ก็จะช่วยให้การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนก้าวเข้าสู่มาตรฐานสากลเร็วยิ่งขึ้น ประเทศที่ประสบความสำเร็จทางด้านสิทธิมนุษยชนในปัจจุบันต่างมีปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือ ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพอย่างจริงจัง และใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือตามกฎหมายต่าง ๆ อย่างถูกต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม เคารพสิทธิผู้อื่น ไม่ละเมิดกฎหมาย แต่ถ้าประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิเสรีภาพและใช้อย่างไม่ถูกต้องหรือตามอำเภอใจ เราก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จในเรื่องนี้
    2. การให้ความสำคัญแก่สิทธิมนุษยชนศึกษาที่ได้แก่บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงาน เพราะการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มักจะเกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ หากได้มีการศึกษาสิทธิมนุษยชนอย่างถูกต้อง จะช่วยยับยั้งมิให้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างได้ผลและเจ้าหน้าที่รัฐจะให้ความสำคัญแก่การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอยู่ตลอดเวลา
    3.      เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ขณะที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้มีการศึกษาอบรมสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานแก่เจ้าหน้าที่รัฐ และให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเป็นต้น นอกจากนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติให้มีการจัดตั้งกลไกระดับชาติ เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยตรง ซึ่งปัจจุบันก็คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตาม ม. ๑๙๙ - ๒๐๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ ๒๕๔๐ นั่นเอง

    4. การให้ความสำคัญแก่การพัฒนากระบวนการตรวจสอบ สอบสวนความรับผิดชอบ และแก้ไขเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งที่เป็นกลไกในกระบวนการยุติธรรม กลไกทางบริหาร กลไกของชุมชน กลไกทางด้านสื่อมวลชน ฯลฯ โดยร่วมประสานงานไปพร้อม ๆ กัน จะทำให้กระบวนการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นไปอย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น

     ท้ายสุดนี้ ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติแม่บทด้านสิทธิมนุษยชน ผมขอขอบคุณผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน ที่ได้สละเวลาอันมีค่ามาร่วมพิจารณาและให้ความเห็นวิเคราะห์แผนแม่บทด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งจัดทำเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ความเห็นหรือข้อเสนอแนะของท่าน ย่อมมีคุณค่าและมีประโยชน์ยิ่งต่อคณะกรรมการฯ เพื่อจักได้นำไปประกอบการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงร่างแผนแม่บทฉบับนี้ ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นและเอื้อต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สมตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง สังคมไทยกับการแก้ปัญหาความยากจน
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
๕ กันยายน ๒๕๔๒
ณ สำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง

     ปกติวันหยุด วันอาทิตย์ ผมจะไม่รับงานที่ไหนเพราะเป็นวันครอบครัว แต่สำหรับวันนี้ผมรู้สึกยินดีที่จะได้มาพบปะพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเก่า ๆ คุณรตยาหรือคุณไพบูลย์ก็ดี รวมทั้งได้มีโอกาสมาเห็นความก้าวหน้า ความเติบโตของโครงการพัฒนาชุมชนเมืองตลอด ๗ ปีที่ผ่านมา

     คนไทยตั้งแต่โบราณมามักยอมรับความจนว่าเป็นเรื่องของบุญของกรรม เราเกิดมาจนเพราะชาติที่แล้วเราทำไม่ดี หรือเราเกิดมารวยเพราะว่าเราทำดีมาในชาติอดีต ผมไม่ทราบข้อเท็จจริงอยู่ที่ไหน แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจนในชาตินี้เพราะเราไม่ทำดีในชาติก่อน หรือเราต้องทำดีในชาตินี้เพื่อรวยในชาติหน้า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ส่วนตัวผมไม่ได้คิดถึงเพราะเราไม่มีทางพิสูจน์และไม่มีทางรู้ได้ แต่ผมรู้อยู่อย่างเดียวว่า คนที่จนหรือความยากจนนั้นไม่จำเป็นต้องจนอยู่ตลอดชีวิต และความยากจนนั้นมีวิธีการที่จะแก้ไขและผ่อนบรรเทาไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจิตใจของแต่ละบุคคลด้วย

     แต่ถ้าเราพูดถึงความยากจนของสังคม ความยากจนของสังคมไม่ได้มีอยู่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น เราเปิดโทรทัศน์ดู เราฟังข่าวต่างประเทศเราก็จะเห็น ความเดือดร้อนและอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างที่ทารุนและรุนแรงมากกว่า ความยากจนจะปรากฎอยู่ในสังคมอื่นโดยทั่วไป สำหรับเมืองไทยผมเห็นว่าเรายังโชคดี เรายังเป็นชาติที่มีความเอื้ออาทร มีสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่มีภัยธรรมชาติที่ทำให้ความยากจนนั้นมีความทารุณกรรมยิ่งขึ้น ไม่มีแผ่นดินไหว ไม่มีไต้ฝุ่น ไม่มีภูเขาไฟระเบิดและไม่มีสงครามกลางเมือง เพราะสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนสภาพของความจนความรวยได้ทันที แต่ทุก ๆ สังคมไม่มีสังคมใดไม่มีความบกพร่อง ไม่มีสังคมใดที่จะดีเลิศร้อยเปอร์เซนต์

     ผมเคยใช้เวลาในต่างประเทศมาเป็นเวลานาน เคยอยู่ในสหรัฐอเมริกามา ๑๒ ปีผมเห็นความจนในสหรัฐอเมริกามาแล้ว สำหรับผู้ที่ไม่เคยไปหรือไม่ได้ติดตามข่าวสารก็อาจจะนึกว่า สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลก มีรัฐบาลที่เข้มแข็งบริหารราชการเป็น มีภาคธุรกิจที่เข้มแข็งมีประชาชนที่มีคุณภาพ แต่ในจำนวนประชากร ๒๕๐ ล้านคน ก็มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐ ล้านคน ที่ยังอยู่ในข่ายที่เขาเรียกว่ายากจน

     ผมเคยอยู่ในเมืองนิวยอร์กเป็นเมืองที่มีประชากรกว่า ๑๐ ล้านคน ผมเคยเห็นความจนที่นั่น เป็นความจนที่น่าทุเรศยิ่งกว่าความจนในเมืองไทย เพราะสภาพอากาศเขาไม่เหมือนกับเมืองไทย ของเราเครื่องนุ่งห่มไม่ต้องการมากมายเท่าไหร่ แต่ผมเห็นคนจนในนิวยอร์กที่เวลาหน้าหนาวไม่มีเสื้อผ้าไม่มีเสื้อคลุม ต้องเอาหนังสือพิมพ์เป็นเล่ม ๆ ยัดเข้าหน้าอกผมเห็นคนจนในนิวยอร์กนอนข้างถนนมากกว่าที่ผมเห็นคนไทยนอนข้างถนน ผมเห็นคนจนในนิวยอร์กที่นอนอยู่ในตึกร้างแล้วถูกหนูกัดตาย

ที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูดไม่ได้หมายความว่าเมืองไทยดีกว่าหรือว่าเราควรสบายใจได้ ในสังคมที่เราต้องการความยุติธรรมนั้น เราไม่สามารถเปรียบเทียบความยากจนได้ว่า ของเราจนน้อยกว่าเขาหรือคนจนของเราน้อยกว่าเขา หรือคนจนของเราหรือความยากจนของเรานั้นดีกว่า อันนั้นไม่ใช่ประเด็นที่เราอยากพูด แต่ประเด็นที่ผมอยากย้ำก็คือว่า อย่าอาลัยตายอยาก

     ความจนอย่างหนึ่งเกิดจากสภาพสิ่งแวดล้อม แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากตัวเราเอง เป็นภาวะทางด้านจิตใจมากกว่า จนที่ใด จนที่ไหน จนระดับใด เรามีความเพียงพอไหม เรามีความพอใจไหม เรามีความพอดีไหม ปัญหาความยากจนของเมืองไทยนั้นมีมาช้านานและจะมีต่อไปเป็นปัญหาที่จะไม่มีทางแก้สำเร็จได้ เพราะเมื่อประเทศมีความมั่งคั่งมากขึ้น เศรษฐกิจรุ่งเรืองมากขึ้น ระดับที่เราจะบอกว่าคนจนอยู่ที่ใด ระดับนั้นก็จะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่อันนั้นเป็นเพียงตัวเลข คนทำมาหากินมีรายได้เดือน ๆ ละ ๒,๐๐๐ บาท อันนั้นจนหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าเขามีที่อยู่อาศัยหรือเปล่า เขามีลูกกี่คน เขาชอบการพนันหรือดื่มเหล้าหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด ทุกรัฐบาลก็บอกว่าฉันช่วยคนจน ฉันจะช่วยคนจน จะหาทางแก้ไข แต่ความจริงใจและจริงจังนั้นอยู่ที่ไหน

     ผมอยู่ในระบบราชการมา ๒๓ ปี แล้วก็ออกมาอยู่ภาคธุรกิจ ผมได้เห็นทั้ง ๒ ด้านจะเห็นทั้งความดีและความบกพร่อง แต่เมื่อมาเกี่ยวข้องกับงานทางด้านการเมือง โดยเฉพาะงานด้านร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมได้เห็นสัจธรรมอะไรบางอย่าง เป็นสิ่งที่ผมถือว่าเป็นชีวิต เป็นประโยชน์กับชีวิตของผม เพราะเป็นสิ่งที่ผมเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้ด้วยการสัมผัสด้วยตัวเองและเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นคำตอบ เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาความยากจนของสังคม

     อะไรคือสิ่งที่ผมเรียนรู้ ทุกรัฐธรรมนูญที่เรามีมา ๑๕ ฉบับ ก่อนที่จะถึงฉบับนี้นั้น จะพูดถึงอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย หลายครั้งหลายคราวเราก็มีการถกเถียงกันว่าควรแก้ไขคำพูดนี้เป็นอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนหรือไม่ นักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ นั่งเถียงกันทางทฤษฎี ว่าอะไรจะเหมาะสมที่สุด ผมคิดว่าผมโชคดี ผมไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ และนักนิติศาสตร์ ในสายตาของผมไม่ว่าจะใช้คำว่า อธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทยหรืออธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ผมคิดว่าความหมายมันใกล้เคียงกันสำหรับสามัญชนที่เดินอยู่ตามถนน สำคัญอยู่ที่ว่าประชาชนมีโอกาสได้ใช้อำนาจอธิปไตยมากน้อยแค่ไหน

     แต่สิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ก็คือ นักการเมืองที่เราเลือกเข้าไป เลือกผิดบ้าง เลือกถูกบ้าง เลือกดีบ้าง เลือกเลวบ้าง พวกนั้นก็เป็นเพียงตัวแทนของเราเท่านั้น บางครั้งตัวแทนของเราก็ทำได้ดี บางครั้งและบ่อยครั้ง ตัวแทนของเราก็ทำไม่ดีและไม่ดีเป็นอย่างมาก

     ปัญหาอยู่ที่ว่าชีวิตของคนเรานั้นเรามีสิทธิในชีวิตของตัวเราแค่ไหน เราเป็นมนุษย์ เรามีศักดิ์ศรีของตัวเราเอง ซึ่งเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ และเมื่ออำนาจอธิปไตยมาจากเราและเป็นของเรา สิ่งที่คนไทยจะต้องเรียนรู้ต่อไปว่า ถ้าเผื่ออำนาจอธิปไตยมาจากเราและเป็นของเรา แล้วเราจะทำอะไรกับมัน เราจะปล่อยให้เป็นอย่างที่ผ่านมา ๖๕ ปี แล้วหรือ

     ผมเรียนรู้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เรียนรู้พอใช้ ถ้าเผื่อเราสนใจ ๗ - ๘ ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า กลไกทางการเมืองไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ คุณภาพทางด้านการเมืองอาจไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ คุณภาพทางราชการอาจไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ แต่คุณภาพของบุคคลและของชุมชนดีขึ้นผิดหูผิดตา สิ่งนี้เป็นกำลังใจให้กับพวกเรา ที่อยากร่วมทำงาน เป็นหุ้นส่วนกัน ทำงานด้วยกัน มีความคิดในแนวทางเดียวกัน แก้ปัญหาของสังคม แก้ไขปัญหาของชุมชน

     ผมพัวพันกับระบบราชการมานาน ผมมีความนับถือและเชื่อถือราชการในระดับหนึ่ง แต่ผมไม่เชื่อว่าราชการจะแก้ปัญหาของเราได้เบ็ดเสร็จ

     สัจธรรมอันที่สองที่ผมคิดได้ ที่ผมได้ค้นพบจากประสบการณ์ คือ ในสังคมทุกชาติ นับวัน นับวัน รัฐบาลจะต้องเล็กลงไป ปัจจุบันเรามีรัฐบาลที่ใหญ่มาก มีข้าราชการเต็มบ้านเต็มเมือง ปัญหาก็ไม่ได้ทุเลาลงไป คอรัปชั่นก็มีมากขึ้น การใช้อำนาจในทางที่ผิดมีมากขึ้น และการหลอกกลวงประชาชนก็มีมากขึ้น ความจริงใจในสังคมไทยก็น้อยลงไป มีอยู่ทางเดียวครับ คือการปฏิรูประบบราชการ ให้เป็นหน่วยงานที่กะทัดรัด ที่เล็กลง ที่มีอำนาจน้อยลงไป มีความรับผิดชอบน้อยลงไป งบประมาณน้อยลงไป

     จะต้องเปลี่ยนระบบควบคุมมาเป็นระบบส่งเสริม สนับสนุนดูแล แต่ไม่ใช่ดูแลแบบอย่างเจ้านาย ไม่ใช่ปกครองจากผู้ใหญ่มายังเด็ก ไม่ใช่ปกครองตามโรงเรียน ไม่ใช่ปกครองหรือสั่งสอนให้คนต้องการอำนาจ ให้นับถืออำนาจ ให้เคารพเงิน แต่ต้องเป็นระบบที่ให้โอกาสกับคน เป็นระบบที่ส่งเสริมโอกาสกับคน เป็นระบบที่เมื่อมองเห็นคนแล้ว ต้องลืมตำแหน่งของเขา ลืมฐานะ มองเห็นใครก็เห็นว่า เป็นผู้ชาย เป็นผู้หญิงหรือเป็นเด็กเท่านั้น เป็นคนดีหรือไม่ เป็นคนเก่งหรือไม่ ไม่ใช่มองเห็นใครมองว่า เขาเป็นรัฐมนตรี เป็นอธิบดี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เศรษฐีคหบดี เจ้าสัว เราต้องเริ่มมองคนว่าพวกเราคือมนุษย์ปุถุชนทั่วไป

     ความพยายามในอดีตที่จะเข้าไปแก้ปัญหาความยากจนหรือปัญหาของคนจนนั้นมันพัวพันกับเรื่องมากมายนานาประการ แต่ผมนึกถึง เรื่องปัจจัยสี่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย อันนี้เป็นความคิดดั้งเดิมว่าคนเราต้องอาศัยปัจจัยสี่ อาหารนั้นแน่นอน เครื่องนุ่งห่มก็แน่นอน ยารักษาโรคมีความจำเป็นและที่พักอาศัย

     ในปัจจัยสี่นั้น ในบางอย่างอาศัยระบบราชการหรือรัฐบาลดำเนินการได้ แต่บางอย่างต้องพึ่งตนเอง แต่ผมอยากเติมปัจจัยอันใหม่เข้าไป เพราะผมคิดว่า อันนั้นคือ เหตุสำคัญของความยากจน เหตุสำคัญที่เราจะไม่ทำให้สามารถผละตัวเองออกจากความยากจนได้ในสังคมปัจจุบันหรือโลกปัจจุบัน ปัจจัยที่ ๕ คือ การศึกษา เพราะถ้าหากไม่มีรากฐานทางด้านการศึกษาแล้ว โอกาสของคนเราที่จะผละตัวเองออกจากเวทีความจนนั้นค่อนข้างจะยาก

     วิธีการแก้ปัญหาความยากจน จะอยู่ใน ๓ ระดับ ในระดับแรก ต้องเรียกว่า เป็นระดับของชาติหรือระดับของรัฐ ระดับที่สอง ระดับท้องถิ่น ระดับที่สาม ระดับตัวเราเอง

     ผมไม่มีความรู้พอที่จะพูดถึงนโยบายหรือมาตรการหรือประสบการณ์ในอดีต แต่สิ่งที่ผมพูดจะเป็นสิ่งที่ผมคิด คิดอยู่ในขณะนี้

     เริ่มต้นในเรื่องระดับชาตินั้น ผมคิดว่ารัฐต้องกำหนดนโยบายแน่นอนและเด่นชัดว่ารัฐและหน่วยราชการนั้น ไม่ควรเป็นเจ้าของเรื่องทุกเรื่องที่เกี่ยวกับความยากจน รัฐไม่มีหน้าที่แก้ไขปัญหาทุกปัญหา และรัฐไม่มีความสามารถเพียงพอ รัฐต้องกำหนดให้แน่นอนว่า สิ่งใดที่ตัวเองต้องรับผิดชอบโดยตรง วางลำดับก่อนหลังและให้งบประมาณเพียงพอ

     ผมมองว่ารัฐสมัยใหม่หรือสังคมไทยนั้น สิ่งที่รัฐจะต้องให้คำตอบที่แน่นอนกับประชาสังคม คือ รัฐต้องจัดหาและให้บริการ เรื่องการศึกษาและการรักษาพยาบาล เราอาจมีโรงเรียนเอกชน และเราอาจมีโรงพยาบาลเอกชน แต่จริง ๆ แล้วในเรื่องของการศึกษากับการรักษาพยาบาลนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง เรามีกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข ที่ส่วนใหญ่ก็ทำดี แต่หลายครั้งที่ทำเสียมาก

ปัญหาคอรัปชั่นใหญ่ ๆ ที่เราได้ยินจากแหล่งข่าวต่าง ๆ ก็พัวพันกับทั้งด้านกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข และถ้าจะพูดถึงความยากจนในชนบท กระทรวงเกษตรฯ ของเรา ก็ยังอยู่ในลักษณะที่ทำงานไม่สมบูรณ์ ส่วนหนึ่งก็อาจจะเกิดจากการจัดการในระดับการเมืองที่ไม่ดี อีกส่วนหนึ่งก็อาจจะเกิดจากการจัดการของระบบงานไม่ดี แต่นอกเหนือจากเรื่องการศึกษา การรักษาพยาบาลและการเกษตรแล้ว สิ่งที่รัฐต้องปฏิบัติและจะต้องปฏิบัติโดยรวดเร็วด้วย คือ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่าง ๆ ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับป่าสงวน เรื่องที่ดิน เรื่องอะไรต่าง ๆ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เน้นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เน้นถึงความจำเป็นที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดตัดสินใจและกำหนดมาตรการต่าง ๆ

     ระดับที่สอง คือ ระดับชุมชน ถ้าเราเน้นถึงการมีส่วนร่วม เราเน้นถึงความเป็นเจ้าของ ประชาชนต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องนี้ วันนี้ก็เป็นสักขีพยานอันหนึ่งที่เห็นว่าพลังของประชาชน พลังของชุมชน พลังของเครือข่ายและพลังของคนที่ต้องการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองนั้นปรากฏเด่นชัด เราต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับชุมชน ในระดับท้องถิ่นช่วยกันสร้างองค์กร สร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันไม่ว่าในเรื่องเกษตร ในเรื่องการให้กู้ยืมเงินและในเรื่องหนี้สิน

     ในระดับที่สาม คิดว่ามีความสำคัญมากที่สุด เพราะระดับที่สองจะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีระดับที่สาม นั่นคือระดับของตัวเราเอง เราจะต้องรู้ว่าความยากจนนั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ ถ้าหากเรามีความเพียรพยายาม มีความมานะอดทน เพิ่มพูนความรู้และการเรียนรู้ ไม่เกียจคร้านไม่มีอบายมุข ในอันที่จะทำลายตัวเองหรือทำลายชีวิตครอบครัวตัวเอง ไม่ว่าเรื่องการพนัน ยาเสพติดหรือการดื่มเหล้า ถ้าเผื่อสภาพจิตใจของเราพร้อมที่จะต่อสู้กับอุปสรรคที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ในเรื่องของความยากจน ถ้าเผื่อเรารู้ว่าปัญหาอยู่ที่ใดและเรามีความหมั่นเพียร มีความพยายามมีความอดทนที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เริ่มต้นด้วยตัวเอง และถ้าทุกคนมีสภาพจิตใจไปในแนวนี้ ถ้าต้องการช่วยตัวเอง เราก็ช่วยคนอื่นด้วย และเมื่อเราช่วยคนอื่นแล้วมันก็เกิดสภาวะของการรวมตัว ของการรวมกลุ่ม ของการรวมชุมชน และของการสร้างเครือข่ายทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์อันเดียวกัน อันนั้นคือการขจัดความยากจนออกจากตัวเอง และการขจัดความยากจนออกจากสังคมของเราในชีวิตของเรา

     ถ้าเราคอยพึ่งผู้อื่น พึ่งระบบราชการ พึ่งพี่น้อง พึ่งเพื่อนฝูง อันนั้นไม่ใช่เป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้อง การเริ่มต้นที่ถูกต้องคือการเริ่มพึ่งตัวเอง ตรวจสอบตัวเอง แก้ไขตัวเอง ต่อสู้ด้วยตัวเอง ถ้าเผื่อเราต่อสู้เพื่อตัวเองแล้ว ในไม่ช้าจะมีคนอื่นเข้ามาร่วมต่อสู้กับเรา พลังของชุมชน พลังของเครือข่าย พลังของความคิดจะทำให้พวกเราฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตไปได้อย่างรวดเร็วและด้วยสวัสดิภาพ

     และในโอกาสนี้ ผมจึงรู้สึกยินดีที่ได้มาพบพวกท่านทั้งหลาย และที่มานี้ไม่ใช่มาให้กำลังใจกับพวกท่านเท่านั้น แต่ผมถือว่าผมมาวันนี้ผมได้ประโยชน์ ได้ประโยชน์กับตัวเราเอง เพราะได้เห็นสิ่งที่เป็นจริง ได้เห็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นคุณค่าของสังคม และได้เห็นสิ่งที่ผมคิดว่าจะเป็นค่านิยมต่อไปในสังคมไทย

     เราอาจมีความเชื่อถือว่า ถ้าเผื่อเราสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ หรือส่วนรวมของประเทศแล้ว ความมั่งคั่งเหล่านี้จะค่อย ๆ กระจายลงไปสู่เบื้องล่าง เบื้องล่าง คือ ผู้ที่ยากจน แต่ตามข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความมั่งคั่งที่เราสร้างให้ประเทศหรือสังคมนั้น ประโยชน์ส่วนใหญ่จะได้กับผู้ที่มีฐานะดีแล้ว มีธุรกิจดีแล้ว มีอำนาจดีแล้ว แต่จะไม่หลุดไหลลงไปที่เบื้องล่างที่สุด เพราะฉะนั้น ๔๐ ปีที่ผ่านมาช่องว่างระหว่างคนจนในสังคมไทยกับคนรวยมันมากขึ้นมากขึ้น

     ที่ผ่านมาการสร้างความมั่งคั่งของประเทศนั้นเราจะดูตัวเลขทางเศรษฐกิจ ตัวเลขอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ตัวเลขการเติบโตการส่งออก ตัวเลขอัตราการเติบโตของรายได้ประชาชาติ ดูตัวเลขหมด ดูตัวเลขจนลืม ลืมว่าตัวเลขนั้นกับภาวะสภาพจิตใจของมนุษย์ กับภาวะสภาพจิตใจของสังคมมันไม่เกี่ยวโยงกันเลย ลืมไปว่าความมั่งคั่งนั้นสร้างได้ แต่ความมั่งคั่งหรือความร่ำรวยของสังคมนั้นก็จะมีผลกระทบทางด้านลบเกิดกับสังคมเช่นเดียวกัน

     เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเป็นไปได้ว่าเราให้ความสำคัญกับตัวเลขทางเศรษฐกิจมากเกินไปโดยไม่คิดถึงผลกระทบ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคม ยกตัวอย่างง่าย ๆ เราบอกว่าเราจะต้องแปรสภาพเมืองไปให้เป็นรัฐที่มีอุตสาหกรรม แต่การสร้างอุตสาหกรรมอยู่แต่ในเมืองหลวงหรืออยู่แต่ในปริมณฑล มีผลทำให้ชาวต่างจังหวัด ชาวชนบทเข้ามาหางานทำ เพราะความยากจนนั้นคืออะไร ความยากจน คือ การไม่มีรายได้

     ดังนั้นจะแก้ปัญหาความยากจนง่าย ๆ คืออะไร คือสร้างงาน รัฐบาลก็นึกว่ารัฐบาลสร้างงานคือการไปเปิดโรงงานที่นั่น มีธุรกิจที่นี่ คนต่างจังหวัดก็มากัน คนต่างจังหวัดมาก็แยกกับครอบครัว มาถึงมาอยู่ที่ที่เขาก่อสร้าง ลูกก็ไม่มีโรงเรียน ปัญหาสังคมตามมาลำดับ ชุมชนแออัดมีพันกว่าแห่งในกรุงเทพฯ เกิดปัญหายาเสพติด เกิดปัญหาทางเพศ เกิดปัญหาต่าง ๆ นานา

     เพราะฉะนั้นต้องถึงเวลาที่บอกว่า เศรษฐกิจกับสังคมนั้นเกี่ยวพันกัน ถ้าเรามองถึงเรื่องของการพัฒนา อย่าไปคิดว่าพัฒนาเศรษฐกิจด้านหนึ่งและพัฒนาสังคมด้านหนึ่งว่าจะต้องผสมผสานว่าพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันไป จริง ๆ แล้ว คือ พัฒนาการเมืองเศรษฐกิจ สังคม ควบคู่กันไปหมดไม่มีอะไรสำคัญกว่าอะไร สำคัญเท่ากันไปหมด และผูกโยงกันไปหมด

     แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๘ นั้นเริ่มเปลี่ยนทิศทางการมองแต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ มามองถึงการสร้างคุณภาพของคนในสังคม แผนที่ ๙ ผมยังไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร แต่ผมรู้อยู่อย่างหนึ่งว่าในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมานั้น มีมาตราอยู่หนึ่งมาตราว่าให้มีการแต่งตั้ง สภาที่ปรึกษา ให้เป็นองค์กรที่มาจากประชาชนโดยตรง องค์กรนี้ที่จะตั้งขึ้น คือ สภาที่ปรึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เป็นการเขียนบ่งชัดว่า ตัวแทนจะต้องมาจากภาคประชาชน ไม่ใช่มาจากภาคราชการ และจะเป็นตัวแทนจากด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตร ประมงหรือแม้แต่คนจนอะไรก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญก็คือว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่สภาที่ปรึกษาฯ นั้นถึงแม้จะไม่มีอำนาจในการตัดสินใจแต่จะมีความรับผิดชอบในการเสนอข้อคิดเห็น

     ฝ่ายรัฐ ฝ่ายราชการ ฝ่ายนักการเมืองอาจเขียนแผนขึ้นมาได้ แต่แผนนี้จะต้องได้รับการทบทวนจากสภาที่ปรึกษาฯ สภาที่ปรึกษาฯ มีสิทธิ์จะออกความเห็น ตั้งข้อสังเกตแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่า ความเห็นของสภาที่ปรึกษาฯ หรือ ข้อสังเกตของสภาที่ปรึกษาฯ รัฐจะต้องรับ แต่อย่างไรรัฐจะต้องรับฟัง อันนี้เป็นความคืบหน้านะครับ ผมเข้าใจว่าแม้แต่สำนักงานสภาเศรษฐกิจและสังคมของเมืองไทย ก็เริ่มเปลี่ยนทิศทางในแนวความคิดเก่า ๆ แล้วว่า จริง ๆ แล้วไม่มีประเทศไหน กี่ประเทศที่วางแผนระดับชาติ สมัยก่อนใครวางแผนระดับชาติต้องถือเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ถ้าเผื่อเราบอกว่าเราจะเป็นประเทศเสรี ประเทศที่จะเข้าไปอยู่ในวงการนานาชาติทางด้านการค้า ทางด้านการเศรษฐกิจ การวางแผนไม่จำเป็นต้องมากมายอะไร ยิ่งวางแผนพัฒนามากผมว่ายิ่งมีปัญหามาก แต่ถ้าเผื่อจะวางแผน ผมอยากจะเห็นการวางแผนที่จะให้ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง

บางคำถามจากชาวชุมชน

“ดิฉันอยากจะกราบเรียนถามว่า ในมุมมองของท่าน ท่านคิดว่า รัฐบาลจะดูแลสังคมคนจนอย่างไร โดยเฉพาะ ชุมชนแออัดริมทางรถไฟด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ”
คุณสมจิตร พลตรี
ประธานกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนเทพารักษ์ตอนปลาย
ตัวแทนของเครือข่ายสหชุมชน นครเมืองขอนแก่น

     ความศรัทธากับการเมืองซึ่งผมคิดว่าอันตราย ส่วนหนึ่งเขาอาจจะมองว่าระบบการเมืองของเราไม่มีความจริงใจและไม่มีความจริงจัง สนใจอยู่อย่างเดียว สนใจว่า จะได้รับเลือกตั้งหรือไม่ บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของคนจน เป็นลูกชาวนา ชาวไร่ มาจากพื้นที่ต่างจังหวัดที่กันดาร มาจากตระกูลที่ยากจน เมื่อวันหนึ่งที่ตัวเองมีอำนาจมีบ้านห้าหลังสิบหลัง ไปไหนได้รับเกียรติ บางทีลืมตัว ลืมตัวแล้วยังอ้างอยู่ตลอดเวลาว่า ฉันมาจากคนจน ฉันมาจากความยากจน เพราะฉะนั้นรู้เรื่องคนจนดีกว่านั้นไม่จริง

     ผมยังไม่อาจพูดรายละเอียด เพราะการที่ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ มันพูดง่ายก็ต้องเห็นใจคนที่มีตำแหน่งมีอำนาจ เขาต้องรับผิดชอบด้วย ผมว่าในอดีตที่เราพลาดคือว่าความแออัดในชุมชนและแออัดในเรื่องความมั่งคั่งด้วย คือยกตัวอย่าง กทม. ของเรา สมัยผมเด็ก ๆ ผมขี่จักรยานไปเรียนหนังสือ วันเสาร์-อาทิตย์ ผมกับเพื่อน ๆ สามารถขี่จักรยานไปโรงหนัง ไปตามที่ต่าง ๆ ได้ โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกรถชน

     แต่ปัจจุบันนี้ความแออัดไม่ได้แออัดที่ชุมชนแออัดเท่านั้น แออัดทั้งกรุงเทพฯและสิ่งที่ร้ายที่สุด คือ ความมั่งคั่ง ทรัพยากรของชาตินั้นจะรวมตัวกันอยู่แต่ที่ในเมืองเท่านั้น เพราะว่าเราคอยตามแก้ปัญหา รถมากขึ้นก็เลยต้องสร้างถนนมากขึ้น รถมากขึ้นก็ต้องมีที่จอดรถมากขึ้น ทุกโครงการที่ต้องเสียเงิน เสียทรัพยากรของชาติ จำนวนมากมายอยู่ที่กรุงเทพฯ หมด

     เพื่อนผมคนหนึ่ง เขามีความคิดแปลก ๆ หน่อย เขาบอกวิธีแก้ปัญหารถติดในเมืองไทยง่ายนิดเดียว กทม. ควรจะออกระเบียบเลยว่า ใครก็ตามที่สร้างอาคาร ๑๐ ชั้น ๒๐ ชั้น ๓๐ ชั้น ในปัจจุบันต้องมีที่จอดรถ ตามจำนวนเท่าไหร่ วิธีการ คือว่าอยากสร้าง ๒๐ ชั้น สร้างไป ขออย่างเดียว ห้ามสร้างที่จอดรถ ถ้าเผื่อห้ามสร้างที่จอดรถเมื่อไหร่ อาคารนั้นหากินไม่ได้ เพราะคนที่จะมาทำงาน หรือมาตั้งสำนักงาน หรืออะไรที่อาคารนั้นจะไม่มีที่จอดรถ ความอยากที่จะสร้างอาคาร ๓๐ ชั้น ๔๐ ชั้น จะหมดไป

     ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องทบทวนกันใหม่ก็คือ ต้องขอประทานโทษ ถ้าผมจะใช้คำว่า ต้องคุมกำเนิดการเติบโตของกรุงเทพมหานคร ต้องคุมกำเนิด ต้องสร้างงานในชนบทให้มากขึ้น เอาคนในชุมชนแออัดกลับไปท้องถิ่น สร้างงาน ไปสร้างความเจริญในท้องถิ่น สร้างเศรษฐกิจในท้องถิ่น สร้างสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ให้กับท้องถิ่นสร้างโรงเรียนดี ๆ ในชนบทในต่างจังหวัด ต้องคุมกำเนิดกรุงเทพทั้งหมดทุกด้านต้องมีมาตรการส่งเสริมให้โรงเรียนดี ๆ ในกรุงเทพฯ คุมกำเนิดการเติบโตในกรุงเทพแล้วไปเกิดสาขาที่ต่างจังหวัด สร้างภาวะความเป็นอยู่ในต่างจังหวัดให้ดีขึ้น ที่คนในกรุงเทพเขาอยากไปอยู่ต่างจังหวัดเพราะอากาศดีกว่า เพราะมีโรงเรียนให้ลูกเรียน เพราะมีโรงพยาบาลที่ทันสมัย เพราะ-มีบริการต่าง ๆ เพราะจริง ๆ แล้วรัฐต้องเป็นผู้สร้างและให้บริการสิ่งเหล่านี้

     ถ้าเผื่อรัฐทุ่มเทการให้บริการทางด้านการศึกษา การสาธารณสุข กับต่างจังหวัดให้ดีทัดเทียมกับกรุงเทพฯ ผมแน่ใจครับ คนที่มาจากต่างจังหวัดหรือคนที่อยู่กรุงเทพฯอยากจะไปอยู่ต่างจังหวัดมากขึ้นแน่นอน ใครอยากอยู่กรุงเทพฯ บ้างเวลานี้ อากาศก็ไม่บริสุทธิ์ ปีนี้คนเป็นหวัดเป็นกันคนละเดือนสองเดือนนะครับ นับวันนับวันจะเลวลงเลวลง จริงอยู่อาจจะมีมาตรการแก้ไขหลายอย่าง น้ำมันเบนซินต้องไม่มีสารตะกั่วพยายามกำจัดฝุ่น แต่ทุกอย่างมันสายไปเพราะมันใหญ่เกินไปแล้ว ใหญ่เกินไปที่จะบริหาร ใหญ่เกินไปที่อยากจะอยู่

     กรุงเทพฯ นี่ผมว่าคุมกำเนิดไม่ต้องสร้างตึกไปได้อีก ๑๐ ปี สร้างอยู่อย่างเดียว คือ เคหะ ที่อยู่อาศัยให้กับคนยากจนทุกแห่ง รัฐบาลไหน ๆ ก็ตาม นโยบายสำคัญเวลาเขาขึ้นเป็นรัฐบาลเขาจะบอกเลยว่า ปีนี้จะสร้างงานเท่าไหร่ เขาจะสร้าง เคหะให้คนจำนวนกี่หมื่นกี่แสนได้อยู่ รัฐบาลไม่เคยพูดเรื่องนี้ รัฐต้องให้ความเอาใจใส่กับชีวิตความเป็นอยู่ของคนธรรมดาคนเดินข้างถนนมากกว่าในอดีต

สวัสดีค่ะ ดิฉันอยากให้ท่านได้เล่าว่า สถานการณ์การพัฒนาประเทศโดยรวม ในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบในด้านบวกและด้านลบ ต่อชาวคนจนในเมืองอย่างไรบ้างค่ะ”
พันทิพย์ บุตรตาล
ตัวแทนจากชาวชุมชนแออัดกรุงเทพฯ

     อย่างที่ผมได้เรียนเมื่อครู่นี้นะครับว่าถ้าเผื่อเราให้ความเอาใจใส่ในเรื่องของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ของการแปรสภาพเป็นสังคมอุตสาหกรรม คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าทุกอย่างจะกระจุกอยู่ที่กรุงเทพ กระจุกอยู่ในเมืองในเขตเทศบาล

     สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าที่ผ่านมาเราชอบดูความเจริญเติบโตในเรื่องรายได้ของประชาชนหรือรายได้ของประชาชาติ แต่เราไม่ได้มีมาตรการที่แท้จริงที่เด่นชัดในเรื่องของการกระจายรายได้ ในเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ของทรัพยากรของชาติมันคล้าย ๆ โดยจิตวิญญาณยังไงไม่ทราบ เวลาจะทำอะไร โดยจิตวิญญาณแล้วจะต้องไปให้ผลประโยชน์กับคนเบื้องบนมากกว่าคนข้างล่าง เกือบจะเป็นอุปนิสัยของผู้บริหารราชการการแผ่นดินของเมืองไทยไปแล้ว

     ผมก็ไม่ทราบมันเกิดขึ้นจากอะไร แต่ทุกอย่างมันกระจุกมันแออัดอยู่ข้างบนหมด และถ้าเผื่อความแออัดอยู่ข้างบนนั้น เป็นความแออัดที่ทุกคนเขาได้ประโยชน์กันทั้งนั้น แต่ความแออัดข้างล่างนั้นเป็นความแออัดที่ทุกคนเสียประโยชน์ คือคนที่อยู่ข้างล่าง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราจะต้องเปลี่ยนค่านิยม ที่เราอาจต้องเปลี่ยนวิธีความคิด

     ปัจจุบันก็มีความพยายามหลายประการที่จะดัดแปลง เปลี่ยนแปลงตัวรัฐธรรมนูญที่แท้จริงให้มันบิดเบือนไป เปลี่ยนอะไรเปลี่ยนได้เปลี่ยนความคิดคนเปลี่ยนยาก โดยเฉพาะวิธีคิด จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมต้องมีพระราชบัญญัติต่อต้านคอมมิวนิสต์อยู่ บางสิ่งบางอย่างที่เรามองเห็นมันไม่น่าจะคิดอย่างนั้นแต่เขาก็ยังคิดไป คนไทยบางคนอาจยังคิดต้องการสู้รบกับพม่าอยู่ หรือยังคิดว่าภัยคอมมิวนิสต์นี่อันตรายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเรื่องที่ผมหนักใจในสังคมไทย ว่าทำอย่างไรที่เราจะพยายามที่จะแก้ไข ปรับปรุงวิธีคิดของคน วิธีแก้ไขก็คือต้องใช้เวลา ต้องใช้เวลา ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงง่าย ๆ เปลี่ยนกฎหมาย เปลี่ยนกฎเกณฑ์ ง่ายกว่า เปลี่ยนวิธีคิดต้องเริ่มจากปฏิรูปการศึกษาก่อน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถา
เรื่อง สังคมไทยยุค IMF
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
จัดโดย ชมรมคณาจารย์วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
เนื่องในวาระสานต่อวัฒนธรรมไทย เดือนแห่งปีใหม่
วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๑
ณ โรงพยาบาล พระมงกุฏเกล้า

พล.ต หญิงวิไล: สวัสดีค่ะท่านผู้มีเกียรติ หัวข้อเรื่องที่เราจะได้รับฟังในวันนี้ ท่านประธานชมรมพูดไปแล้วขอพูดอีกครั้ง สังคมไทยในยุคไอเอ็มเอฟ สำหรับท่านวิทยากรที่ให้เกียรติรับเชิญมาในวันนี้ ท่านเป็นบุตรของมหาอำมาตย์ตรีพระยาปรีชานุสาสน์ และคุณหญิงปฤกษ์ (โชติกเสถียร) พี่สาวคนหนึ่งของท่านเล่าว่า ท่านเป็นคนใจเด็ดและเป็นนักสู้ ตั้งแต่สมัยอยู่กรุงเทพคริสเตียน ท่านเป็นบัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ท่านเป็นนักกีฬา ท่านเล่นสควอชเก่ง ท่านชอบดูรายการฟุตบอลทางทีวี แต่ดาราทีวีที่ท่านโปรดชื่อ เพ็ญพักตร์ ทุกคนคงจะรู้จักนะคะ เพ็ญพักตร์ผู้หญิงผมยาว ขาวบางและเซ็กซี่ ๒๓ ปีที่ท่านอยู่ในราชการ ท่านได้ผ่านตำแหน่งสำคัญ ๆ หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เป็นเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา เป็นเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ และตำแหน่งสูงที่ท่านได้รับก็คือ ปลัดกระทรวงต่างประเทศ แต่ใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ในรัฐบาลสมัยคุณธานินทร์ ท่านได้รับความกดดันและกระทบไปถึงครอบครัว ในที่สุดท่านก็ลาออกจากราชการในปี ๒๕๒๒ ท่านเข้าสู่วงการธุรกิจโดยร่วมงานกับบริษัทสหยูเนี่ยน ประสบความสำเร็จในชีวิตภาคธุรกิจเป็นอย่างดี เป็นประธานสภาอุตสาหกรรม เหตุการณ์หลัง รสช. ๒๕๓๔ ในราว ๆ ๑๒ ปีหลังจากที่ท่านลาออก ไม่มีใครคาดคิดว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์จะกลายมาเป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่ท่านปกครองบ้านเมืองอยู่ ท่านก็ทำให้กติกาหลายอย่างในสังคมมีความเป็นธรรมมากขึ้น ทำให้แนวทางเดินของสังคมไทยมีความสว่างและชัดเจนขึ้น ในปี ๒๕๓๕ ท่านต้องยอมรับเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ ๒ เมื่อเสร็จภารกิจของการเป็นรัฐบาล ท่านก็หันไปทุ่มเทเวลาให้กับงานสังคมอีก โดยเฉพาะงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการศึกษา และแสดงความคิดเห็นตลอดจนจุดยืนเกี่ยวกับปัญหาบ้านเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ท่านช่วยจุดประกายสร้างสรรค์ความคิดและปัญญาให้กับสังคมไทยมาโดยตลอด ในปี ๒๕๔๐ ท่านได้รับรางวัลแมกไซไซ ได้รับเลือกให้เป็นบุคคลดีเด่นแห่งปี ๒๕๔๐ แต่ก็คือเหตุการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์ยิ่งกว่านั้นก็คือเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ท่านได้รับเลือกให้เป็นประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะประชาชนมีส่วนร่วมเป็นอย่างมาก และที่สำคัญที่สุดคือ มีบทบาทสูงคนหนึ่งในการผลักดันให้รัฐธรรมนูญฉบับประวัติศาสตร์นี้ผ่านสภาได้ พวกเราคงจำสีเขียวตองอ่อนที่โบกไสวอยู่ระยะหนึ่งในปีที่แล้ว และเรายังคงจำเสียงเสนาะได้ว่า “รับครับ” ท่านเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่รู้จักกันดีว่า เป็นคนกล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ มีคุณธรรมเสียสละ และจองหอง คุณูปการที่ท่านได้ทำไว้กับบ้านเมือง ต่อให้เราเอาร้อยรางวัลหรือพันรางวัลมากำนัลท่าน ก็ไม่สามารถทดแทนท่านได้หมด ท่านผู้นี้คือ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน

ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน: ท่านประธานชมรม ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย โดยเฉพาะแพทย์หญิงวิไล คุณหมอวิไล ผมได้ยินชื่อมาตั้งนานแล้ว เพราะภรรยาผมเองกับญาติพี่น้อง เพื่อน ๆ ไปหาคุณหมอตลอดเวลา ได้ยินชื่อกิตติศัพท์ว่า เป็นหมอ Physiotherapist ที่เก่งมาก ทำอะไรได้หลายอย่างที่ผมไม่คิดว่าหมอทางประเภทนี้ทำได้ ที่ทำให้คนไข้หาย แต่วันนี้ได้มาเห็นคุณหมอวิไลอีกมิติหนึ่งคือเป็นนักพูด นักโฆษณา ก็ขอขอบคุณมากครับที่ได้กรุณากล่าวคำแนะนำกับผม ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ ที่ผมได้รับเชิญจากโรงพยาบาลพระมงกุฏฯ ให้มาเล่าสู่กันฟัง ครั้งแรกนั้นหลังจากที่พ้นจากตำแหน่งหน้าที่รัฐบาลอานันท์ ๒ ใหม่ ๆ เมื่อผมรำลึกถึงความหลังเมื่อคราวที่มาเมื่อประมาณ ๓ หรือ ๔ ปีนั้น ๔ หรือ ๕ สิ่งที่ผมประทับใจมากอยู่ก็คือว่า สมัยผมเป็นรัฐบาลนั้นผมพูดอยู่เสมอว่าผมเป็นตาบอดสี เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลในยุค รสช. แล้วก็มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพนายกองหลายท่านนั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีของผม ผมก็ตาบอดสีเพราะไม่เห็นว่าเขาเป็นยศนายพลเอกหรือพลอากาศเอกแต่อย่างใด ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมงานในรัฐบาล ทั้งนี้และทั้งนั้นเป็นการตั้งใจของผมที่ว่าคนเราที่จะทำอะไรกันแล้วต้องเริ่มต้นจากการปราศจากอคติซะก่อน เพราะว่าถ้าเผื่อไปมองว่าเป็นพวกเขาพวกเรา เป็นสีเขียว สีกากี หรือสีขาวอย่างของผมนั้น มันจะสร้างกำแพงขึ้นมาระหว่างมนุษย์ซึ่งกันและกัน และเป็นกำแพงที่สร้างขึ้นมาจากจิตใจเท่านั้น ซึ่งการทำงานต่าง ๆ หรือกระบวนการพิจารณาต่าง ๆ นั้น ก็อาจจะหวนเหหรือไขว้เขวได้ เมื่อผมมาพูดที่นี่เมื่อ ๔ ปีนั้น ผมก็มีความรู้สึกว่า นายทหารที่อยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ถึงแม้จะมีวิชาชีพเป็นแพทย์ แต่ก็ยังมีเครื่องแบบทหาร มียศทหาร ท่านเหล่านั้นก็ไม่ได้มองผมว่า ผมเป็นปฎิปักษ์กับทหาร หรือผมเป็นอะไรต่ออะไรที่คนหลายคนกล่าวหาผม เพราะฉะนั้นในแง่ของนายแพทย์ที่อยู่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ก็มองผมในลักษณะที่ตาบอดสีเช่นเดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรา มีความร่วมใจกันในวันนั้นก็คือว่า พวกเราทุกคนได้ผ่านฟันฝ่าอุปสรรคอะไรบางอย่าง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ ๖ – ๗ ปีที่แล้วมา เมื่อเดือนพฤษภาคมจากภาพอันหลอกหลอนอันนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่า ทำให้คนไทยหรือคนในกองทัพนั้นตั้งสติได้ ว่าเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นมาอีก ในประวัติศาสตร์ของไทย เหตุการณ์ที่เกิดจากความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันอย่างรุนแรง เหตุการณ์ซึ่งเกิดจากความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันอย่างรุนแรง เหตุการณ์ซึ่งเกิดจากการตั้งตัวเป็นปฎิปักษ์ซึ่งกันและกันอย่างรุนแรง เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นจากแต่ละฝ่ายถือว่าฉันรักชาติแต่ผู้เดียว เพราะฉะนั้นเมื่อมีวิกฤตเมื่อเดือนพฤษภาคมเมื่อ ๖ ปีที่ผ่านมามันเป็นของธรรมดาครับ ที่วิกฤตนั้นจะต้องทำให้เกิดโอกาสขึ้นมาได้ มันอาจจะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของผม ที่ผมไปเกิดอีกครั้งหนึ่ง ในวิกฤตในวันนั้น แล้วเกิดไป ๑ ครั้ง ครั้งแรกก็ ๑ ปี ๔ เดือน แล้วก็มาเกิดอีกหนึ่งครั้งอีก ๔ เดือน ถ้าเผื่อเราย้อนหลังไปเมื่อ ๖ ปีที่แล้วนั้น แล้วไม่มีใครคาดหมายครับว่า เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๔ หรืออะไรผมจำไม่ได้แน่ ว่ามันจะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทย แต่มันก็เกิดไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ประทับใจผมคือว่า ความสามารถของคนไทยของสังคมไทย ที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสที่จะเรียนรู้บทเรียนต่าง ๆ ที่เราพลาดมาในอดีต หรือที่เรามีข้อบกพร่องในอดีต ซึ่งสามารถทำให้เราจรรโลงอยู่ในชีวิตของโลกได้ ฉันใดฉันนั้นในระยะ ๑ ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างน้อย เราก็เกิดวิกฤตขึ้นอีกวิกฤตหนึ่ง เป็นวิกฤตที่ไม่มีใครคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นกับเมืองไทย เป็นวิกฤตที่ส่งความรุนแรงมีผลกระทบต่อระบบการเงินการคลัง ต่ออุตสาหกรรมธุรกิจ ต่อสังคม และต่อพลเมืองในระดับที่รุนแรงที่สุด อาจจะเรียกว่ารุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยที่มีมา ไม่มีใครคาดฝันไว้ อาจจะมีหลายคนสามารถกล่าวด้วยความภูมิใจว่า คิดแล้วว่ามันจะต้องเกิดขึ้น คิดแล้วมันจะเกิดขึ้นเพราะ ๔ - ๕ ปีที่ผ่านมานั้น เราอยู่ในเศรษฐกิจที่ไม่มีรากฐานที่มั่นคง เป็นเศรษฐกิจที่ฟุ้งเฟ้อ เป็นเศรษฐกิจที่มีแต่ความโลภ ความโลภของฝ่ายเอกชนภาคธุรกิจ ความโลภของคนต่าง ๆ ในสังคมของเรา เศรษฐกิจที่ยอมปล่อยให้อำนาจของบริโภคนิยมขึ้นอยู่เหนือหัวใจเรา เศรษฐกิจที่สืบเนื่องมาจากการบูชาอำนาจ การบูชาตำแหน่ง และการบูชาคนที่ไม่ดีในสังคมไทย เศรษฐกิจซึ่งหลอกหลอน เศรษฐกิจที่ในระยะ ๒๐ - ๓๐ ปี อาจจะให้ตัวเลขที่ค่อนข้างจะดีเป็นตัวเลขด้านมหาภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราการเจริญเติบโตของสินค้าขาออก หรือแม้แต่ตัวเลขที่บ่งให้เห็นชัดว่า เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว คนไทยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในลักษณะที่ว่ายากจน แต่บัดนี้หรือเมื่อปีที่แล้วจำนวนคนไทยอาจจะเหลือเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่อยู่ในระดับที่ยากจน แต่ในปีนี้คงจะมากขึ้นกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์แน่นอน แต่เป็นเศรษฐกิจที่ให้ความหวังที่ให้ความสบายใจ ต่อประชาชนเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประชาชนในระดับชั้นกลางและชั้นร่ำรวย เป็นเศรษฐกิจที่สามารถอ้างต่อชาวต่างประเทศได้ เป็นเศรษฐกิจที่ชาวต่างประเทศเองก็ชื่นชม เป็นเศรษฐกิจที่ชาวต่างประเทศเอง ธนาคารต่างประเทศเอง ก็อยากจะให้กู้เงิน แต่เป็นเศรษฐกิจที่รากฐานมิใช่เกิดขึ้นภายในสังคมไทย แต่เป็นเรื่องสืบเนื่องจากระบบที่นำไปสู่โลกาภิวัตน์ ซึ่งเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มา ณ จุดนี้ ณ วันนี้ คนไทยในสังคมไทยคงจะต้องทบทวนแล้ว ไม่ใช่ทบทวนว่า สิ่งที่เราทำมาในอดีต ๓๐ - ๔๐ ปีนั้น เป็นสิ่งที่ผิดหรือเป็นสิ่งที่ผิดพลาดทั้งหมด ไม่ใช่ผิด และไม่ใช่ผิดพลาด อาจจะเกินไป อาจจะเลยเถิดไป สิ่งที่ดีที่งามก็ปรากฏในสังคมไทยระยะ ๓๐ - ๔๐ ปีที่ผ่านมา แต่ทุกอย่างก็มีกาลและเวลามียุคและสมัย นโยบายหรือมาตรการที่อาจจะเป็นผลดีหรือเป็นสิ่งที่ดีงามเมื่อ ๑๐ - ๒๐ ปี ในปัจจุบันเราต้องมาทบทวนดูว่า สิ่งที่เคยดีเคยงามเมื่อ ๕ ปี เมื่อ ๑๐ ปี เมื่อ ๒๐ ปีนั้น ปัจจุบันคุณค่าเป็นอย่างไร เพราะสังคมเปลี่ยนไป กระแสความคิดเปลี่ยนไป วิชาความรู้เปลี่ยนไป ขณะนี้เราอยู่ในโลก เราไม่ได้อยู่ในโลกที่เดียวดาย ระบบเศรษฐกิจของเรา ด้วยความจำเป็นและด้วยการผลักดันถูกเกี่ยวโยงเข้าไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจของโลก เราหนีความจริงข้อนี้ไปไม่ได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดในสังคมของโลก ก็คือ สิ่งที่เราเรียกว่า Information Technology การใช้คอมพิวเตอร์ การเคลื่อนไหวของเงิน ในอดีตนั้นถ้าใครเรียนเศรษฐศาสตร์ก็จะพูดอยู่เสมอว่า การทำธุรกิจหรือการทำอุตสาหกรรมนั้น จำเป็นจะต้องอยู่ใกล้สิ่งที่เราเรียกว่าวัตถุดิบ อยู่ใกล้จุดที่มีการคมนาคมที่สะดวก และอาจจะต้องอยู่ใกล้จุดที่เรานำสินค้าไปขาย เงินทุนก็หาภายในประเทศ แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจของโลกนั้นกลายเป็นระบบโลกาภิวัตน์ ในลักษณะที่ไม่มีพรมแดนแล้ว โดยเฉพาะในระบบการเงินการคลัง คนที่อายุระดับผมนั้น หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่า ในสมัยที่เราเป็นเด็กหรือหนุ่ม ๆ นั้น การเคลื่อนย้ายเงิน โดยเฉพาะเงินตราต่างประเทศนั้น มันลำบากยากเข็นอย่างไร ยิ่งในอดีตประเทศทั้งหลายมีกฎเกณฑ์ควบคุมเงินตรา การใช้เงินตราต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา สมัยผมเป็นเด็กไปเรียนต่างประเทศ ก.พ. รัฐบาลไทยก็ควบคุมว่าแต่ละปีแต่ละเดือนจะใช้เท่าไหร่ ใครจะไปต่างประเทศต้องขออนุญาตทางธนาคารชาตินำเงินออกไป ใครจะกลับเข้ามาก็อาจจะต้องเอาเงินไปคืนธนาคารชาติ และไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทยเท่านั้นแม้แต่ในอังกฤษเองเมื่อ ๔๐ - ๕๐ ปี ก่อนคนอังกฤษจะไปเที่ยวยุโรป ก็อาจจะได้เงินตราต่างประเทศไปไม่เกิน ๑๐๐ ปอนด์ แต่ปัจจุบันมันไม่มีแล้ว ปัจจุบันการควบคุมแบบนี้ไม่มี นอกจากการควบคุมไม่มีแล้ว การเคลื่อนย้ายเราไม่ต้องไปปรากฎตัวที่ธนาคารชาติ และไม่ต้องไปปรากฎตัวที่ธนาคารพาณิชย์แล้ว เราเป็นเด็กหนุ่ม ๆ นั่งอยู่ที่วอลล์สตรีต ที่นิวยอร์ก หรือนั่งอยู่ที่ซิดนีย์ ที่ลอนดอน หรือนั่งอยู่ที่โตเกียวนั้น สามารถเคลื่อนย้ายเงินจำนวนมหึมาได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่ประเทศนั้น เพื่อไปทำการเคลื่อนย้ายเงิน ดังนั้นสภาพคล่องของระบบเงินตราต่างประเทศนั้นมีทั้งประโยชน์และสร้างปัญหา ถ้าเผื่อจะลำดับเหตุการณ์เราอาจจะบอกได้ว่าวิกฤตที่ผ่านมานั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๑๙๙๔ เป็นปีที่จีนเขาเริ่มปรับค่าเงินของเขา เขาลดค่าเงินเขา เขา depreciate เงินเขา เหตุผลก็คือว่าเขาต้องการที่จะผลิตสินค้าที่จะแข่งขันกับสินค้าจากประเทศในเอเซียได้ และในระยะที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าราคาสินค้าของจีนหรืออินโดนีเซียหรือบังคลาเทศนั้น ก็แซงหน้าราคาสินค้าของไทยได้เพราะค่าแรงเขาต่ำกว่า ค่าเงินเขาถูกกว่า นอกเหนือไปจากนั้นแล้วยังเป็นนโยบายของรัฐบาลอเมริกันที่อยากจะเห็นเงินเยนนั้นแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายท่านคงจะจำได้ว่าเมื่อ ๕ ปีที่แล้วนั้น หนึ่งดอลลาร์อาจแลกเงินเยนได้ ๓๕๐ เยน หรือ ๓๐๐ เยน หรือเมื่อปีที่แล้วตกลงมาหรือเงินเยนแข็งขึ้นถึง ๘๕ เยน ปัจจุบันอยู่ระหว่าง ๑๓๐ - ๑๓๕ เยนต่อหนึ่งดอลลาร์ จากการที่จีนเขาลดค่าเงินเขา จากการที่เงินเยนแข็งขึ้น และจากการที่เศรษฐกิจของประเทศ เช่นอย่างประเทศไทยอยู่บนฟองสบู่ เพราะว่าไปทุ่มเงินที่เราได้มาถูก เงินดอลลาร์ที่เราได้มาถูกไม่ได้เข้าไปในวงการอุตสาหกรรม หรือธุรกิจที่เราเรียกว่า Productive Sector แต่นำเงินที่ถูกนั้น ที่ธนาคารต่างประเทศคะยั้นคะยอให้เรา และนำเงินที่ถูกนั้น ไปลงทุนในกิจการธุรกิจที่ตัวเองคิดว่าจะมีผลตอบแทนสูง แต่ลืมเรื่องกฎของ Supply and Demand ปัจจุบันนี่น่าอนาถนะครับ ขับรถกลางคืนในกรุงเทพฯ ผมจะชอบมองดูตึกต่าง ๆ ว่ามีตึกไหนบ้างที่มีไฟ ในสังคมที่ในปัจจุบันนี้ กรุงเทพฯ มีสลัมมีชุมชนแออัดประมาณ ๑,๔๐๐ ชุมชน ชุมชนที่อยู่ใต้สะพานกินทั้งฝุ่น กินทั้งอากาศที่เป็นพิษ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ชุมชนที่อยู่กับน้ำครำ ชุมชนในทางรถไฟ ชุมชนใต้ทางด่วน หรือแม้แต่ชุมชนคลองเตย พวกนี้เขาไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีน้ำที่บริสุทธิ์ใช้ ไม่มีอากาศและต่อไปอาจจะไม่มีงานทำด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ตึกของเราสูง ๒๘ ชั้น ๓๕ ชั้น ว่างเปล่าเป็นป่าคอนกรีต มันน่าฉงนครับว่า ความยุติธรรมของสังคมนั้นอยู่ที่ไหน ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอดีตนั้น เป็นความเจริญเติบโตที่ให้ผลประโยชน์กับชนชั้นกลางและคนร่ำรวยตลอดมา ผมไม่ได้อิจฉาคนรวย ผมเชื่อว่าในโอกาสนั้นต้องให้กับคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโอกาสของการทำดี แต่นโยบายที่ผ่านมาซึ่งไม่ใช่ว่าผิดพลาด แต่นโยบายที่ผ่านมานั้น เป็นการเอื้ออำนวยให้คนที่มีเงินอยู่แล้วนั้น สามารถมีเงินมากขึ้นไปอีก และอันนี้ไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจเท่านั้น อันนี้เป็นสัจธรรมของสังคมไทย ที่เราไม่มีระบบการเมือง เราไม่มีระบบเศรษฐกิจ เราไม่มีระบบธุรกิจ และเราไม่มีระบบสังคมที่จะเอื้ออำนวย และเกื้อกูลให้คนไทยส่วนใหญ่นั้นสามารถเป็นคนดีได้ ไม่เอื้ออำนวยให้คนไทยส่วนใหญ่นั้นสามารถบอกความแตกต่างได้ว่าอะไรชอบอะไรไม่ชอบ อะไรผิดอะไรถูก ระบบการศึกษาของเราก็คร่ำหวอดมาก็ยังเป็นระบบที่ปิดอยู่ เป็นระบบที่มีแต่ท่องจำ ไม่ได้เป็นระบบที่จะเปิดโอกาสให้เด็กนั้นได้เรียนรู้ นอกจากเรียนรู้วิชาการตามหลักสูตรแล้ว ควรจะต้องเรียนรู้ชีวิตประจำวันด้วย เรียนรู้ชีวิตประจำวันของการอยู่ร่วมกัน ชีวิตประจำวันของการที่จะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ชีวิตประจำวันที่ต้องมองถึงระเบียบวินัยการทำงานเป็นทีม การรู้จักว่าอะไรยุติธรรมอะไรไม่ยุติธรรม เพราะฉะนั้นมันถึงเวลาแล้วครับ ที่จะต้องมีการผ่าตัดครั้งใหญ่ในสังคมไทย และวิกฤตอันนี้เป็นโอกาสที่ดี โอกาสที่ดีที่เราแต่ละคนที่เราเรียกคนไทยในยุคไอเอ็มเอฟนี้มานั่งมองดูตัวเราเอง มานั่งมองดูคนที่อยู่ในกลุ่มพวกเรา ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง มานั่งดูองค์กรที่ตัวเองทำงานให้ มานั่งดูระบบที่ตัวเองอยู่ภายใต้ และมาดูสังคมไทยโดยเฉพาะชีวิตของคนเรานั้นถ้าเผื่อไม่ผิดไม่พลาด เราก็ไม่ได้เรียนรู้ แต่เราจะต้องเรียนรู้ว่า จะทำอย่างไรที่ข้อบกพร่องในอดีตนั้น จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต วิกฤตที่เรากำลังประสบอยู่นี้มาจากหลายปัจจัย หลายปัจจัยที่ผู้ที่ทรงคุณวุฒิ หรือผู้ที่รู้มากกว่าผมทางด้านเศรษฐศาสตร์ ทางด้านธุรกิจการค้า ทางด้านการเงิน สามารถพูดได้ดีกว่าหรือสามารถอธิบายได้ดีกว่า แต่ตามความเห็นของผมนั้น ไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยอะไร สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ก็คือว่า ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการเมืองและจะต้องจบลงด้วยการเมือง ถ้าเผื่อเราดูวิวัฒนาการของความคิดอ่านหรืออุดมการณ์ทางการเมืองนั้น เราจะเห็นว่าวิวัฒนาการนั้นทำให้เกิดสิ่งบางอย่างขึ้น ที่เมื่อ ๓๐ - ๕๐ ปีนั้น เราไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ เริ่มต้นตั้งแต่การปฎิวัติบอลเชวิคในรัสเซีย ในต้นศตวรรษนี้ หรืออาจจะเริ่มต้นตั้งแต่สิ่งที่เขาเรียกว่า Industrial Revolution ในอังกฤษเมื่อ ๒๐๐ ปีที่ผ่านมา ทางด้านตะวันตกก็มีการเสริมสร้างอุดมการณ์ทางด้านการเมืองลัทธิทุนนิยม ซึ่งการจะพิสูจน์ว่าลัทธิทุนนิยมนั้น ถ้าเผื่อไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วจะกลายเป็นระบบที่กดขี่คนจน ไม่ให้โอกาสคนจนเท่าที่ควร ก็เกิดอุดมการณ์ทางการเมืองที่รัสเซียหรือที่สหภาพโซเวียต ว่าต้องการความเสมอภาคในเรื่องของการศึกษา ในเรื่องของโอกาสถึงความเสมอภาค แม้แต่ในเรื่องของความร่ำรวยที่ฝรั่งเศสนั้นก็มีมาพูดถึงอิสรภาพ Liberte’, E’galite’ ความเสมอภาคอันนี้เป็นอุดมการณ์ทางการเมือง แต่พอมาถึงภาคปฏิบัติแล้ว จุดจบของทั้งระบบทุนนิยม และจุดจบของระบบคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมนั้น จุดจบก็คืออะไร หนึ่ง ไม่ว่าจะ……(เสียงขาดหายไป) ประเภทใดก็ตาม แต่ถ้าเผื่อผู้ใช้อำนาจผูกขาดอำนาจทางการเมืองนั้น ไม่แบ่งปันอำนาจให้กับประเทศ……..(เสียงขาดหายไป) สังคมนิยมก็เขียนได้สวยพอใช้……(เสียงขาดหายไป) เราก็จะเห็นได้ว่าบางอย่างก็เป็นสัจธรรม แต่เมื่อนำมาใช้ปฏิบัติแล้ว ความล้มเหลวนั้นไม่ได้อยู่ที่ลัทธิทางการเมือง ความล้มเหลวอยู่ที่เป็นรัฐบาลที่เผด็จการและฉ้อราษฎร์บังหลวง เอาเปรียบประชาชน ทางด้านทุนนิยมก็เช่นเดียวกันถ้าเผื่อไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ปลาใหญ่กินปลาเล็กหมด คนจนก็มีแต่เป็นแรงงานให้ เขาไม่สามารถประกอบธุรกิจอะไรได้เลยเพราะไม่มีเงินทุน ดังนั้นลัทธิทุนนิยมนั่นก็ต้องเปลี่ยนสภาพไป ถึงเกิดคำว่าต่อไปนี้ Capitalism หรือลัทธิทุนนิยมนั้นจะต้องเป็น Capitalism with Human Face คือให้มันมีจิตวิญญาณของการรับผิดชอบต่อสังคมด้วยฉันใดฉันนั้น Socialism เมื่อ ๒๐ - ๓๐ ปีก็เริ่มพูดกันว่า Socialism ก็ต้องมี Human Face เหมือนกัน จะต้องมีจิตวิญญาณเหมือนกัน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการแปรสภาพทุน ลัทธิทุนนิยมกับลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นแหละเดินเข้ามาหาซึ่งกันและกัน และจากเรื่องของคอรัปชั่นก็ดี จากเรื่องของการเป็นเผด็จการก็ดี ทำให้สหภาพโซเวียตแตกสลายออกมาเป็นประเทศรัสเซีย ๑ ประเทศ และเป็นประเทศอิสระอีก ๑๐ หรือ ๑๑ ประเทศ ปัจจุบันนี้พรรคกรรมกรของอังกฤษ Labour Party ซึ่งตั้งขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่แล้วเพื่อชนชั้นกรรมาชีพ ก็เปลี่ยนสภาพไป สมัยก่อนพรรค Labour Party เข้ามาเป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ จะต้อง Nationalise อุตสาหกรรม จะต้องทำการแปรสภาพอุตสาหกรรมของเอกชนให้เป็นของรัฐให้หมด ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นเหล็กกล้า ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน ไม่ว่าจะเป็นอะไรต่ออะไร ผลปรากฎว่าอย่างไร ด้วยความตั้งใจดีว่า ถ้าเผื่ออุตสาหกรรมเหล่านี้ ระหว่างอยู่ในมือของเอกชนนั้นมีผลกำไร ถ้าเผื่อเอามาเป็นของรัฐและมีผลกำไรเช่นนั้น ประโยชน์ต่าง ๆ ที่รัฐได้ จะได้ไปถึงทั่วประชาชนทุกพื้นที่โดยเฉพาะคนจน แต่กาลเวลาพิสูจน์ครับว่า ๔๐ ปี ๕๐ ปี ที่ผ่านมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ทุกครั้งที่พรรคกรรมกรเข้าเป็นรัฐบาล และมีการแปรสภาพธุรกิจอุตสาหกรรมเอกชนเป็นของรัฐ พอรัฐเอาไปทำแล้วขาดทุนตลอดเวลา ขาดทุนจนรัฐไม่สามารถรับภาระหนี้สิน รับภาระรายจ่าย และรับภาระเงินทุนหมุนเวียนได้ ในการเลือดตั้งครั้งที่แล้ว Tony Blair บอกไม่มีอีกแล้ว ถ้าเผื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล ก็จะไม่แปรสภาพรัฐธุรกิจเอกชนเป็นของรัฐ ปล่อยให้เอกชนเขาทำไปเพราะเขามีวิธีการ เขามีกระบวนการที่นำผลประโยชน์มาสู่บริษัทนั้น และผู้ถือหุ้นและผู้ที่ทำงานมากที่สุด โลกเราเปลี่ยนไปมาก เมืองไทยเราเปลี่ยนหรือเปล่า ตอนผมช่วยร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็ยังถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว ลิดรอนพระราชอำนาจ เขียนมาตราต่าง ๆ ออกมา เพื่อเป็นการแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้ ยังมีอยู่นะครับ จิตวิญญาณของการมองภาพอะไรที่เป็นขาวเป็นดำ จิตวิญญาณของการมองภาพว่า ทุกอย่างนั้นเป็นความตั้งใจ หรือเป็นแผนงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือคนอย่างนายอานันท์ยังมีอยู่ ปีนี้ ๒๕๔๑ มันแทบไม่มียุโรปตะวันออก ไม่มียุโรปตะวันตกแล้ว ในแง่ของลัทธิหรือความนิยมทางด้านการเมือง คำว่ายุโรปตะวันออกกับยุโรปตะวันตกนั้น เป็นเพียงแต่ชื่อที่แสดงถึงพื้นที่เท่านั้น พื้นที่ทางภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ในสังคมเราในสังคมของเราในสถาบันอันสูงส่งยังมีเหลืออยู่ เพราะประเด็นขณะนี้ ประเด็นของโลก ปัญหาของโลกมิใช่การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง มิใช่การต่อสู้เพื่อครอบครองพื้นที่ สร้างอาณาจักรอาจจะมีการต่อสู้แข่งขันกัน ทั้งเรื่องการค้า เรื่องธุรกิจ ปัจจุบันทุกประเทศบอกฉันเป็นประชาธิปไตย รัสเซียเอง เขาก็ภาคภูมิใจว่าเขาเป็นประชาธิปไตย โปแลนด์ เชโกสโลวะเกีย ฮังการี แม้แต่จีนเอง ผมไปเมืองจีนมา ๑๒ - ๑๓ ครั้ง ตั้งแต่ครั้งแรก ค.ศ. ๑๙๗๕ ผมก็ไม่เคยคาดไม่เคยฝันครับว่า วันหนึ่งจีนจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก จีนเดี๋ยวนี้เขาเรียกตัวเขาเองว่า Socialist Market Economy เขาก็ยังต้องย้ำชูธงคำว่า “Socialist” อยู่ตลอดเวลา แต่จริง ๆ แล้ว ทั้งจีน ทั้งเวียดนาม มันก็ไปทางด้าน Market Economy คือไม่เป็นเศรษฐกิจในระบบมีการวางแผนจากรัฐบาลกลาง แต่เป็นเศรษฐกิจที่อยู่ในระบบของการใช้กลไกของตลาดเป็นผู้ชี้นำ เพราะฉะนั้น ทุกประเทศเป็นประชาธิปไตย จะเป็นเต็มใบ ครึ่งใบ เสี้ยวใบ ระดับแตกต่างกันไป เป็นจริงไม่เป็นจริง แต่ทุกคนบอกว่าฉันเป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นอันนั้นไม่ใช่เป็นปัญหาแล้ว ไม่ใช่เป็นทางเลือกว่า จะเป็นประชาธิปไตยหรือจะเป็นคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่แล้ว คำตอบคือว่า แค่นั้นพอไหม ในปัจจุบันการเป็นประชาธิปไตยให้เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ให้เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังไม่พอเพราะนับวันนับวันทุก ๆ สังคม ประชาชนโดยเฉพาะประชาชนผู้ด้อยโอกาส และคนจนจะต้องถามอยู่เสมอว่า ฉันได้อะไรจากรัฐบาลประชาธิปไตยบ้าง ฉันได้อะไรบ้างจากสภา บางคนที่เอาง่ายหน่อยก็บอกว่า ฉันอยากได้ถนนจากรัฐสภา อยากได้สะพาน อยากได้บ่อน้ำจากคณะรัฐมนตรี แต่คิดให้ลึกซึ้งแล้วเขาต้องการมากกว่านั้น เขาต้องการศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เขาต้องการโอกาสที่จะให้ลูกเขาได้รับการศึกษา เขาต้องการสิ่งที่เราเรียกว่า บริการทางด้านแพทย์และพยาบาลที่รัฐช่วยส่วนหนึ่ง เขาต้องการให้รัฐนั้นสร้างงานให้เขา ทำให้เขาสามารถมีงาน ให้เขาสามารถมีเงินเดือน หรือค่าจ้าง เขาอยากมีบ้านของเขาเล็ก ๆ อาจจะอยากมีจักรยานสองล้อ หรือมอเตอร์ไซค์ อยากมีทีวี อยากมีตู้เย็น อยากมีอากาศที่บริสุทธิ์ อยากเห็นต้นไม้ อยากมีป่า อยากมีลำธาร อยากเห็นคลองที่สะอาด และมีแม่น้ำที่ใสที่มีปลาเวียนว่ายอยู่ได้ เขาอยากได้โอกาสที่ทัดเทียมกัน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานของคนที่เกิดมา เป็นมนุษย์ที่มีสมองและมีสติ สิ่งที่เขาเรียกร้องไม่ได้เรียกร้องมากมาย นั้นคำถามคือว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถึงแม้จะเป็นฉบับประชาชน ซึ่งศูนย์กลางอยู่ที่เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ของการสร้างคุณธรรม ของการสร้างจริยธรรม ของสถาบันการเมือง ของการวางขอบเขตอำนาจของผู้ใช้ให้เด่นชัด ให้มีระบบตรวจสอบ ให้มีสิทธิขั้นพื้นฐาน และให้มีอะไรอีกต่าง ๆ นานา คำถามว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เขามีการศึกษา มีการพยาบาล มีบ้าน มีต้นไม้ มีลำคลองแม่น้ำ ได้อย่างที่เขาต้องการไหม ส่วนหนึ่งคือจุดเริ่มต้น แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่พอ เป็นเพียงแต่จุดเริ่มต้น เป็นเพียงแต่จุดประกาย แต่จะต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมทางด้านความคิดอีกต่าง ๆ นานาประเทศ ที่เขามีระบอบประชาธิปไตย ที่เขามีรัฐธรรมนูญ ที่มันผ่านการตรวจสอบมาเป็นเวลาหลายยุคชนแล้วนั้น สังคมเขายังต้องพยายามขวนขวายต่อไป ว่าสิ่งที่จะทำให้ประชาชนสามารถได้รับการตอบสนองจากรัฐ จากการปกครองที่ดีนั้นจะได้มาโดยวิธีอะไร มันถึงจะเกิดคำคำหนึ่งขึ้นในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Government ไม่ใช่รัฐบาล มัน Governance และมันไม่ใช่เป็นการปกครอง เพราะถ้าเกิดเราดูรากฐาน ระบอบประชาธิปไตยแล้วนั้น คือเป็นระบบของประชาชนเพื่อประชาชนและโดยประชาชน ที่เราผ่านมา ๖๕ ปีนั้น เราอาจจะพูดได้อย่างกระอ้อมกระแอ้มว่า เป็นของประชาชนเพื่อประชาชน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เป็นคือ ไม่เคยเป็นของโดยประชาชนเลย พอเริ่มต้นจากความคิดว่า ทุกอย่างจะต้องปกครองจากข้างบน แม้แต่กรมในกระทรวงมหาดไทยก็เริ่มต้นด้วยกรมการปกครอง ทุกอย่างเป็นเขียนใบสั่งจากข้างบน ใบสั่งมาจากหน่วยกลาง ในสั่งมาจากกรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ รู้ดีทุกเรื่อง คนส่วนกลางรู้ดีทุกเรื่อง ผู้ใช้อำนาจรัฐก็ใช้จริง ๆ และไม่เคยมีความคิดที่จะแบ่งปันอำนาจนั้นให้กับประชาชนเลย เพราะฉะนั้นหัวใจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือการมีส่วนร่วมของประชาชน การมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณา ในกระบวนการเรียนรู้ ในกระบวนการตัดสินใจ ข้อมูลจะต้องถึงประชาชน ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้ากระทบกระเทือนประชาชน ประชาชนต้องมีส่วนร่วม เราอาจจะบอกได้ว่ายิ่งประชาชนมีส่วนร่วมมากเท่าไหร่ ยิ่งเกิดความวุ่นวาย ความสับสน สังคมไทยต้องการความสงบ สังคมไทยต้องการความมีระเบียบ หา strong man มาดีกว่าหาคนที่สังคมคิดว่าเป็นคนดีเป็นคนเก่งมาปกครองประเทศชาติดีกว่า คนคนนั้นแก้ปัญหาได้หมด อันนี้เป็นความคิดที่ผิด เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อความดีรอดของสังคมไทยในระยะ ๕ ปี ๑๐ ปี แต่เรากำลังต่อสู้เพื่อให้สังคมไทยนั้นอยู่อย่างยั่งยืนและมั่นคง การที่จะอยู่อย่างยั่งยืนและมั่นคงนั้นจะไม่ต้องพึ่งคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ แต่จะต้องพยายามสร้างระบบ ระบบที่มีความถูกต้องมีความชอบธรรม ระบบที่ได้รับการยินยอมจากสังคมส่วนใหญ่ และจะเป็นระบบที่จะเกื้อกูลและเอื้ออำนวยให้คนดีคนเก่งเข้ามามีส่วนในการรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน ในการบริหารธุรกิจภาคเอกชน เพราะฉะนั้นระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นเพียงขาเดียว ต้องสร้างอีกขาหนึ่ง คือ ธรรมรัฐ ในสังคมต่างประเทศมีคำพูดหลายคำพูดที่ผมแปลเป็นภาษาไทยไม่ได้ เขาบอกว่าต้องมีการสร้างที่เรียกว่า Civil Society ด้วย Civil Society นี้คืออะไร เพราะที่ผ่านมานี้มันมีอยู่แต่ว่ารัฐ ซึ่งจริง ๆ ประทานโทษนะ คำว่า “รัฐ” นี่ ผมจำไม่ได้ว่าภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต คำว่ารัฐรวมถึงประชาชนด้วย “รัฐ” แม้แต่คำว่า “ธรรมรัฐ” ก็หมายถึงประชาชนด้วย แต่ใช้ไปใช้มา รัฐนั้นก็กลายเป็นรัฐจริง ๆ เป็นอำนาจของคนใช้อำนาจ ประชาชนไม่มีส่วนเลย นั้นเป็นเรื่องของรัฐและปัจเจกบุคคลเท่านั้น จริง ๆ แล้วอำนาจเป็นอำนาจเป็นของประชาชนหรือเป็นอำนาจมาจากประชาชน แต่ผู้ใช้อำนาจแทนประชาชนนั้นหลงลืมไป นึกว่าอำนาจนั้นเป็นของตัวเองมาจากต่างจังหวัดพอมาอยู่ในกรุงเทพฯ นาน ๆ เข้าก็ลืม ลืมต่างจังหวัด ลืมพื้นที่ เพราะฉะนั้นในสังคมนั้นมีอยู่สองขั้วเท่านั้นไม่พอครับเพราะที่ผ่านมารัฐรังแกประชาชน หรือที่ผ่านมาประชาชนบางทีก่อความวุ่นว่ายและความไม่เป็นระเบียบโดยไม่เข้าเรื่อง รัฐมีอำนาจมากเกินไป รัฐใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูก เป็นเผด็จการได้ ประชาชนมีอำนาจเต็มที่แต่เป็นอำนาจที่ไม่มีระเบียบ ก็สร้างความวุ่นวายให้กับสังคมซึ่งเสียหายมากเหมือนกัน อันนี้แล้วความจำเป็นจึงเกิดขึ้นเพราะถ้าว่าปล่อยให้รัฐกับประชาชนอยู่กันสองต่อสอง โอกาสจะตีกันมีมาก โอกาสที่จะพูดกันไม่เข้าใจมีมาก โอกาสที่จะนำไปสู่ความหายนะความวุ่นวายต่าง ๆ มีมาก เราต้องหาคนกลางขึ้นมาเพราะปัญหานับวันไม่ใช่ปัญหาการเมืองอย่างเดียว ปัญหาสังคม ปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย เราต้องพยายามสร้างสิ่งที่เรียกว่า Civil Society ด้วย Civil Society คืออะไรครับ Civil คือหากันชนมาไว้ ไม่ใช่ปัจเจกบุคคล แต่เป็นกลุ่มชุมชนเป็นประชาคมที่มีการก่อตั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการก็แล้วแต่ สิ่งที่เราเรียก Civil Society Organization เป็นสมาคม เป็นองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศาสนา เชื้อชาติ วัฒนธรรม ภาษา กีฬา สหกรณ์ สมาคมวิชาชีพ องค์กรสาธารณกุศล องค์กร NGO ทั้งหลาย สมาคมแม่บ้านทหารบก อะไรก็ได้ที่มีการวางตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อน ซึ่งองค์กรเหล่านี้ ถ้าเผื่อเกิดขึ้นมาและถ้าเผื่อมีการทำกิจกรรมนอกเหนือไปจากปัจจัยพื้นฐานแล้ว มันเป็นการสร้างระบบกันชนขึ้นมาครับ มันจะเป็นการสร้างขาที่สามขึ้นมา ระหว่างรัฐกับปัจเจกบุคคล เพราะองค์กรเหล่านี้โดยเฉพาะองค์กรชุมชนทางท้องถิ่น หรือแม้แต่สมาคมไม่ว่าจะเป็นสมาคมหอการค้า สมาคมอุตสาหกรรมโรตารี่ ไลอ้อนส์ อะไรก็แล้วแต่ เป็นการจัดตั้งองค์กรเป็นกลุ่มเป็นก้อนขึ้นมา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นองค์กรที่ต้องการดูแลผลประโยชน์ของกลุ่มของตนเองก่อน ในขณะเดียวกันจะต้องใจกว้างพอที่จะต้องดูแลผลประโยชน์ของสาธารณชน ด้วยและองค์กรเหล่านี้ถ้าเผื่อมีเครือข่ายที่ดีและมีความตั้งใจดี เรามองถึงสาธารณประโยชน์มากกว่ามองถึงผลประโยชน์ของกลุ่มเฉพาะของตนเองก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ความขัดแย้งของสังคมไทยในอนาคตนั้น จะไม่นำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างรัฐและประชาชนทันที แต่จะเป็นสื่อกลางที่จะสามารถลดอุณหภูมิ หรือป้องกันการเผชิญหน้าหรือการประหัตประหารกันระหว่างรัฐกับประชาชนได้ และนอกเหนือไปจาก Civil Society แล้ว อะไรที่เราพูดถึง Governance Governance ที่มันเป็นทั้งระบบครับ ธรรมรัฐคือการสร้างขบวนการ เพราะธรรมรัฐคือการใช้อำนาจทางด้านการเมือง ทางด้านเศรษฐกิจ และทางด้านบริหาร ในการปกครองประเทศ แต่ธรรมรัฐนั้นมันเป็นกระบวนการ มันเป็น Process มันเป็นทั้งโครงสร้าง เป็นทั้งสถาบันที่จะนำไปสู่การบริหารที่ดีทั้งภาครัฐและภาคเอกชนโดยเฉพาะ การบริหารที่ดีในการจัดการทรัพยากรของชาติ ธรรมรัฐก็ยืนอยู่บนสามขา การเมือง เศรษฐกิจ และบริหาร ธรรมรัฐ คือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจสามขั้วโดยมีสาธารณประโยชน์เป็นหัวใจ ธรรมรัฐนั้นดีไม่ดี ธรรมรัฐดีแน่ เพราะคำว่าธรรมรัฐนั้นแปลจากคำว่า Good Governance ดังนั้นในสังคมไทยเราไม่ต้องมาเกี่ยงว่าธรรมรัฐนั้นดีไม่ดี ผมรับประกันได้ว่าดีแน่ เพราะมันแปลมาจากคำว่า Good Governance ปัญหาที่จะต้องถกเถียงก็คือว่า หนึ่งจะต้องเริ่มสร้างความเข้าใจ เพราะธรรมรัฐนี่คล้าย ๆ กับบอกว่าศาสนาดีไม่ดี ศาสนาดีทุกศาสนา แต่เราต้องมาทำความเข้าใจว่าเวลาเราพูดถึงพุทธศาสนานั้นคืออะไร คริสต์ศาสนาคืออะไร ศาสนาอิสลามคืออะไร นั่นดี ดีแน่ จำเป็นก็จำเป็น และก็ยังไม่มีประเทศไหนให้มีความเจริญรุ่งเรือง ให้มีความสมบูรณ์อย่างไรที่มีธรรมรัฐอย่างสมบูรณ์เพราะมันเป็นกระบวนการที่สร้างไม่เสร็จ ถ้าจะเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งธรรมรัฐนั้นคืออะไร มันก็คล้าย ๆ กับสิ่งที่เราเรียกว่า พระมหากษัตริย์นั้น ปกครองประเทศชาติโดยใช้ทศพิธราชธรรม อันนี้ละครับคือ Good Governance ของพระมหากษัตริย์ คนไทยเรารู้จักคำว่าทศพิธราชธรรม เราก็ต้องรู้จักว่า Good Governance นั้น มันจะต้องสร้างให้เข้าสู่ระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ ระบบภาคเอกชน และระบบการบริหาร ถามว่าเมืองไทยมีได้ไหม มีได้ จะใช้เวลานานเท่าไหร่ เป็นสิบ ๆ ปีอย่างน้อย เพราะอะไรครับ เพราะมันต้องปรับโครงสร้างทั้งหมด วิธีการคิดทางด้านการศึกษา ต้องปฏิรูประบบราชการต้องปฏิรูปแม้แต่ภาคเอกชน ธรรมรัฐจะมีอะไรจะมีได้ขึ้นมาอย่างไร องค์ประกอบต้องมีหลายอย่าง ๗ - ๘ อย่าง คุณจะมี Good Governance ในเริ่มต้น คุณจะต้องมี rule of law สิ่งที่เราเรียกว่านิติธรรม การมีกฎหมายเฉย ๆ ไม่ได้พิสูจน์ว่าเรามี rule of law กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม กฎหมายที่ใช้บังคับไม่ได้ กฎหมายที่ล้าสมัย ล้าหลัง ไม่ทันกับเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นเราต้องสร้าง rule of law คงจะต้องมีกฎหมายอีกหลายอย่างที่จะต้องนำมาใช้ ผมมองในแง่ของภาคธุรกิจเอกชน เราก็เริ่มจะต้องมีแล้ว จะต้องมีกฎหมายล้มละลายบริษัทล้มละลาย ต่อไปคงจะต้องมีกฎหมายลดการคอรัปชั่นภายในราชการ ทางธุรกิจภาคเอกชนยังมีกฎหมายอีกหลายประการที่จะต้องเกิดขึ้น กฎหมายการฟอกเงิน ควบคุมการฟอกเงิน กฎหมายที่จะปรับคุณภาพของผู้ตรวจสอบบัญชี ทั้งทางภาครัฐและทางภาคเอกชน คงจะต้องมีกฎหมายอีกหลายกฎหมายตามเข้ามา จะต้องเป็นกฎหมายที่ทันสมัย จะต้องเป็นกฎหมายที่สามารถแก้ไขปัญหาของสังคมในปัจจุบัน แต่มี rule of law เท่านั้นจะพอหรือไม่ มีนิติธรรมอย่างเดียวก็ไม่พอครับ ผู้ใช้กฎหมายต้องมีความเที่ยงธรรมด้วย ใครคือผู้ใช้กฎหมาย หนึ่ง ตำรวจ ซึ่งเป็นปัญหามากสำหรับเมืองไทย สอง อัยการ สาม ตุลาการ เพียงแต่ข้อแรกของธรรมรัฐนั้นบอกว่า เมืองไทยคงใช้เวลาอีกหลายสิบปี ถัดไปองค์ประกอบของธรรมรัฐอีก สิ่งแรกก็คือ ความโปร่งใส อะไรก็ตามที่ทำกันต่อหน้า ทำกันในห้องที่ไฟสว่าง การทำไม่ดีมันยากมากขึ้น อะไรที่ทำกันลับ ๆ ล่อ ๆ ทำใต้ดิน ใต้น้ำ ใต้โต๊ะ กระบวนการพิจารณาประชาชนไม่รู้เรื่อง โครงการต่าง ๆ โครงการมหึมาของชาติ ทำไปโดยประชาชนท้องถิ่นไม่รู้เรื่อง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องให้ประชาชนเข้าถึงข่าวสารข้อมูลโดยสมบูรณ์และทันเวลา ต้องให้เขามีโอกาสในการมีส่วนร่วม ถ้าเผื่อมีการเข้าถึงข้อมูลได้และมีส่วนร่วมได้ ความโปร่งใสก็จะเกิดขึ้น ทำไมจึงมีความสำคัญในเรื่องของความโปร่งใส เพราะในระบบเศรษฐกิจหรือแม้แต่ระบบการเมืองในปัจจุบันนี้ และพอพูดถึงระบบเศรษฐกิจ เราบอกเราใช้กลไกทางตลาด กลไกทางการตลาดจะทำงานโดยมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลที่สมบูรณ์และทันกับเหตุการณ์ ในยามเศรษฐกิจที่ดี เราไม่มีข้อมูลว่า ธนาคารชาติหรือกระทรวงการคลังทำอะไรไปบ้าง ทำไปเท่าไร ผลร้ายอาจจะเกิดขึ้น แต่ในยามเศรษฐกิจที่ดี ผลร้ายที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่รุนแรง แต่ในยามเศรษฐกิจไม่ดี ถ้าข้อมูลไม่สมบูรณ์ ข้อมูลไม่ทันกับเหตุการณ์ ไม่ทันกับเวลา กลไกทางตลาดนั้นจะมีวิธีการที่ทำให้สถานการณ์นั้น ร้ายแรงมากไปกว่าที่เกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อเราจะใช้ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเราเลี่ยงไม่ได้ ระบบเศรษฐกิจที่ผูกโยงกับเศรษฐกิจอื่น ๆ ระบบเศรษฐกิจที่มีการข่าวสารรวดเร็วเหลือเกิน ข้อมูลรวดเร็ว เงินตราต่างประเทศเปลี่ยนรวดเร็ว ถ้าเผื่อข้อมูลของฝ่ายไทยไม่สมบูรณ์และไม่ทันต่อเหตุการณ์แล้ว ตลาดจะมีปฏิกิริยาในทางแปลก ๆ และส่วนใหญ่จะเป็นปฏิกิริยาในทางแปลก ๆ ที่ทำความหายนะมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นความจำเป็นต้องมีข่าวสารที่สมบูรณ์และทันกับเหตุการณ์ ทันกับเวลา ความจำเป็นจะต้องมีส่วนร่วม และความจำเป็นที่จะต้องมีความโปร่งใส ปัจจัยต่อไปของธรรมรัฐคืออะไร ที่จะต้องมีการตอบสนองความต้องการของประชาชนที่แท้จริงได้ อะไรก็ตามถ้าหากไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนที่แท้จริง หรือมองไม่เห็นสาธารณประโยชน์ ธรรมรัฐจะเกิดขึ้นไม่ได้ ปัจจัยอื่น ๆ คืออะไร คือสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Equity คือจะต้องมีโอกาสทัดเทียม กันและต้องได้รับความเสมอภาค จะต้องมีอะไรอีก จะต้องมี Predictability ต้องมีความคงเส้นคงวา จะต้องรู้ด้วยว่าอะไรถ้าเผื่อเกิดอย่างนี้อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเผื่อทำอย่างนี้แล้วอะไรจะเกิดขึ้น….(เสียงขาดหายไป) ค่อนข้างจะยาก เพราะคนไทยรู้จักคำว่ารับผิดชอบต่อหน้าที่ ซึ่งเราอาจจะแปลว่า Responsibility แต่พอถึง Accountability นั้น มันรากของภาษา ภาษาอังกฤษบอกว่า give account for อะไรที่จะต้องเสนอข้อแท้จริงว่าทำไมข้อมูลเป็นอย่างนี้ เราถึงตัดสินใจไปอย่างนี้ เราถึงมีพฤติกรรมอย่างนี้ เราถึงมีมาตรการอย่างนี้ ถ้าเผื่อเรามี Accountability ความผิดพลาดก็ยังเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเผื่อเป็นความผิดพลาด ที่เกิดจากใจบริสุทธิ์ในแง่ที่ภาษาฝรั่งเรียกว่าเป็น Misjudgement อันนั้นไม่ใช่ความผิดทางอาญา คนเรามีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจผิดได้ ถ้าเผื่อการตัดสินใจนั้นอยู่บนมูลฐานของข้อเท็จจริงที่ตัวเองได้รับ อยู่บนมูลฐานของความถูกต้องที่ตัวเองคิด และอยู่บนมูลฐานของความบริสุทธิ์ใจ แต่ถ้าเผื่อเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนมูลฐานของผลประโยชน์ของตัวเอง ผลประโยชน์ของเพื่อนร่วมงาน ของเพื่อนฝูง ของญาติพี่น้อง อันนั้นผิด ผิดตามกฎหมาย แต่ Misjudgement ได้ไม่ผิด แต่เป็นการตัดสินใจผิดพลาด ซึ่งถ้าเผื่อเป็นการตัดสินใจผิดพลาดแล้ว ก็ต้องยอมรับผิดชอบ เราจะเห็นได้ว่าในสังคมญี่ปุ่น ความอายเขามีอยู่มากเหลือเกิน เพียงแต่เขาถูกกล่าวหาและยังไม่ได้มีการสอบสวน หรือตรวจสอบว่าเขาผิดจริงไม่จริง เขาถึงกับฆ่าตัวตายไปแล้ว เขาลาออก ประธานบริษัทที่ทำให้บริษัทขาดทุน เวลาเขาเรียกประชุมผู้ถือหุ้น ภาษาไทยต้องเรียกว่ากราบแล้วกราบอีก โค้งแล้วโค้งอีก ขอโทษโดยทางสาธารณชนต่อผู้ถือหุ้นว่าเขาผิดพลาดอย่างไร แล้วเขาขอลาออก รัฐมนตรีคมนาคมเกาหลี หรืออินเดีย หรือญี่ปุ่น รถไฟเขาชนกัน เครื่องบินบริษัทของชาติเขาตก เขาต้องรับผิดชอบทางด้านการเมือง ขอโทษกับประชาชนอีกที่ทำให้คนตายอีก ๒๐๐ คน เขาไม่ใช่เป็นนักขับเครื่องบิน เขาไม่ได้เป็นคนขับรถไฟเลย เขาไม่ได้ผิดอะไรเลย เขาไม่มีแม้แต่ส่วนหนึ่งในกระบวนการที่นำไปสู่ความผิดพลาด แต่เมื่อเขาถือว่าเขาเป็นรัฐมนตรี เขาต้องรับผิดชอบ เขาต้อง accountable ของเรานี่เฉยเลย ไม่เฉยเปล่า ซัดคนอื่นอีก เราอยู่กันโดยไม่มีความอายครับ ที่ผมบอกมาว่าตั้งแต่เด็กมาเราไม่รู้ว่า อะไรผิดอะไรชอบ อะไรถูกอะไรผิด เดี๋ยวนี้อายก็ไม่อาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพูดมานี่ก็พยายามจะอธิบายบางอย่างว่าธรรมรัฐนี่คืออะไร และต้องมีองค์ประกอบอะไร มันไม่ใช่เรื่องของการที่จะทำได้พรุ่งนี้มะรืนนี้ เพราะจริง ๆ แล้วถ้าเผื่อจะทำสิ่งที่ผมพูดมาเป็นปัจจัยส่วนหนึ่ง แต่เสร็จแล้วมันต้องมีการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงองค์กรและสถาบันต่าง ๆ ด้วยองค์การของรัฐ สถาบันของรัฐ จุดที่เราจะนำไปสู่นั้นคืออะไร คือการที่มีรัฐบาลที่เล็ก ไม่ใช่ให้รัฐบาลกลางนั้น มีอำนาจเหนือหัวเราอยู่ตลอดเวลาทุกเรื่อง มันนำไปสู่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ให้อำนาจแก่เอกชน ให้อำนาจแก่องค์กรชุมชน รัฐบาลยิ่งเล็กเท่าไหร่ยิ่งดี รัฐบาลที่ควบคุมน้อยที่สุดยิ่งดี เพราะหน้าที่รัฐบาลคือการกำกับดูแล รัฐบาลไม่มีหน้าที่ในเรื่องของการทำธุรกิจ นับวันดูต่างประเทศเขา ที่ออสเตรเลีย แม้แต่คุกเขายัง privatise แล้ว ปรากฎว่านักโทษชอบให้บริษัทเอกชนดูแลเรื่องคุกเรื่องตารางดีกว่ารัฐดูแล และทำโดยมีการกำไรด้วย คุกในอังกฤษเขามีการตั้งคณะ แม้แต่เป็นคุกอังกฤษเขาก็ใช้คำ HM His Majesty prison ก็แล้วแต่เขาก็มี inspector เขามีคณะกรรมการซึ่งประกอบจากบุคคลภายนอก มาดูแลการจัดการคนคุกตารางของอังกฤษเขา อังกฤษในสมัยก่อนทุกอย่างต้องเป็นของรัฐหมด เดี๋ยวนี้ไม่ เป็นของเอกชน บางสิ่งบางอย่างที่รัฐไม่ควรทำอย่าไปทำ เราสร้าง bureaucracy เสียจน กรมตำรวจของเรามี ๒๐๐,๐๐๐ คน กระทรวงศึกษาของเราใหญ่ที่สุดในโลก คุมมันหมดหลักสูตร เครื่องแต่งตัว คอมพิวเตอร์ เวลาสอน สั่งไปหมดสั่งไปจากกระทรวงศึกษา ต่อไปนี้นักเรียนทั่วราชอาณาจักรเล่นกีฬา ๑๐ โมงเช้า ถึง ๑๑ โมงเช้าวันพุธ มันเรื่องอะไรการบริหารโรงเรียน มหาวิทยาลัย ต้องปล่อย เราต้องบอกว่าเป็น School-based คืออยู่ที่โรงเรียนกับอยู่ที่มหาวิทยาลัย ไม่ได้มาอยู่กับกระทรวงศึกษา เราเอาพวกนักศึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษามาเป็นข้าราชการหมด แล้วคุณก็รู้อยู่แล้วว่า ข้าราชการใครมีอำนาจมันสร้างกฎก่อน มันอาจจะต้องคิดเลยไปว่าโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือจากกองทัพบกก็แล้วแต่ ควรจะมีการจัดการอย่างอาชีพหรือเปล่า ต้องเริ่มคิดครับ เพราะรัฐรับภาระทั้งหมดไม่ไหว การดูแลสวนสาธารณะจำเป็นไหมที่หน่วยงานของรัฐต้องไปดูแล ให้เอกชนไปทำได้ไหม สร้างงานให้เขา เพราะฉะนั้นรัฐจะต้องเป็นรัฐบาลที่เล็กไม่ได้มีอำนาจเหนือหัวเรา ไม่ได้ควบคุมชีวิตเรา แต่ควรจะเป็นรัฐบาลที่ส่งเสริมและเอื้ออำนวยความสะดวก ในการนำไปสู่ความผาสุกความมั่งคั่งของประเทศชาติ คนต้องปกครองด้วยกันเอง อันนั้นคือรากฐานของประชาธิปไตย มันถึงจะเป็นระบอบของประชาชนเพื่อประชาชนและโดยประชาชน ความหมายมันถึงสมบูรณ์ขึ้น วันนี้ผมนำปัญหามาสู่ท่านมาก ก็ขอบคุณที่รับฟัง จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้นไม่เป็นไร แต่ผมอยากที่จะเห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีจิตวิญญาณที่อยากปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา พยายามคิดอ่านหาหนทางที่จะแก้ไขสิ่งบกพร่อง เสริมสร้างสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราจะต้องเสริมสร้างแน่นอนคือ คนไทยนั้นจะต้องมีจิตวิญญาณของการรู้ว่าอะไรคือสาธารณประโยชน์ มากกว่าที่เป็นอยู่ในอดีต ขอบคุณ

คำถาม: การเปิดเสรีทางการเงินนั้น เกิดขึ้นในสมัยของ ฯพณฯ สาเหตุของ IMF นั้นมีรากฐานมาตั้งแต่สมัย ฯพณฯ ๑๐ ปีที่เรามีรัฐบาล ๙ ชุด รัฐบาลทุกชุดนั้นก็ควรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ทราบว่าท่านจะตอบคำถามนี้อย่างไร

ฯพณฯ อานันท์: คนไทยบางคนมีความเก่งในการที่จะดึงเรื่องบางเรื่องออกมาใช้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ผมอยากเล่าอย่างนี้ครับ ผมก็ไป ในสมัยอานันท์หนึ่งก็ไป ผมค่อนข้างที่จะพิถีพิถันในการเลือกบุคคลในรัฐบาลผม ที่เป็นบุคคลที่มีจิตใจเสรี เพราะว่าคือต้องขอยอมรับว่า การที่เป็นรัฐมนตรีสมัยอานันท์หนึ่งนั้น มันค่อนข้างจะฉับพลันมาก สำหรับคนอย่างนายอานันท์ซึ่งไม่เคยเป็นรัฐมนตรีเลย หรือไม่เคยจะยอมรับตำแหน่งรัฐมนตรีใด ๆ ทั้งสิ้นในอดีต วันดีคืนดีไม่เคยเป็นรัฐมนตรี แล้วไปเป็นนายกเลย มันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นผมมองว่าเป็นโอกาสมากกว่า ตอนผมเข้าไปนั้นมีปัญหาอยู่ ๒ ปัญหาที่ค่อนข้างจะหนักมาก เพราะเป็นผลสืบเนื่องมาจากเศรษฐกิจฟองสบู่ ตอนนั้นจะจำได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่คิดว่า เศรษฐกิจเราฟูเฟื่อง หรูหราในสมัยรัฐบาลชาติชาย แต่ก็เป็นเศรษฐกิจที่ค่อนข้างจะหลอกตัวเองพอใช้ ปรากฏว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เติบโตปีละ ๕๐ - ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนผมเข้าไปนั้นมี ๒ ปัญหา คือ ปัญหาแรก คือบัญชีเดินสะพัดของรัฐ เป็นบัญชีเดินสะพัดที่ขาดทุนประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ตามหลักของเศรษฐศาสตร์แล้ว บัญชีเดินสะพัดของรัฐถ้าเผื่อจะติดลบต่อ GDP นั้น ไม่ควรเกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมเข้าไปนั้นมัน ๗ เปอร์เซ็นต์แล้ว ปัญหาที่สองคือ ปัญหาอัตราเงินเฟ้อ ตอนผมเข้าไปนั้นประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์นั้นหน้าที่แรกที่ผมจะต้องรีบทำคือจะต้องควบคุม หนึ่ง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจาก ๗ เปอร์เซ็นต์ ให้ลดลงมา สอง คือควบคุมอัตราเงินเฟ้อ เราก็ใช้มาตรการทางการเงินการคลังหลายประการ โดยเฉพาะมาตรการทางด้านการเงินนั้น ๑ ปี ๔ เดือน ตอนที่ผมออกมาจากรัฐบาลอานันท์หนึ่งนั้น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดตกลงมา ๗ เปอร์เซ็นต์ เหลือประมาณ ๔.๒ และอัตราเงินเฟ้อนั้นตกลงมาจาก ๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือประมาณ ๓.๕ นั่นเป็นภูมิหลังที่ผมอยากจะฝากไว้ ทีนี้จะตอบคำถามที่ผู้ถามถามผมไว้นั้น รัฐบาลผมเป็นรัฐบาลที่นิยมนโยบายเสรี หลายท่านที่เคยติดตามผมคงจำได้ว่าผมเคยพูดอยู่เสมอ ว่าการมีรัฐบาลเผด็จการหรือการมีรัฐบาลที่มีอำนาจอยู่กับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะกลุ่มทหาร กลุ่มพ่อค้า นักธุรกิจ หรือกลุ่มนักการเมือง แต่ถ้าอำนาจนั้นอยู่เพียงแค่คนกลุ่มหนึ่ง การผูกขาดอำนาจทางการเมืองไม่ดีฉันใด การผูกขาดอำนาจทางด้านธุรกิจก็ไม่ดีฉันนั้น ผมเชื่อว่าการผูกขาดอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น การผูกขาดอำนาจทางการเมือง ให้กับคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มเล็ก ๆ การผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจ หรือธุรกิจการค้ากับกลุ่มเล็ก ๆ ได้รับสัมปทานไปโดยไม่มีการแข่งขัน เป็นต้น หรือการผูกขาดอำนาจอะไรก็ตามในครอบครัว ในสังคม ถ้าเผื่อพ่อผูกขาดอำนาจในการปกครองลูกทั้งหมด หรือแม่ผูกขาดอำนาจก็ไม่ถูก ถ้าเราเริ่มต้นจากจุดนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือ การเปิดระบบการเมืองให้มันกว้างขึ้นมา อันนั้นคือการพยายามที่จะนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตย อันที่สองคือจะต้องตัดการผูกขาดด้านธุรกิจ ถ้าเผื่อไม่มีการแข่งขันแล้ว ผลประโยชน์ของผู้อุปโภคบริโภคจะไม่มีเลย การทำการค้านักธุรกิจทุกคน ถ้าเผื่อได้สัมปทานมาหรือได้การผูกขาดเหล้าก็ดี บุหรี่ก็ดี นั้นมันสบายมาก เหมือนทำงานไปได้วัน ๆ หนึ่ง มันมีกำไรอยู่เสมอ ไม่ต้องไปคำนึงถึงผู้บริหารงานนั้นเก่งไม่เก่ง การใช้จ่ายนั้นเป็นอย่างไร มันสะดวกมันง่าย แล้วตอนนั้นกระแสโลกก็ไปอยู่แล้ว เพราะทุกอย่างมันเริ่มเปิดมากขึ้น ๆ ตอนหลัง ๆ อาจใช้คำว่า Democracy น้อยลงไปด้วยซ้ำ เขาใช้คำว่า Open society ต้องมีระบบ Open Political Process ต้องเปิดระบบเศรษฐกิจ เปิดระบบการค้า ตอนที่ผมเข้าไปนั้น เริ่มมีการเจรจาสิ่งที่เขาเรียกว่า WTO หรือที่เราเรียกว่า Uruguay Round ตอนนั้นมันเห็นชัดว่า WTO ครั้งแรกที่เขามีที่ Tokyo Round ปี ๑๙๗๕ ตอนนี้เขามีที่ Uruguay Round ทำท่าจะไม่สำเร็จ แต่ผมบอกว่าอย่างไรสุดท้าย มันก็ต้องสำเร็จ สองยาม ตีหนึ่ง ตีสอง มันก็ต้องเสร็จวันนั้น แต่ตอนแรก ๆ มันแน่นอน ไปช้าและเกิดการถกเถียงกันมาก แต่ตอนนั้นมันเด่นชัดแล้วว่า ความหมายคำว่า ระบบเศรษฐกิจที่เปิดนั้น ที่ผ่านมาที่ทำที่ Tokyo มันเปิดแต่เฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม มันยังไม่เปิดสินค้าเกษตร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ปี ๑๙๗๕ ที่ Tokyo Round นั้น มันยังไม่มีการพูดถึงระบบธุรกิจการเงินและการคลังเลย ตอนนั้นผมเห็นแล้วว่ามันจะต้องมีแน่ และ ๒ ปี ๓ ปีต่อมา เมื่อมีการเจรจาสำเร็จเรียบร้อย WTO ก็ออกมาแจ้งชัดว่า ระบบการเงินการคลังต้องเปิด นอกเหนือไปจากการตัดภาษี หรือลดภาษีขาเข้าขาออกของสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้นแล้ว แม้แต่การที่รัฐบาลผมลดภาษีนำเข้ารถยนต์นั้น ไม่ได้ทำไปโดยไม่รู้เหตุการณ์ จะมาอ้างว่าเนื่องจากนายอานันท์ปล่อยให้รถเข้ามามากมาย รถถึงติดมากนั้น มันคนละเรื่องกัน WTO Agreement เขาเขียนไว้ชัดว่าจะต้องลดลงเหลือเท่าไหร่ ตอนนั้นเมืองไทยเป็นประเทศที่เก็บภาษีรถยนต์มากที่สุดในโลก ประมาณ ๒๕๐ เปอร์เซ็นต์ ผมมาคิดดูแล้วว่า ถ้าเผื่อเราไม่เริ่มลดลงบ้าง ก่อนที่WTO จะต้องบอกว่าให้ลดภายใน ๓ ปี ๕ ปี ๗ ปี ถ้าเผื่อเราไม่ชิงลดก่อน อุตสาหกรรมรถยนต์ในเมืองไทย จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกเลย เพราะไม่เคยทนต่อการแข่งขันได้ เพราะฉะนั้นที่ผมลดภาษีรถยนต์นำเข้ารถยนต์ ๒๕๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นมันมากเกินไป มันมากเกินขอบเขต เราลดลงมาครึ่งหนึ่งจะเป็น ๑๐๐ หรือ ๑๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็แล้วแต่ โดยเหตุผล ๒ ประการ เพราะว่าภายใน ๕ ปี ๑๐ ปี WTO เขาบอกมาว่าจะต้องลดเหลือเท่าไหร่ นั่นคืออันแรก ฉะนั้นเราต้องเตรียมตัว ให้ผู้ประกอบรถยนต์ในเมืองไทยนั้นได้ตื่นตระหนักถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายใต้กติกาของโลก อันที่สอง ผมมองถึงประโยชน์ของผู้บริโภค ตอนนั้นจำได้ไหมว่าเมืองไทยเป็นสุสานรถยนต์เบนซ์ used car ของรถยนต์เบนซ์ ปีปีหนึ่งเราเอามาจากอังกฤษ เพราะอังกฤษเขาขับทางขวามือ ถนนของเขาอยู่ทางซ้ายเหมือนเรา ปีหนึ่งหมื่นกว่าคัน บริษัทผมซื้อรถเบนซ์ให้ผมนี่แปดล้านบาทตอนนั้น รถที่ใช้ในอังกฤษแล้ว ๕ ปี เมืองไทยเป็นสุสานรถที่ใช้แล้ว รถเบนซ์ที่ใช้แล้ว จะเต็มไปด้วยรถเบนซ์ที่ยุโรปเขาไม่ใช้ นอกจากนั้นผู้ประกอบรถยนต์ในเมืองไทย จะไม่มีสิ่งจูงใจที่จะทำธุรกิจด้านนี้ ให้มันมีประสิทธิภาพ และให้ผลประโยชน์แก่ผู้บริโภคมากกว่าในอดีต เพราะมันไม่มีการแข่งขัน รถญี่ปุ่นรถอะไรเข้ามาก็สู้รถที่ประกอบในไทยไม่ได้ เพราะมีกำแพงภาษีไว้ แต่ถ้าเผื่อให้ปล่อยให้มีโอกาสเลือกว่า จะให้นำรถจากญี่ปุ่นเข้ามาได้ด้วยแล้ว คุณภาพของรถที่ประกอบในเมืองไทย จะต้องดีขึ้น อันนี้เป็นเหตุผลหลักการใหญ่ แต่ถ้าเผื่อสภาพเศรษฐกิจไม่เปลี่ยนแปลงไป แล้วเกิดรถติดมากมายมันก็ช่วยไม่ได้ นายอานันท์ถูกด่านั้นไม่เป็นไรยอมรับได้ กลับมาเรื่องเปิดเสรี เรารู้อยู่แล้วว่า WTO เขาจะมาแบบนั้น กระแสของโลกมันมาแน่นอน มหาอำนาจเขาเป็นคนเขียนกติกาโลก เขาต้องการเปิดเพื่อเขาจะได้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศเหล่านี้ เราขัดอันนั้นไม่ได้ มันเป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ เราไม่มีอำนาจและไม่มีบทบาทในการเขียนกติกาของโลกในตอนนั้น ขณะนี้ก็ยังไม่ค่อยมีเท่าไหร่ แต่เมื่อเขาเขียนอย่างนั้น เมื่อเป็นกติกาโลกแล้วเราบ่นได้เราเถียงได้แต่เราก็ต้องทำตามเพราะเราอยู่ในสังคมโลก ตอนที่ผมเปิดนั้น มันไม่ง่ายเหมือนว่าพอเปิดแล้วมันจะเป็นอย่างนี้ เพราะผมไม่คิดว่าวิกฤตของเราอันนี้มันเกิดขึ้นจากการเปิดระบบเสรี วิกฤตนี้มันเกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นมากมาย เปิดระบบนี้ผมเปิดในทางทฤษฎีทั้งนั้น แต่รัฐบาลผมยังอยู่ไม่นานพอที่จะวางมาตรการรองรับ รัฐบาลชวน ๑ คุณธารินทร์เป็นรัฐมนตรีมีมาตรการรองรับ แต่ตอนหลังมีอีกหลายรัฐบาลไม่มีการนำไปใช้นั้นถ้าเผื่อบอกว่าทำไมเราถึงเจอเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น คำตอบ คือ ใช่ ผมคือ ผู้เริ่มเปิด แต่เปิดทางทฤษฎีเท่านั้น เรื่อง BIBF ต่าง ๆ มาทำรัฐบาลชวน ๑ คุณธารินทร์ ในการที่ให้ธนาคารต่างประเทศมาเปิดสาขาในเมืองไทย หรือสิ่งที่เขาเรียกว่า Bangkok International Banking Facility คือสามารถไปกู้ยืมเงินดอลลาร์อัตราดอกเบี้ยถูกได้และไม่มีการที่เรียกว่าการควบคุมหรือไม่มีการสร้างกฎเกณฑ์อะไรขึ้นมา ที่จะบรรเทาผลลบของด้านนี้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่ผมออกมา ๖ ปีแล้ว เริ่มต้นแต่ในทางทฤษฎีแต่ยังไม่เริ่มปฏิบัติเลย ประเด็นที่สอง สิงคโปร์เขาเปิดมาตั้ง ๒๐ ปีแล้ว เขาเปิดมากกว่าเราเยอะ เขาไม่เป็นอะไรเลย เพราะ หนึ่ง คนเขาเก่ง คนเขาดี คนเขาซื่อ เขาสร้างกฎเกณฑ์เขาต่าง ๆ ผลลัพธ์ข้างเคียงที่มันลบ เขาสามารถควบคุมได้หมด ของเรานี่สิ่งที่เรียกว่าพลาดมากคือเมื่อเราเปิด ผมเปิดทางทฤษฎี ต่อมารัฐบาลอื่นเปิดทางด้านปฏิบัติ เมื่อเปิดแล้วเราไม่เปิดเต็มที่ จะพูดภาษาง่าย ๆ การเปิดระบบการเงินการธนาคารให้เป็นเสรี หมายความว่าให้ต่างชาติเข้ามาทำมาหากินได้ ให้เงินทุนเข้ามาได้สะดวกขึ้นต่าง ๆ ระบบเสรีหมายความว่า ระบบเสรีคือ การอาศัยกลไกทางตลาด คำว่า กลไกตลาดหมายความว่าอย่างไร กลไกทางตลาดนี้คงขึ้นอยู่กับ Demand Supply ราคาน้ำมันรัฐบาลเปิดเสรีเหมือนกัน หวังว่าน้ำมันหรือเวลาน้ำมันต่างประเทศแพงน้ำมันภายในก็ขึ้นได้ แต่ถ้าเผื่อราคาน้ำมันต่างประเทศต่ำ น้ำมันภายในก็ลดลงได้ ไม่ใช่บอกว่าลิตรละ ๑๐ บาท ก็ต้อง ๑๐ บาทตลอดชีวิต บางวันเราก็หวังให้เหลือ ๗ บาท บางวันอาจจะขึ้นเป็น ๑๒ บาท อันนั้นคือกลไกทางตลาด Demand Supply เมื่อเราใช้ระบบเสรีทางด้านการเงินแล้ว กลไกทางตลาดอย่างนี้หมายความว่า ธนาคารชาติหรือรัฐบาลไทยไปกำหนดอะไรไม่ได้ ขึ้นอยู่กับรอ Demand Supply อย่างเดียว ตลาดต้องการอย่างไร นอกจาก Demand Supply แล้ว ตลาดต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อมูลที่สมบูรณ์แล้ว ตลาดมันจะ react ไปตามนั้น แต่เราลืมไปว่าเมื่อเราเปิดสิ่งเหล่านี้แล้วยังมีอีกอันหนึ่งที่เรายังไม่เปิดนั่นคืออัตรา Exchange Rate เรายังไป Fix อยู่ นั้นเผื่อถ้าเราเปิดด้านนี้ แล้ว Foreign Exchange Regime เราไม่เปิด ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกทางตลาด แต่ไป Fix ว่าดอลลาร์หนึ่งจะต้อง ๒๕.๕๐ บาท อันนี้มันขัดกันอยู่ในตัว ด้านหนึ่งวิ่งขึ้นลงได้ อีกด้านหนึ่งกลับติดอยู่กับที่ จะติดกับดอลลาร์ หรือจะติดกับกระจาดเงินตราต่างประเทศที่เขาเรียกว่า Basket of Currency อะไรก็แล้วแต่ ถ้าอันนั้นไปกำหนด จะเกิดความยุ่งยากนั้นถ้าเผื่อเราไป Fix แล้ว สมัยก่อน Fix กับดอลลาร์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ต่อมาเรา Fix กับที่เขาเรียกว่า Basket of Foreign Currency ซึ่งก็ยัง Weight ของดอลลาร์มากกว่า แต่ธุรกิจการค้าของเราขึ้นอยู่กับอเมริกา และขึ้นอยู่กับญี่ปุ่นด้วย แต่พออัตรา Exchange ของอัตราดอลลาร์ กับเงินเยนมันผันแปรไปมาก ระหว่าง ๘๕ ไปถึง ๑๓๐ พอทางโน้นผันแปรไปแล้วเรายัง Fix อยู่ เราไม่ได้อาศัยกลไกทางตลาดแล้ว นับวันนับวันที่เราไป Fix อยู่ที่ ๒๕.๕๐ บาทนั้น มันไม่ถูกต้องกับข้อเท็จจริงแล้ว ในเมื่อเงินญี่ปุ่นมันตกไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เรายังตรึงเงินบาทอยู่กับดอลลาร์อยู่ ๒๕.๕๐ บาทนั้น ก่อนที่จะเกิด attack นั้น เราถูก Fund attack อยู่ ๓ ครั้ง อังกฤษเมื่อตอนที่เขาถูก attack เงินปอนด์ เมื่อปี ๑๙๘- เท่าไหร่จำไม่ได้ เขาใช้เงิน ๙ บิลเลี่ยนดอลลาร์ defend เงินปอนด์เขาแล้วเขาก็แพ้ แล้วเขายกธงขาวชูมือบอกว่ายอมแพ้ เขาDevalue เงินปอนด์ ของเราใช้ไป ๒๔ บิลเลี่ยนดอลลาร์ และมีอย่างที่ไหน อังกฤษนะครับเศรษฐกิจของเขาใหญ่กว่าของเราไม่รู้กี่สิบเท่า เขาใช้ ๘ หรือ ๙ บิลเลี่ยนดอลล่าร์ defend เงินปอนด์ และเขายอมแพ้ ของเราใช้ไป ๒๔ บิลเลี่ยนดอลลาร์ครับ และใช้อาจจะใช้โดยมีอำนาจทางกฎหมายด้วย แต่มันเป็นกฎหมายที่ล้าหลัง มันไม่มีการคานอำนาจ ไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีอะไรเลยหรือ ผมไม่ได้ว่าคนใดคนหนึ่งในธนาคารชาติ แต่อันนี้มันไม่มีธรรมรัฐ มันไม่มีกฎเกณฑ์ที่มันแน่นอน ไม่มีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน มีแต่การใช้อำนาจอย่างเดียว เพราะตอนนั้นก่อนที่จะdefend เงินบาทนั้น Devalue เงินบาท ว่าดอลลาร์ ๒๕.๕๐ บาท เป็น ดอลลาร์เหลือ ๓๐ บาท ผมคิดว่าอาจจะผิดว่าตอนนั้นอาจจะตรึงอยู่ ยอมDevalue เสียตอนนั้นอาจจะตรึงอยู่ แต่ตอนนี้เหตุการณ์ผ่านไป เราพูดไม่ได้ครับว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ มันไม่ควรจะกลับมาย้อนว่า หนึ่ง จริง รัฐบาลผมเริ่มทางทฤษฎีเปิดระบบการเงินการคลัง สอง รัฐบาลต่อมาเปิดจริงทางด้านปฏิบัติ มีแผนงานเตรียมรับ มีมาตรการเตรียมรับ แต่อย่างไรไม่ทราบเหตุผล อย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ได้มีการนำไปใช้ด้วยความรอบคอบ แต่จุดใหญ่ที่สุด ผมไม่คิดว่าการเปิดระบบเสรีเป็นการนำความหายนะมาสู่เมืองไทย จริงอยู่การเปิดระบบเสรี ประเทศที่เล็กอย่างเราคงจะเสียเปรียบมากกว่าได้เปรียบ แต่มันเป็นเรื่องของกระแสของโลก ที่จะต้องเดินไปทางนั้น แต่มันมีหลายอย่างที่เราควรทำ เราควรจะมีมาตรการ แม้แต่มาตรการของการปรับ ที่เรียกว่า unpact unpact ดอลลาร์บาท Exchange rate ออกมาเราไม่ได้ทำด้านหนึ่ง เราเปิดให้วิ่งไปวิ่งมาตามกลไกทางตลาด อีกด้านหนึ่งเราปิดตรึงไว้เลย ยิ่งตรึงเท่าไหร่ค่าของเงินไม่ตรงกับความจริงเลย

คำถาม: ดิฉันสนใจระบบการศึกษาของอังกฤษ อยากเรียนถามคุณอานันท์ว่า Summer Hill School ของอังกฤษ ซึ่งเป็นโรงเรียนตัวอย่างของอังกฤษ เขาปฏิรูปกันอย่างไร ถึงได้เป็นโรงเรียนตัวอย่าง เพราะว่าวันศุกร์ที่จะถึงนี้ ดิฉันต้องไปคุยปฏิรูปการศึกษา กับคุณหมอประเวศ และ ดร.สิปปนนท์อะไรพวกนั้น ก็อยากรู้เรื่อง Summer Hill ของอังกฤษ

ฯพณฯ อานันท์: ผมขอประทานโทษ ผมไม่รู้เรื่อง Summer Hill School เลย ผมนี่อาจจะรู้จัก…….

(เสียงขาดหาย)

ยังใช้ไม่ เหมือนกัน อย่างโรงเรียนที่ผมไปอย่างโรงเรียนเด็ก โรงเรียนมัธยมเขาเรียก Fourth Fifth, Upper Fifth แล้วก็ Remove แล้วถึงจะมี Sixth โรงเรียนผม Upper Fifth นี่เรียก Upper Fifth เป็นระดับที่เรียกว่า อาจจะถือว่า ม. ๖ แต่อีกโรงเรียนหนึ่งระดับนี้อาจจะไม่เรียก upper fifth เขาอาจจะเรียก Remove มันเรื่องของเขา เครื่องแบบเป็นเรื่องของเขา ระบบการศึกษา หลักสูตรการศึกษาเขาก็จัดของเขาเอง หนังสือ Textbook เขาก็จัดของเขาเอง เพราะเขาต้องการความหลากหลาย และให้แต่ละโรงเรียนเป็นคนเลือกว่า ควรจะใช้หนังสือของใคร มันก็จะเกิดการแข่งขันระหว่างผู้เขียนหนังสือ มันไม่ได้ผูกขาด ไม่ได้ผูกขาดธุรกิจการเขียนหนังสือวิชาการ และผูกขาดการพิมพ์ด้วย อันนี้แหละครับเป็นบ่อเกิดคอรัปชั่น อะไรก็ตามก็มีการผูกขาดทั้งนั้น เครื่องแบบนักเรียนก็เหมือนกัน หัวคะแนนได้ไปหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นที่สุด ต้องเริ่มที่กระทรวงศึกษา ผมเคยไปพูดตลก ๆ เขาจะชอบไม่ชอบตอนผมเป็นนายก ผมไปที่กระทรวงทบวงมหาวิทยาลัย ผมบอกว่าสิ่งแรกที่ผมอยากทำคือยุบกระทรวงของคุณ มันมีไปทำไม ผมกำลังช่วยตั้งมหาวิทยาลัยที่เรียกว่า Asian University Science and Technology ร่วมกับ Imperial College โอ้โห กระทรวงทบวงมหาวิทยาลัยเต็มไปหมดเขาไม่ดูเลยว่า ไอ้ความตั้งใจกับคนที่มาประกอบธุรกิจไม่ใช่ธุรกิจ มาประกอบเรื่องศึกษา เขามาตามตัวเลขครับ จะเปิดได้ต้องมีห้องสมุด ที่มีหนังสือ ๕๐,๐๐๐ เล่ม อันนี้แหละครับคือระบบราชการ ความคิดแบบราชการ ทำไมมหาวิทยาลัยที่มันจะเริ่มต้นเนี่ย มันต้องคิดถึงเรื่องตึกเรื่องห้องนอน เรื่องแล็บ หรืออะไรต่าง ๆ มันจะมีหนังสือหมื่นเล่ม หรือห้าหมื่นเล่ม ผมยังมองไม่เห็น ไม่ว่าจะทำอะไร อันนี้ผิดกฎนี่ อันนั้นผิดกฎนั่น แต่ไม่เคยมานั่งคิดครับว่า ไอ้กฎที่ตั้งขึ้น มันเป็นกฎที่ถูกต้อง กฎที่ดีหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ ดังนั้นผมถึงเชื่อครับว่า รัฐบาลต้องเล็ก รัฐบาลต้องควบคุม รัฐบาลจะต้องเป็นเจ้าของและควบคุมน้อยที่สุด รัฐบาลจะต้องเป็น Facilitator จะต้องส่งเสริม โรงเรียนนี้ควรจะต้องเป็นเรื่องของท้องถิ่น เราต้องพยายามสร้างสถาบัน คณะผู้ปกครอง หรือคณะอะไรแล้วแต่ กรรมการบริหาร ที่อังกฤษเขา โรงเรียนรัฐของเขาอยู่ภายใต้ Local Education Authorities ผู้บริหารงาน ผู้บริหารท้องถิ่นเขาถึงจะรู้ หลักสูตรที่สอนที่สงขลากับหลักสูตรที่สอนที่เชียงราย มันไม่ควรจะต้องตรงกันทุกอย่าง สงขลาเป็นเมืองทะเลเป็นเมืองประมง เป็นเมืองร้อน เชียงรายเป็นเมืองเขา เป็นเมืองชาวเขา เป็นเมืองหนาว เป็นเมืองป่าไม้ จะต้องมีหลักสูตรที่เรียกว่า Optional Subjects ที่แตกต่างกันไป ทำไมการเล่นกีฬา เวลาเล่นกีฬาที่โรงเรียนที่สงขลาจะต้องตรงกับการเล่นกีฬาที่โรงเรียนที่เชียงราย มันเรื่องอะไรล่ะครับ ทำไมไปกำหนดวิถีชีวิตของคนเสียหมด ทำไมไปกำหนดพฤติกรรมของโรงเรียนทั้งหมด เขาอยากจะเล่นวันศุกร์บ่ายไป อีกโรงเรียนอยากเล่นพุธเช้า ก็ให้เขาเล่นไป มันแตกต่างอะไรกัน โรงเรียนนั้นอยากให้อ่านหนังสือเขียนโดยครูคนนี้ ก็ให้เขาอ่านไป ถ้าเผื่อไม่ดีคุณภาพเขาก็เสียเอง ดังนั้นกระทรวงศึกษาที่อังกฤษอเมริกา ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่เขาสำคัญมาก คือเขาเรียกว่า Inspectors ทุก ๆ ๒ ปี เขาจะส่งพวกนี้ ซึ่งมีความเที่ยงธรรมไปตรวจสอบคุณภาพของโรงเรียน คุณภาพของหลักสูตร คุณภาพของการศึกษา คุณภาพของวิชาการ คุณภาพของ physical facilities ต่าง ๆ แล้วทำออกมาเป็นรายงาน แล้วเปิดเผยด้วย แต่ของเรานี้ไม่ได้ครับ คุมจิตใจหมด สั่งหมด สอนให้คนไทยเป็นทาส แล้วเป็นทาสแล้วยังเป็นทาสที่เลวอีก

(มีคำถามแทรก)

คำถาม: คือในเรื่องของธรรมรัฐ ทุกคนก็ต้องเห็นว่าดี อันนี้เป็นที่หวั่นเกรงกันมาก เพราะว่า คิดว่าประชาชนของเราจะพร้อมไหม คือประชาชนส่วนมากก็อยู่ในชนบท

ฯพณฯ อานันท์: อันนี้ผมเสียดาย คนไทยจำนวนไม่น้อย รวมทั้งพี่น้องเพื่อนฝูงบางคนนี่ ที่ยังพูดอยู่ตลอดเวลาว่า เมืองไทยประชาธิปไตยยังไม่พร้อม ยังไม่พร้อม ผมได้ยินมา ๖๕ ปี ไม่พร้อม เมื่อไรครับจะพร้อม

คำถาม: คืออย่างท่านว่า กระทรวงศึกษาก็ชื่อ ๆ อะไรนี้นะคะ

ฯพณฯ อานันท์: มันต้องพร้อม มันไม่ได้เปลี่ยนจุดเดียวครับ ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบเปลี่ยนทุกอย่างหมดครับ แต่เป็นการเปลี่ยนอย่างวิวัฒนาการ แต่เป้าหมายเราต้องรู้ว่าเราจะเดินไปทางไหน

คำถาม: คนชนบทเชื่ออะไรง่าย และเรื่องซื้อเสียงง่าย เราไม่กลัวว่าเขาจะซื้อเสียง

ฯพณฯ อานันท์: ผมว่าบางครั้งบางคราว แม้แต่สื่อของเราก็ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนะครับ ผมไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเองโดยตรง แต่ผมมีเพื่อนฝูงที่อยู่ในกรม องค์กรเอกชนมาก องค์กรชุมชนของเมืองไทยนี่ ไม่ได้อ่อนแออย่างที่คนคิด ไม่ได้อ่อนแอ มีองค์กรชุมชนโดยเฉพาะองค์กรชุมชนทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างจะแข็งด้วย แล้วพวกนี้เขาไม่ขอความช่วยเหลือทางด้านการเงินเลย แต่ผมว่ามันต้องเริ่มต้น

(มีคำถามแต่ไม่ชัดเจน)

ฯพณฯ อานันท์: ผมว่าผมขอใช้คำพูดของประธานาธิบดี Roosevelt หน่อยได้ไหมครับว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตคือความกลัว ผมขอประทานโทษ ผมจะต้องไปเป็นประธานที่ประชุมอีกที่หนึ่งนะครับ

พล.ต หญิงวิไล: ค่ะ ก็ขอบพระคุณท่านเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกปลื้มใจ ดีใจที่ ฯพณฯ กรุณามาให้ความรู้แก่เรา ความจริงยังมีอีกหลายคำถามนะคะ แต่ไม่มีเวลา หวังว่าคงจะได้รับความอนุเคราะห์ในคราวต่อไปนะคะ ก็ขอเรียนเชิญท่านอาจารย์ เจ้ากรมแพทย์กรุณามอบของที่ระลึกให้ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน ด้วยค่ะ

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง การพัฒนาคนและสังคมในทศวรรษหน้า
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙
ณ อาคารฐานเศรษฐกิจ กรุงเทพฯ

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

     ในวันนี้ผมต้องขอขอบคุณหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าสภาพัฒน์ ที่ได้กรุณาเชิญผมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสัมมนาเรื่อง “คนกับการพัฒนาชนบท” โดยเฉพาะได้ให้เกียรติผมมากล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การพัฒนาคนและสังคมในทศวรรษหน้า” ซึ่งนับเป็นหัวข้อเรื่องที่สำคัญและเหมาะสมสอดคล้องกับยุคสมัยในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ ๒๑ ที่กำลังจะมาถึงนี้

     วันนี้ผมจะขอพูดหลายเรื่องครับ แต่การพูดของผมนั้นคงจะมีลักษณะเป็นการคิดดัง ๆ มากกว่า เพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมจะพูดในวันนี้ไม่ใช่ผมเป็นเจ้าของความคิด แต่เป็นสิ่งที่ผมอยากจะพูด เป็นสิ่งที่ผมอยากกระตุ้นจิตสำนึกตลอด กระแสความคิดของท่านผู้มีเกียรติในที่นี้ ซึ่งหวังว่าจะบังเกิดเป็นความคิดร่วมกัน จนสามารถนำไปสู่ขั้นการปฏิบัติในระยะต่อไป

     ท่านผู้มีเกียรติครับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมจะพูดนี้ คงไม่ใช่เรื่องถูกต้องหรือสมบูรณ์ทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่ผมพูดไปนั้น เมื่อท่านกลับไปบ้านในวันนี้แล้วนำไปคิดต่อ นำไปสานต่อ ผมถือว่าผมได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ในระดับหนึ่งแล้ว

     ในปัจจุบัน ผมยังได้รับเกียรติเรียกว่า “อดีตนายก” แต่ก่อนผมไม่ค่อยชอบว่า ทำไมต้องอดีตนายก แต่ฟัง ๆ ไปแล้ว ผมชอบ “อดีต” นะครับเพราะเป็นการย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า ผมเป็นคนในอดีต ในเรื่องของตำแหน่ง ในเรื่องของการทำงาน แต่ผมจะไม่เป็นคนในอดีต ในเรื่องของ “ความคิด” ทั้งนี้ความคิดความอ่านของผมจะไม่ได้ผูกพันกับเวลาไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน แต่เป็นความคิดความอ่านที่ผมอยากจะเห็นให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

     เมื่อดูภาพสังคมไทยโดยรวมแล้ว ผมเห็นว่า เป็นสังคมที่มีส่วนดีอยู่มาก เป็นสังคมที่เราจะต้องอุ้มชูต่อไป แม้ในสังคมจะมีหลาย ๆ สิ่งที่บกพร่องมีจุดอ่อน บางกลุ่มในสังคมมักจะเอารัดเอาเปรียบ ความยากจนของคนในชนบทที่รอคอยรับการแก้ไขไม่น้อยกว่า ๑๐ ล้านคน ความอยุติธรรมก็ยังมีอยู่มากในสังคมนี้ แต่โดยส่วนรวมแล้ว ผมยังเห็นว่าเป็นสังคมที่ก้าวหน้าพอประมาณเป็นสังคมที่ให้ความสุขความเจริญแก่คนไทยส่วนใหญ่

     ไม่มีสังคมใดในโลกนี้ที่มีความดี ความถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สังคมทุกสังคมในโลกนี้เป็นสังคมที่มีชีวิต ความมีชีวิตของสังคมนั้นแหละครับที่ทำให้เรามีมันสมองที่ทำให้เราคิดอ่าน แต่ความคิดอ่านจะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและข้อมูลที่สมบูรณ์ครบถ้วน มองเห็นผลประโยชน์ร่วมกัน และทำผลประโยชน์ร่วมกัน การเอาแต่ใจตัวเอง คิดแต่ประโยชน์ตัวเองข้างเดียว มองเข้าข้างพรรคพวกพ้องทั้งหลายเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากเห็น เราเกิดมาในสังคมที่ต้องการเปลี่ยนแปลง เราเกิดมาในสังคมที่ต้องการให้วันพรุ่งนี้ ดีกว่าวันนี้ วันมะรืนดีกว่าพรุ่งนี้

     ท่านผู้มีเกียรติครับ การพัฒนาประเทศไทยในระยะ ๓๐ - ๔๐ ปีที่ผ่านมานั้น เราประสบกับความสำเร็จในการยกฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้สูงขึ้นกว่าเดิมประมาณ ๓๐ เท่า จากรายงานของธนาคารโลก (World Bank Atlas 1996) ที่ตีพิมพ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ชี้ว่าในช่วงระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๘๕ - ๑๙๙๔ นั้น ประเทศไทยมีอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงที่สุดในโลก และมีบทวิจารณ์จากนักวิชาการจำนวนมากว่า ภายในปี ค.ศ. ๒๐๒๐ หรืออีก ๒๕ ปี ข้างหน้าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะใหญ่โตเป็นอันดับ ๘ ของโลก ใหญ่กว่าเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษและเศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศสเสียอีก

     การที่เรามีเศรษฐกิจโตขึ้นมานั้น กล่าวกันว่า เป็นเพราะโดยพื้นฐานแล้วสังคมไทยมีลักษณะที่เปิดกว้าง มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดีพอสมควร ประกอบกับที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการทุ่มเทการลงทุนด้านบริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การปรับโครงสร้างทั้งทางด้านการเกษตร และทางอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง และเรายังมีนักธุรกิจ นักลงทุนที่มีความสามารถ จึงทำให้เศรษฐกิจของเราโตขึ้น

     แม้เรามีความเจริญทางเศรษฐกิจค่อนข้างไปเร็ว มีขนมเค้กใหญ่ขึ้นจริง ดังที่มีการเปรียบเทียบกันอยู่บ่อย ๆ แต่ปัญหาที่เป็นอยู่คือ มีคนได้กินกันทั่วถึงหรือเปล่า ขนมเค้กที่โตขึ้นแบ่งกันกินอยู่แต่ในกลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุดเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นับวัน ๆ คนกลุ่มนี้ มีแต่จะได้รับก้อนเค้กที่ใหญ่ขึ้น หรือถ้าดูตามสถิตินะครับ คนไทยที่อยู่ในระดับที่เรียกว่าจน เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ก็มี ๑๐ ล้านคน ปัจจุบันก็ยังมีอยู่กว่า ๑๐ ล้านคน ตัวเลขไม่ได้ลดลงไป จริงอยู่มาตรฐานการครองชีพของคนจนเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วกับขณะนี้ อาจจะเปลี่ยนไป แต่มาตรฐานความจนนั้นก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปทุก ๆ ปี เช่นเดียวกัน

     การคาดหมายเศรษฐกิจของไทยว่าจะใหญ่เป็นอันดับ ๘ ของโลกจะเป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไร ตราบใดที่การพัฒนาของไทยยังเป็นไปเหมือนในอดีตยังใช้ระบบเดิม ยังใช้ความคิดเดิม ไม่มีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่มีการปรับปรุงคุณภาพคน เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารให้ก้าวทัน สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ ผมคิดว่าเราคงยากที่จะไปถึงจุดนั้น

      สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกล่าวคือ ทุกประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมักจะมีปัญหาสังคมตามมามากมาย ถ้าหากเรามองแต่ทางด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว ไม่ได้มองด้านสังคม จะเกิดปัญหาความขัดแย้งทางสังคมภายในประเทศมากขึ้น แต่ถ้ามองแต่ทางด้านสังคมเพียงด้านเดียวก็จะมีปัญหาหนัก ถ้าไม่มีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจควบคู่กันไป ดังนั้นการพัฒนาที่ถูกต้องก็คือการดำเนินการไปพร้อม ๆ กันแบบ “เดินสายกลาง”

     ประเด็นสำคัญที่คนในสังคมไทยจะต้องช่วยกันพิจารณา คือทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดความร่วมมือจากทุก ๆ ฝ่ายในสังคมให้หันมาเดินสายกลางพร้อม ๆ กันได้ ทำอย่างไรจึงจะทำให้นักธุรกิจ นักอุตสาหกรรมของไทยเรา มีความรู้สึก ความนึกคิด จิตวิญญาณทางด้านความรับผิดชอบ “ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม” กันมากขึ้น กล่าวคือ การดำเนินธุรกิจหรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจใด ๆ ต้องคำนึงถึงต้นทุนทางด้านสังคม ต้นทุนทางด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อมมากกว่าในระยะที่ผ่านมา ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนกลุ่มนี้ นึกอยู่เสมอว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปได้สร้างปัญหาให้กับสังคมไทยเพิ่มขึ้นหรือเปล่า หรือสิ่งที่ทำไปนั้นจะเป็นการช่วยสังคมให้ดีขึ้น

     ในขณะเดียวกัน กลุ่มทางด้านนักคิด นักสร้างสรรค์สังคม NGO หรือกลุ่มใด ๆ ที่เน้นเรื่องทางสังคม ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขการสร้าง “ผลประโยชน์เพื่อส่วนรวม” และ “ผลกำไรทางเชิงธุรกิจ” เพราะถ้าหากไม่มีการสร้างกำไรทางด้านเศรษฐกิจ ก็ไม่สามารถเอาเงินมาช่วยทางด้านสังคมได้ จะเลือกไปทางหนึ่งทางใดไม่ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนไทยในสังคมยึดทาง “สายกลาง” เป็นแนวทางหลักในการพัฒนาประเทศ

     ในความคิดเป็นของผม นอกจากเราต้องพยายามสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สามารถทำให้เรายืนอยู่บนเวทีโลก โดยรัฐบาลเป็นเพียงผู้กำกับดูแลให้ภาคเอกชนเข้าดำเนินการไป อย่าไปควบคุมเขา ลดการผูกขาดผลประโยชน์ด้านอุตสาหกรรม ให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น ให้มีคนกินเค้กที่โตขึ้นกันมากขึ้น ดูแลผลประโยชน์ของผู้อุปโภคบริโภค สร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม แล้วเรายังต้องการสังคมที่สงบสุข มีเสรีภาพ มีความยุติธรรม เราต้องการเห็นคนทุกคนมีโอกาส และความสามารถในการประกอบอาชีพ เราต้องการเป็นคนไทยมีครอบครัวที่อบอุ่น อยู่ภายใต้ชุมชนที่เข้มแข็ง ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ และมนุษย์กับธรรมชาติ

     ท่านผู้มีเกียรติครับ ประเทศไทยในยุคปัจจุบัน ที่เรากำลังเผชิญอยู่คือ คนไทย สังคมไทย โดยทั่วไปยังขาดการเรียนรู้ การคิด การวิเคราะห์ เรามีช่องว่างในเรื่องของความคิดอ่านหรือแนวความคิดและค่านิยมต่าง ๆ ระหว่างชาวกรุงกับชาวชนบท ความเอื้ออาทรที่เคยมีต่อกันลดลง คนไทยมุ่งไปสู่วัตถุนิยม บริโภคนิยมมากขึ้น สังคมไทยคลายพลังลง การแยกแยะความดี ความเลว ความถูก ความผิด ความเหมาะ ความควรในสังคมรอบตัวเราไม่ออก คุณค่าของวัฒนธรรมไทย คุณธรรม ภูมิปัญญาที่ดีแต่เก่าก่อนถูกมองข้ามไป คุณภาพชีวิตของคนไทยในภาพรวมด้อยกว่าประเทศคู่แข่งขัน ระบบและกลไกลต่าง ๆ ทางสังคมรวมทั้งระบบราชการยังไม่สามารถก้าวได้ทันกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดสภาพปัญหาความขัดแย้งกันในสังคมเพิ่มขึ้น

     คนไทยในชนบท นับเป็นคนในสังคมที่ยังขาดโอกาสได้รับการพัฒนาความรู้ ความสามารถ โดยเฉพาะ “กลุ่มเด็กในวัยเรียน” ยังขาดโอกาสในการศึกษาต่อสูงกว่าชั้นประถมเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับเด็กในเขตเมือง และช่องว่างดังกล่าวนับวันจะถ่างกว้างยิ่งขึ้น หากพวกเรายังไม่ให้ความสนใจที่จะแก้ไขอย่างจริงจังต่อไป

     สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้กลายเป็นโจทย์ที่ทำให้ทุกคนต้องหันมาทบทวนบทบาทของตนเอง รวมทั้งทิศทางในการพัฒนาคนและสังคมของประเทศว่า เราพร้อมแล้วหรือยังกับการเผชิญปัญหาทางสังคมที่ท้าทายที่เกิดขึ้นจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและของสังคมไทย

     ผมเป็นคนมองโลกในแง่ที่ดี และผมมีความแน่ใจว่าปัญหาของสังคมไทยนั้น ไม่ได้หนักหน่วงไปกว่าปัญหาของสังคมอื่น ๆ ในโลก หรือในประเทศที่พัฒนาแล้ว เจริญแล้ว ในชีวิตของผมเมื่ออยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั้งในอังกฤษ อเมริกาหรือในแคนาดา ที่ผมเดินทางไป ผมได้สัมผัสกับปัญหาต่าง ๆ ของประเทศดังกล่าวมากมาย จึงได้ตระหนักว่าปัญหาในประเทศชาติของเรา ไม่ได้มีความแตกต่างหรือมีลักษณะที่แก้ไขไม่ได้ ขอแต่เราต้องมีความมั่นใจในตัวเอง ต้องยึดถือคุณธรรมมีความอดทน รวมทั้งต้องกล้าคิด กล้าที่จะเปลี่ยนสังคมในทางสันติ

     ผมเชื่อในเรื่องของ “การเปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงเพื่อที่ต้องการจะให้เปลี่ยนแปลง แต่เปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะได้ปรับตัวเองให้เข้ากับสังคมปัจจุบันกับสังคมในอนาคต ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมปัจจุบัน แต่เปลี่ยนแปลงให้ทันกับสังคมใน ๑๐ ปี ๒๐ ปี ข้างหน้า

     ในสายตาของผม การที่เราจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาสังคมได้นั้น เราต้องมุ่งไปพัฒนา “คน” ทุกกลุ่มเป้าหมายในสังคม มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตสิ่งแวดล้อม คุณภาพทางการศึกษาของคนทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะที่ผมอยากเน้นคือ ใน “กลุ่มเด็กในวัยเรียน” ที่เป็นความหวังและอนาคตของประเทศชาติ

     แต่ปัญหาขณะนี้คือระบบการศึกษาของไทยยังเป็นระบบที่ยังตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและของโลกไม่ทันการณ์ ยังเป็นระบบที่ยึดติดกับธรรมเนียมประเพณีเก่า ๆ ยังเป็นระบบที่ไม่มีการเปิดเพียงพอที่จะให้กระแสความคิดอื่น ๆ ที่จะปรับปรุงคุณภาพของคนไทยเพื่อรองรับกับสถานการณ์ของสังคมไทยในภายหน้าได้

     ระบบการศึกษาของไทยที่ผ่านมา ยังไม่สามารถนำระบบสังคมไทยไปสู่สังคมที่มีจริยธรรม คุณธรรมไปสู่การแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลกหรือของภายในประเทศไทยยังเป็นระบบที่ไม่สามารถที่จะผลิตคนดีให้แก่สังคมได้เพียงพอ และความสามารถในอดีตที่จะผลิตคนเก่งก็ลดน้อยลงไปด้วย

     ปัญหาประการหนึ่งคือ รัฐยังควบคุมระบบการศึกษาอย่างค่อนข้างจะแน่นแฟ้น คุณภาพทางด้านการศึกษาของเรายังด้อยอยู่มาก การศึกษาในระบบโรงเรียนประถม มัธยม วิทยาลัยเทคนิค มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยังด้อยพัฒนามาก หรือการศึกษานอกระบบยังด้อยพัฒนามาก

     ทิศทางที่ผมอยากจะเป็นคือ ระบบการศึกษาของไทยต้อง “เปิด” มากกว่านี้ ต้อง “โปร่งใส” มากกว่านี้ รัฐจะต้องมีทิศทางที่แน่นอนว่าจะผ่อนคลายการควบคุม ไปสู่สถานภาพเพียงแต่ทำหน้าที่กำกับดูแล ระบบใดก็ตามที่รัฐเข้าไปควบคุมมากเกินขอบเขต ผมคิดว่ามีแต่ทางเสีย รัฐจะต้องเปิดให้ประชาชนหรือท้องถิ่นเข้ามาดูแลในเรื่องการศึกษาหรือการพัฒนาคนและสังคมด้านอื่น ๆ ของเขามากขึ้น คนในกระทรวงศึกษาฯ ในมหาวิทยาลัย จะต้องเปลี่ยนความคิด คนที่อยู่นอกวงการศึกษาที่สามารถจะเกื้อกูลอำนวยระบบการศึกษาให้ดีจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ผมอยากเห็นคนรวยในเมืองไทยเอาเงินมาตั้ง “มูลนิธิเพื่อการศึกษา” อย่าง เมืองนอกเขาทำกัน เช่น มูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ มูลนิธิฟอร์ด อเมริกาเจริญได้เพราะคนลงทุนด้านการศึกษา ปัจจุบันเมืองไทยก็มีมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

     สังคมไทย จะต้องมีการลงทุนทางด้านการศึกษากันอย่างจริงจัง ต้องมีการปฏิรูประบบและ โครงสร้าง ต้องมีการปฏิรูปหลักสูตร ความคิดความอ่านของผู้ปฏิบัติงานและครูบาอาจารย์ สังคมใดก็ตามที่มีความพึงพอใจในระบบการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน และไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงปรับปรุง ปฏิรูปแล้ว สังคมนั้นไม่มีทางเจริญได้ การเปลี่ยนแปลงในลักษณะข้างต้นอาจต้องอาศัยความเปลี่ยนแปลงกระแสความคิดจากภายนอกเข้ามากระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น

     เราจะเห็นได้ว่าประเทศญี่ปุ่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรปทุกประเทศ เขาจะพูดถึงเขาจะทบทวนศึกษา อภิปรายกันอยู่เสมอว่าระบบการศึกษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นเหมาะสมกับสภาวการณ์กับในอนาคตอันใกล้หรือเปล่า หลักสูตรต่าง ๆ ที่เราใช้จะต้องมีการปรับปรุงอยู่เสมอ วิธีการต่าง ๆ ที่เราใช้ในอดีต ก็จะต้องปรับปรุงอยู่เสมออย่าไปยึดถือของเก่า ๆ และมิใช่ว่าของเก่า ๆ หรือความคิดเก่า ๆ นั้นจะไม่ดี หลายอย่างเป็นสิ่งที่ดี และเป็นสิ่งที่ถูกต้องกับสภาวการณ์ เมื่อ ๑๐ ปี ๓๐ ปี ที่แล้ว แต่ปัจจุบันเราจะต้องคิดกันว่าทำอย่างไรที่จะจัดวางโครงสร้าง วางระบบ วิธีการต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ปัจจุบันและเหมาะสม สอดคล้องกับทิศทางของสังคมไทยที่จะเดินไปข้างหน้า ในระยะ ๑๐ ปี ๒๐ ปี ข้างหน้า

     สังคมไทยจะต้องมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรม ให้ยกระดับคุณภาพที่สูงขึ้น สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้มากขึ้น โดยมี “กลไกทางเศรษฐกิจ” ให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น รวมทั้งต้องมีการสร้าง “กลไกทางสังคม” ในการสร้างกระแสจิตสำนึกความรับผิดชอบทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละคน แต่ละครอบครัว แต่ละชุมชนดี ขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนในสังคมมีความสุขร่วมกัน

     ผมยอมรับครับ การเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของง่าย จะต้องใช้เวลา ๑๐ ปี ๒๐ ปี แต่ถ้าหากเราไม่เริ่มต้นวันนี้ เราจะถ่วงไปเรื่อย ๆ การเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาคุณภาพคนและสังคมอย่างสงบก็ยิ่งเป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน เราอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เราจะต้องมีการสร้าง “กระแสของสังคม” ให้มีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์ใจ และบนพื้นฐานของการที่ไม่มีอคติไม่ว่าทั้งในสิ่งเก่า ๆ หรือสิ่งใหม่ ๆ

     สุดท้ายที่ผมอยากจะกล่าวต่อไปคือ แม้เราจะมีการร่างแผนพัฒนาคนและสังคมออกมาสวย เป้าหมายสวย มีแผนงานสวย แต่ถ้าเรายังใช้กลไกรัฐบาลที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนและสังคม ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาฯ สาธารณสุข มหาดไทย กระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ยังไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานใหม่ รวมทั้งยังไม่เปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชนในท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเอกชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมกันคิด ร่วมกันทำอย่างจริงจังแล้ว การพัฒนาคนและสังคมตามแผนที่ได้มีการร่างกันไว้ ก็คงอยู่แต่ในความฝันเท่านั้น

     สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยุคใหม่ ได้หันมาให้ความสนใจในเรื่องการพัฒนาคนและสังคม และได้เชิญผมมาเป็นประธานอนุกรรมการชุดนี้ ซึ่งคณะอนุกรรมการได้ช่วยกันร่างแผนพัฒนาคนและ สังคมที่ดีมากออกมาฉบับหนึ่ง จะใช้เป็นแนวทางหลักของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ ต่อไป แต่แผนนี้จะได้รับการนำไปปฏิบัติมากน้อยแค่ไหนคงเป็นเรื่องที่เราจะต้องติดตามผลให้ชัดต่อไป

     ผมอยากจะขอฝากข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้ให้ท่านไปประกอบการพิจารณาและคิดต่อไป เพื่อความยั่งยืนสถาพรของสังคมไทยด้วยครับ

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำกราบบังคมทูลรายงานสรุปการสัมมนา
“ปัญหาท้าทายสังคมไทย: ใครจะได้อะไร? อย่างไร?”
ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ในการประชุมวิชาการประจำปี ๒๕๓๖
วันเสาร์ที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๓๖

ขอกราบพระราชทานกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองพระบาท

ข้าพระพุทธเจ้า นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ขอพระราชทานพระราชวโรกาสกราบบังคมทูลรายงานสรุปการสัมมนาประจำปี ๒๕๓๖ ดังต่อไปนี้

การประชุมครั้งนี้ได้ระดมความคิดจากหลายฝ่าย ภาคแรกเป็นการพิจารณาถึงผลกระทบทางสังคมวัฒนธรรมของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดในสังคมไทย ช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมาและแนวโน้มในอนาคต ส่วนภาคที่สองเป็นข้อเสนอในเชิงนโยบาย

ภาคแรกนั้นพอสรุปได้ดังนี้

ในช่วงเวลาประมาณสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลกอย่างเต็มตัว ยังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ไพศาลต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย รัฐบาลไทยเร่งรัดให้สังคมไทยกระโจนเข้าไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม เร่งสร้างความปรารถนาให้คนไทยทั่วไปมีชีวิตอย่างทันสมัยตามอย่างสังคมตะวันตก

ผลกระทบทางสังคมได้หยั่งลึกลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วโดยเฉพาะในชนบท สังคมชนบทที่เคยเลี้ยงตัวเองได้ด้วยทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ และมีพลังในการดูแลสวัสดิภาพชีวิตของตนเอง เปลี่ยนบทบาทมาอยู่ที่ท้ายขบวน คอยเป็นบริวารให้แก่ภาคอุตสาหกรรม และระบบเศรษฐกิจเชิงทุนนิยม การผลิตเชิงพาณิชย์มีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ชาวชนบทสามารถพึ่งพิงตนเองได้น้อยลงทุกที

จากเนื้อหาของรายงานและการอภิปราย พอสรุปได้ว่าประเด็นของผลกระทบที่สำคัญทางสังคมมีดังนี้

  1. การเสื่อมสลายของสถาบันสังคมในท้องถิ่น
  2.      ในชนบทไทยสมัยก่อน สถาบันทางสังคมในแต่ละท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการสร้างและพิทักษ์รักษาคุณภาพชีวิตของผู้คน หมู่บ้านในภูมิภาคต่าง ๆ จะมี “แก่บ้าน” บ้าง ผู้อาวุโสในหมู่บ้านบ้าง เป็นผู้นำที่ลูกหลานในหมู่บ้านเชื่อฟัง และให้ความเคารพยำเกรง มีการจัดการรักษา และการแบ่งปันการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การใช้ป่า แหล่งน้ำ และที่ดิน นอกจากนั้นโครงสร้างครอบครัว ความเป็นญาติกัน และการพึ่งพากันและกันในขั้นตอนต่าง ๆ ของการทำการเกษตร ได้มีส่วนสร้างระเบียบในการดำเนินชีวิตของชุมชน และเป็นสายใยให้เกิดความเอื้ออาทรระหว่างชาวบ้านด้วยกัน

         สถาบันสังคมเหล่านี้ ล้วนเสื่อมกำลังลง “แก่บ้าน” ถูกแทนที่ด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อาวุโสกลายเป็นคนเชยไม่ทันสมัย ครอบครัวและเครือญาติถูกกระทบจนระส่ำระสาย เมื่อไม่สามารถเลี้ยงตัวได้ด้วยการเกษตร และสมาชิกต้องออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน

  3. คนบางกลุ่มประสบชะตากรรมที่ลำบากมากขึ้น
  4.      ผู้หญิงเคยมีตำแหน่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อชีวิตของหมู่บ้านในชนบท เนื่องจากในอดีต เขย มักจะย้ายมาอยู่ในบ้านของพ่อตา และทำนาในที่ของผู้หญิง ผู้หญิงจึงเป็นตัวเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างญาติภายในหมู่บ้าน แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมและการเติบโตของเมืองนั้น อาศัยแรงงานของผู้หญิงในชนบท มาทำงานโรงงาน เป็นโสเภณีและงานบริการต่าง ๆ สูงมาก ในกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้หญิงซึ่งเคยเป็นคนสำคัญของหมู่บ้าน ต้องกลายมามีสถานภาพอันต่ำต้อย ในสถานบริการทางเพศบ้าง โรงงานบ้าง ทำงานในสภาพที่เลวร้ายและเก็บรายได้อันน้อยนิดส่งให้พ่อแม่ในชนบทเพื่อทดแทนบุญคุณ

         นอกจากผู้หญิงแล้ว ชาวนารายเล็ก ก็เป็นกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในฐานะลำบาก การผลิตที่นับวันแต่จะใช้ทุน ทำให้พวกที่มีทุนเดิมอยู่แล้วปรับตัวได้ดีกว่า ชาวนารายเล็กจึงประสบปัญหามาก และรายที่ปรับตัวไม่สำเร็จก็จะสูญเสียที่ทำกิน กลายเป็นแรงงานรับจ้างในชนบทและในเมืองต่อไป

  5. การเกิดขึ้นของคนกลุ่มใหม่ในสังคม
  6.      ในขณะที่คนบางกลุ่ม เป็นผู้อาวุโสของหมู่บ้าน ผู้หญิงหรือชาวนาเล็ก ๆ ที่เคยมีบทบาทสำคัญในชีวิตชนบท ถูกเบียดจนตกเวทีไปก็มี คนอีกกลุ่มหนึ่งที่โตขึ้นมา คนเหล่านี้คือ “เจ้าพ่อ” ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น พ่อค้าหรือนักลงทุน เจ้าพ่อเหล่านี้มักจะพัฒนาเครือข่ายความสัมพันธ์และมีลูกน้องอยู่ในตำบลและหมู่บ้านต่าง ๆ เจ้าพ่อเป็นผู้ที่สามารถสะสมความมั่งคั่งขึ้นมา ในช่วยการพัฒนา และเป็นผู้ที่ชาวบ้านจำเป็นต้องพึ่งพิง เนื่องจากการขยายตัวของรัฐเข้าไปในหมู่บ้านนั้น เป็นการขยายเพื่อนำเอาทรัพยากร มาเป็นประโยชน์แก่ภาคอุตสาหกรรมและคนในเมือง แต่มิได้ขยายเพื่อดูแลสวัสดิการแก่ชีวิต ของคนชนบท

         ทางด้านในเมืองซึ่งเป็นหัวขบวนของการพัฒนานั้นคนกลุ่มสำคัญที่เติบโตขึ้น คือคนชั้นกลาง คนชั้นกลางนี้มีหลายอาชีพ หลายระดับฐานะ เช่น นักอุตสาหกรรม นักธุรกิจ นักวิชาชีพ ผู้มีการศึกษาและมีทักษะที่เป็นที่ต้องการสำหรับชีวิตใหม่ คนเหล่านี้เป็นผลผลิตของความทันสมัย มีความปรารถนาและความสามารถในการสะสมความมั่งคั่งสูง รวมทั้งได้พัฒนาวัฒนธรรมของกลุ่มตน เช่น การให้คุณค่าแก่ความเป็นส่วนตัว การมีชีวิตที่อิสระจากชุมชน เครือญาติซึ่งเป็นวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่งที่มิได้มีรากมาจากวัฒนธรรมของสังคมเกษตร คนชั้นกลางได้มีบทบาทในการปรับเปลี่ยน ระบบการเมืองให้เปิดกว้างเสรีขึ้น และได้เข้าไปมีบทบาทในการบริหารประเทศผ่านทางระบบการเมืองและการเลือกตั้ง โลกทัศน์และวัฒนธรรมที่มีความเป็นสากลสูง กำลังแพร่หลายออกไปยังคนกลุ่มอื่น

  7. ช่องว่างที่มีหลายมิติ

     สังคมไทยภายหลังสี่ทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นสังคมที่มีช่องว่างในหลาย ๆ ด้านทางด้านสังคมเศรษฐกิจนั้น ช่องว่างระหว่างรายได้และโอกาสในชีวิต ระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตร ระหว่างเมืองกับชนบทนั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่ แต่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนไทยได้ทำให้เกิดช่องว่างที่น่ากลัวอีกชนิดหนึ่ง คือ ช่องว่างระหว่างทัศนะที่ใช้ในการมองโลก และการให้คุณค่ากับสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกัน คนชนบทในอดีตให้ความสำคัญแก่ พี่น้องพรรคพวกผู้ใหญ่ เพราะการดำเนินชีวิตของพวกเขาต้องพึ่งพิงคนเหล่านี้ ในขณะที่คนชั้นกลางในเมืองให้ความสำคัญกับตัวเอง หรือหลักการความถูกต้อง ซึ่งจำเป็นในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ ช่องว่างทางความคิดนี้เป็นที่มาของความขัดแย้งหลายประการในสังคมไทยปัจจุบันเช่น ความขัดแย้งว่าการเมืองไทยควรจะมีลักษณะอย่างไร การพัฒนาประเทศต่อไปควรจะมีแนวทางอย่างไร ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมควรได้รับการทะนุบำรุงอย่างไร

      ความอยุติธรรมอย่างยิ่งในสังคมไทย คือ การที่สามารผูกขาดทัศนะในการมองโลกได้ ในขณะที่ทัศนะของคนบางกลุ่มถูกเพิกเฉยละเลยโดยสิ้นเชิง

     ในภาคที่สองของการสัมมนา เป็นการนำเสนอภาพของอนาคตและข้อคิดเกี่ยวกับการวางนโยบายสำหรับอนาคตทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคม กฎหมายและการเมืองซึ่งมีข้อสรุปดังต่อไปนี้

     ทางด้านเศรษฐกิจนั้น เศรษฐกิจโลกมีผลกระทบ ไม่เฉพาะแต่เศรษฐกิจไทยเท่านั้น แต่จะกระทบพฤติกรรมทางการเมืองด้านนโยบาย และโยงต่อไปถึงด้านอื่น ๆ ด้วย ผลกระทบจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในสังคมไทยนั้น แตกต่างกันในกลุ่มคนต่าง ๆ เช่น คนชนบท คนเมือง คนจน คนรวย ดังนั้นนโยบายการพัฒนาต้องเปิดโอกาส “ทางเลือก” ให้แก่กลุ่มคนที่ขาดศักยภาพและโอกาสที่จะได้รับประโยชน์เต็มที่

     ทางด้านสังคมการเสื่อมกำลังของชุมชนและครอบครัว เรียกร้องให้รัฐมีบทบาทในการจัดการ สวัสดิการสังคม แต่ที่ผ่านมานโยบายสวัสดิการสังคมไม่ได้รับการตอบสนองในระดับการปฏิบัติ จึงควรส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดองค์กรประชาชน ที่เป็นอิสระจากราชการควรมีการกระจายอำนาจให้ชุมชนและประชาชนในท้องถิ่น ในด้านการบริหารการคลัง สวัสดิการ และการเมืองท้องถิ่น

     ทางด้านกฏหมายที่ผ่านมากฏหมายไทยเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มคนที่มีอำนาจต่อรองสูง ข้อเสนอในการปรับปรุง คือประการแรก กฎหมายน่าจะมีบทบาทในการกำหนดกรอบการสร้างกติกาที่เป็นธรรมในสังคม ประการที่สอง จะต้องมีการขยายการมีส่วนร่วมของคนหลายกลุ่มมากขึ้นในการออกกฎหมาย ประการที่สาม ทั้งตัวบทกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมควรมีความโปร่งใสมากขึ้น

     ทางด้านการบริหารราชการ การทำงานของราชการยังมีความเป็นเอกเทศสูง ขาดความโปร่งใสและขาดการตรวจสอบจากภายนอก ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจและธุรกิจ ตลอดจนความซับซ้อนทางเทคนิคของกิจการงานต่าง ๆ ก่อให้เกิดปัญหาในการทำงานของราชการ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงคุณภาพความรู้ประสิทธิภาพและค่าตอบแทนของราชการ

     การสัมมนาเช่นนี้ย่อมมีข้อจำกัด เนื่องจากประเด็นทางสังคมมีเนื้อหากว้างขวางมาก ขีดจำกัดทางด้านเวลาและรูปแบบของการประชุม ย่อมทำให้ไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันและยังไม่สามารถหาวิถีทางปฎิบัติอย่างชัดเจนได้

     แต่การสัมมนานี้ ก็ได้ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาที่ผ่านมานั้น ได้สร้างความทันสมัยและชีวิตที่สะดวกสบายอิสระเสรีขึ้น แต่ก็ได้สร้างช่องว่างอันล้ำลึก ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมขึ้นในสังคมไทย และเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องนำไปถกเถียงอภิปรายต่อไปอีกในวงการต่าง ๆ

     บัดนี้ได้วาระอันเป็นอุดมฤกษ์แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระราชวโรกาสพระราชทานพระราโชวาท เพื่อเป็นศิริมงคลและเป็นแนวทางปฏิบัติให้เกิดผลและเพื่อปิดการประชุมในครั้งนี้

     ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำบรรยายพิเศษ
ของ นายอานันท์ ปันยารชุน
เรื่อง บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อมวลชน
วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๙
ณ โรงแรมสยามซิตี้ ถนนศรีอยุธยา

ขอเริ่มด้วยการทบทวนความเป็นมาของสื่อ ในความหมายของสื่อทางเดียวสู่มวลชนคือหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ยังไม่ถึงสื่อสมัยใหม่ระดับอินเทอร์เน็ต

สื่อหนังสือพิมพ์ จัดว่าเป็นสื่อสู่มวลชนที่มาก่อน เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เริ่มมีภาษาเขียนซึ่งอาจจะเขียนบนปล้องไม้ไผ่อย่างจีน บนผ้า บนหิน บนกระดาษ ซึ่งเมื่อเขียนแล้วก็คงต้องแขวนหรือตั้งไว้ในที่ที่สามารถให้คนอื่นหลายคนเห็นและอ่าน ในปี ค.ศ. ๑๕๖๒ ได้มีการพัฒนาการพิมพ์ตัวอักษรขึ้น เริ่มมีสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นการเผยแพร่ที่ผู้อ่านไม่ต้องมาอ่านในสถานที่ที่ให้สื่อ สามารถนำไปอ่านที่อื่นได้ และเริ่มมีสังคมผู้สร้างสื่อ (Agent France Presse) ในปี ๑๘๓๒ และมี AP, UPI, Reuters ตามมาภายหลัง จนหนังสือพิมพ์เป็นสิ่งที่ทั่วโลกใช้เป็นสื่อตลอดมาจนปัจจุบัน เป็นประสบการณ์ ๓๐๐ กว่าปี

ในต้นศตวรรษที่ ๒๐ ตั้งแต่ปี ๑๙๙๐ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกิดมีความเจริญขึ้นยิ่งใหญ่คือเป็นยุคของไอน์สไตน์ เอดิสัน เกิดมีไฟฟ้าใช้ ทำให้เกิดหลอดวิทยุสูญญากาศและเกิดสื่อวิทยุคลื่นกระจายเสียงในปี ๑๙๐๖ ใช้ในกรณีติดต่อในการเดินเรือ จนเป็นการกระจายเสียงสู่มวลชนในปี ๑๙๒๔ นับว่าชาวโลกมีประสบการณ์กับสื่อทางวิทยุมาประมาณ ๗๕ ปี

ไม่นานหลังจากการมีหลอดวิทยุสูญญากาศ ในปี ๑๙๓๐ บริษัท Dumont ก็พัฒนาหลอดภาพ ทีวีขึ้นในห้องปฏิบัติการ ทำให้เกิดสื่อกระจายภาพ หรือทีวี ในปี ๑๙๓๗ วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีของ ทีวี จากขาวดำเป็นทีวีสี เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นับว่าชาวโลกมีประสบการณ์กับสื่อมาประมาณ ๖๐ ปี

หนังสือพิมพ์ก็ดี วิทยุก็ดี และทีวี ได้พัฒนาขึ้นเพื่อรับใช้มวลชนในแง่การให้ข่าวสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์ พัฒนามาจากการแจ้งข่าวหรือประกาศในสถานที่ชุมชน จนเป็นการพิมพ์

แพร่ทั่วไป สิ่งที่สื่อคือข่าวสาร ต่อมาจึงมีการโฆษณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งขายยา ตามด้วยการขายผลิตภัณฑ์ทำนา เครื่องจักร เสื้อผ้า และสินค้าอื่น ๆ ซึ่งทำให้เกิดรายได้ต่อผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ เมื่อความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น หนังสือพิมพ์ก็มีข่าวสังคม การเมือง และบันเทิงตามมา

ปัจจุบันหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยที่มีจำนวนขายมากที่สุด จะมีจำนวนหน้าเสนอเรื่องประเภท “ละครน้ำเน่า” วงการดารา กีฬา โฆษณา และพาดหัวด้วยข่าวการเมืองและอาชญากรรม สำหรับสื่อวิทยุ นอกจากวิทยุ จส. ๑๐๐ สถานีอื่นใช้เวลาส่วนมากในการกระจายเสียงเพลง สัดส่วนของข่าวสารหรือโปรแกรมที่มีสาระอยู่บ้าง เป็นสัดส่วนเวลาที่น้อย นอกจากสถานีที่รัฐต้องการใช้ให้เป็นเพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ากำลังถูกเปลี่ยนแปลงบ้างแล้วในปัจจุบัน ดังนั้นพอจะสรุปคร่าว ๆ ได้ว่า ในเรื่องของ ปริมาณ ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับสื่อเกี่ยวกับการบันเทิงและละครน้ำเน่า กีฬา อาชญากรรม การเมือง และการโฆษณาต่าง ๆ จากสื่อทุกประเภทมาก แต่ข่าวสารด้านการศึกษา ความรู้ต่าง ๆ เชิงการพัฒนาทางสมองและจิตใจมีสัดส่วนปริมาณน้อยมาก

ทางด้านคุณภาพเล่า? สื่อสิ่งพิมพ์ เราอ่านข้อความและเห็นภาพนิ่ง สื่อวิทยุเราได้ยินได้ฟัง แต่ไม่เห็น สื่อโทรทัศน์เราได้ฟังและเห็น และได้เห็นภาพที่ไม่ใช่ภาพนิ่ง มีสีสันเหมือนธรรมชาติและชีวิตจริง หรืออาจจะเป็นภาพลวงตาที่จำลองโดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เรียกกันว่า Multimedia virtual reality ดังนั้นคุณภาพในด้านความสามารถของสื่อ ที่จะส่งสื่อเข้าสู่ความสัมผัสของเรานั้น สามารถทำได้อย่างได้ผลที่สุด ถึงขนาดให้ผู้รับสื่อติดใจ เสียเวลารับสื่อเพิ่มขึ้นมาก และเรียกได้ว่าอยู่ภายใต้อานุภาพ การจูงใจของสื่อระดับเสพติด ซึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือสื่อทางทีวีนี้เอง ตามด้วยสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งเริ่มจะมีรูปประกอบเชิงโหดร้ายและเย้ายวนแบบใหม่ ๆ ขึ้นมามาก แต่สื่อวิทยุก็มีผู้ฟังติดเป็นรายการ ๆ ไปเหมือนกัน

อานุภาพของสื่อเป็นความจริงที่แจ่มชัดขึ้นมาก ผู้ใดเป็นผู้ผลิตสื่อจึงเป็นผู้ที่มีอานุภาพสูงต่อปวงชน เพราะผู้รับสื่อมีพฤติกรรมเป็นผู้รับ “ของแจกฟรี” ทางวิทยุ และทีวีจนติดเป็นกิจวัตร และซื้อหนังสือพิมพ์ได้ในราคาไม่แพง คนจนมีสิทธิ์รับการบันเทิงและเลือกอ่านส่วนที่เขาชอบได้ดังนั้น การ “ขาย” สินค้าก็ดี ความคิดความเห็นก็ดี วัฒนธรรม จรรยาระบบใหม่ก็ดี จึงเป็นไปโดยกระบวนการซึมเข้าไปในความคิดและจิตใจของผู้บริโภคสื่อได้โดยผู้บริโภคไม่ตระหนักและคล้อยตามไปได้ง่าย แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีไทยในปัจจุบันก็ได้ว่าจ้างให้ผู้เชี่ยวชาญทางสื่อ เป็นผู้จัดการ “ขาย” ภาพพจน์ของตน เพราะเห็นความสำคัญในอิทธิพลของสื่อ

บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อมวลชนอยู่ที่ไหน? ผู้ผลิตโปรแกรมต่าง ๆ ของสื่อ ไม่ว่าจะเป็นทีวี โปรแกรมรายการในวิทยุหรือข่าวสาร บทความในหนังสือพิมพ์ เป็นผู้ทรงอานุภาพในการปั้นแต่งความเชื่อ ความคิดของผู้บริโภคสื่อ รัฐควรจะยอมให้ผู้ผลิต/ดำเนินรายการสื่อมีสิทธิเสรีภาพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ตามหลักเกณฑ์แล้วผู้ผลิต/ดำเนินรายการสื่อ ควรจะมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ ปราศจากการควบคุมของรัฐซึ่งรัฐเองก็มีสิทธิ “ขาย” หรือแจกสิ่งที่จะเป็นสื่อต่อมวลชนได้เองด้วยแล้ว

ผู้ผลิตและดำเนินรายการสื่อ สมควรที่จะมีอานุภาพเต็มที่หรือไม่ เป็นประเด็นที่เราควรขบคิดกันอย่างผู้ใหญ่ เราไม่อยากเห็นเด็กอ่อนมีสิทธิเสพสุราด้วยเหตุผลใดหรือผู้ที่ผลิตและดำเนินรายการสื่อยังเป็น “เด็ก” อยู่หรือไม่ ใครจะเป็นผู้มอบสิทธิ ความรับผิดชอบหน้าที่ให้แก่ผู้เป็นสื่อมวลชน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลว่าเขาเป็น “ผู้ใหญ่” พอเราคงเห็นชอบในหลักการว่า เขาควรจะควบคุมกันเอง หรือให้เป็นการแข่งขันว่าใครดีไม่ดี เป็นกระบวนการที่ทำให้สื่อมวลชนที่ไม่ดี ไม่มีความรับผิดชอบนั้น ค่อย ๆ หายไปเอง ในทางปฏิบัติจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ เมื่อเร็ว ๆ นี้หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง นำรูปอนาจารของผู้หญิงที่ถูกอ้างว่าเป็นดาราชื่อดังผู้หนึ่งมาลงในหน้าปกนั้น สะท้อนความรับผิดชอบของผู้ผลิตสื่อในเชิงสร้างสรรค์หรือไม่?

ประเทศไทยเคยมีระเบียบ แบบแผน วัฒนธรรม จริยธรรม ของไทยเองที่กำลังถูกเปลี่ยนแปลงโดยสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน สื่อภาพในเชิงโหดร้ายทารุณและลามกมีแพร่เพิ่มขึ้น การแต่งตัว ความคิด ความเชื่อถือ กำลังถูกอานุภาพสื่อคอยดัดแปลงให้เปลี่ยนไปในทางดีบ้างไม่ดีบ้าง ทั้งนี้แล้วแต่รากฐานความเชื่อถือของแต่ละบุคคล แต่แน่ละ รากฐานและความเชื่อถือของผู้ผลิต ผู้ดำเนินรายการสื่อเป็นปัจจัยสำคัญกว่าเราท่านธรรมดา ซึ่งไม่มีอานุภาพของสื่ออยู่ในมือ ดังนั้นเราท่านทุกคนที่มิได้เป็นผู้ผลิตหรือดำเนินรายการย่อมมีความรู้สึกเป็นห่วง อยากเห็นคุณภาพของสื่อที่ “แจก” ไปให้แก่ผู้บริโภคสื่อนั้น เป็นของที่ทรงอานุภาพในทางที่ดีหรือเรียกว่ามีคุณภาพ มีธรรมชาติไปในเชิงสร้างสรรค์ มิใช่ “ขาย” หรือ “แจก” สื่อไปในทางลบ โดยอ้างว่าเป็นเพียงต้องการสะท้อนสถานะภาพของสังคม โดยการเสนอรายการที่ทำให้สิ่งที่ไม่ดีเด่นชัดขึ้น

เป็นที่น่าสังเกตว่า สิ่งที่ดีให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่ค่อยปรากฏในสื่อสู่มวลชนในปัจจุบันเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา ความรู้ในธรรมชาติ การฝึกฝนให้ใช้ความคิดและเหตุผลฯลฯ มักไม่ได้รับโอกาสเป็นสื่อที่ควรให้แก่ผู้บริโภค ผู้ผลิตและดำเนินรายการจะอ้างว่าเพราะผู้บริโภคที่สนใจมีจำนวนน้อย แท้จริงแล้วผู้ผลิต/ดำเนินสื่อที่ตัวเองสนใจในด้านการศึกษาความรู้วิทยาศาสตร์การฝึกฝนเหตุผลต่างหากที่มีจำนวนน้อย เราน่าจะคิดว่าหากเราให้สื่อประเภทสร้างสรรค์ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะสร้างจำนวนคนที่สนใจรับมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทำนองเดียวกัน หากผู้ผลิต/ดำเนินรายการสื่อยัง “ขาย” หรือ “แจก” สื่อที่ในทางบันเทิง วัฒนธรรม และความคิดต่างชาติ อาชญากรรมและการเมืองประเภทสกปรก ผู้บริโภคสื่อคือประชาชนที่มีแนวโน้มในเชิงลบอยู่แล้วก็จะมีมากขึ้นและรุนแรงขึ้น เพราะถูกกระตุ้นโดยซาบซึมทีละน้อยตลอดเวลา อีกประการหนึ่งผู้ผลิตสื่อจำนวนมากไม่สามารถหรือไม่เคารพในหลักเกณฑ์อาชีพของนิเทศศาสตร์ ในการแยกความจริง/ข้อมูลจากความเห็นของตน ทำให้สื่อที่ออกไปเป็นปัญหาของประเทศ ที่ประชาชนอาจถูกแบ่งแยกในแนวคิดโดยอานุภาพของผู้ผลิตสื่อที่ “แจก” ความเห็น แทนที่จะให้ข้อมูลหรือความจริง

ปัจจุบันระดับการศึกษาเฉลี่ยของประเทศไทยยังอยู่ในระดับการศึกษา ๔ ปี ส่วนมากอยู่ในระดับเพียงพออ่านออกเขียนได้ แต่ไม่มีความรู้เชิงตรรก วิทยาศาสตร์และความรู้พื้นฐานอื่น ๆ อีกมาก ความรู้ความคิดของเขาเหล่านั้นหลังจากการเรียนในโรงเรียนจะเพิ่มพูนขึ้นได้จากประสบการณ์ชีวิตของเขาเองและจากสื่อมวลชน จึงไม่เป็นที่แปลกใจว่า ตราบใดที่สื่อมวลชนยังเสนอสื่อทางไสยศาสตร์ ความเชื่อโชคลางของขลัง มวลชนชาวไทยก็ไม่สามารถตามวิวัฒนาการของมนุษย์ชนชาติอื่นในด้านความคิดที่มีเหตุผล รับรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในส่วนที่สมควรมาเป็นปัจจัยที่ทำให้การครองชีพดีขึ้นได้ การที่ไม่มีพื้นความรู้ทางธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ทำให้ชาวไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิด เห็นโทษเป็นคุณ เห็นคุณเป็นโทษในกรณีที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ในกรณีนี้ปัญหาที่ใหญ่กว่าการที่ประชากรไทยมีการศึกษาเฉลี่ยเพียง ๔ ปี ก็คือปัญหาที่ประชาคมสื่อมวลชนเอง มิได้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่าที่ควร จึงไม่สามารถที่จะผลิตสื่อหรือดำเนินรายการในเชิงสร้างสรรค์ อธิบายความรู้ให้แก่ประชาชนได้ ในกรณีตัวอย่างที่ ดร. วิโรจน์ กล่าวถึง (ในการกล่าวนำประเด็นปัญหา) ว่า โปรแกรมทีวี ช่อง ๑๑ เมื่อ เวลา ๗.๑๖ น. ของวันที่ ๒๒ มกราคมศกนี้นั้น สอนเด็กประถมต้นให้ท่องว่า “มลภาวะเกิดจากความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เป็นต้น ซึ่งเป็นสื่อที่ไม่ค่อยตรงกับความเป็นจริงและความถูกต้อง และไม่สร้างสรรค์ แทนที่จะชี้ว่ามลภาวะเกิดจากความไม่รับผิดชอบของผู้ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบางคนให้เห็นข้อแตกต่างว่า การใช้ไฟเพื่อหุงต้มหรือเผาบ้าน มิใช่ความถูกผิดของไฟ แต่เป็นความรับผิดชอบของผู้ใช้ไฟ

เนื่องจากท่านเป็นผู้ผลิตหรือดำเนินงานสื่อ เป็นผู้สอนที่มีอานุภาพยิ่ง การมีบทบาทเป็นผู้สอนที่ท่านปฏิบัติอยู่โดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม โดยเป็นธรรมชาติของสื่อสู่มวลชนนั่นเอง และประชาชนเป็นนักเรียนของท่านจวบชั่วชีวิตของเขา ดังนั้น วิวัฒนาการของประเทศไทยตกอยู่ในอำนาจของท่านผู้ผลิตหรือดำเนินงานสื่อ มากกว่าอำนาจอื่นของรัฐเสียอีก เพราะท่านกำลังให้ความรู้ ความคิดต่อประชาชน โดยกระบวนการแทรกแซง ซาบซึมผู้รับไม่รู้ตัว บทบาทของท่านแท้จริงมิใช่เพียงสะท้อนสังคม แต่เป็นบทบาทของการปั้นแต่งความรู้ ความคิดของชาติ ผมจึงหวังว่าการสัมมนาในวันนี้ คงจะทำให้ท่านตระหนักถึงความรับผิดชอบและหน้าที่อันควรของท่าน เราชาวไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มชนที่พยายามพัฒนาประเทศผ่านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอฝากความหวังไว้กับท่านที่จะช่วยกันในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้ประชาชนสามารถมีความรู้ มีปัจจัยเหตุผลที่จะรวมแรงใจกันพัฒนาประเทศในบรรยากาศของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่กำลังจะครอบคลุมประชากรทั้งโลกให้เทียมหน้าประเทศอื่นในสังคมโลกต่อไป

รวมปาฐกถาภาษาไทย

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
วันศุกร์ที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๓
นายอานันท์ ปันยารชุน
วิพากษ์สื่อมวลชนไทย
เรียกหาคุณธรรม-จริยธรรม

หมายเหตุ – คำปาฐกถาพิเศษ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อเรื่อง สื่อมวลชนกับธรรมาภิบาล ให้กับมูลนิธิอิศรา อมันตกุล ณ หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเย็นวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๓

หัวข้อแรก ที่จะพูดคือเรื่องสื่อมวลชนกับสังคมไทย สื่อนั้นผมด่ามาเยอะแล้ว ส่วนสังคมไทยผมมองว่าคนไทยเป็นคนใจแคบ ถ้าใครเห็นว่าใครคิดไม่ตรงกันก็มักคิดว่าเป็นศัตรู ผมก็พอมีศัตรูอยู่บ้างทั้งในที่ทำงานเดิม ที่กระทรวงการต่างประเทศและวงการธุรกิจ แต่ผมไม่ได้หวังร้ายกับใคร ใครจะเลือกเป็นมิตรก็ถือเป็นคุณ แต่ถ้าจะเลือกเป็นศัตรูกับผม ผมก็ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงเขาได้     

ในเรื่องธรรมาภิบาล ช่วง ๔ - ๕ ปีที่ผ่านมา ผมพูดมาตลอด จนถูกมองว่ารับเอาความคิดจากเมืองนอก เพราะไปอยู่มานานจนทำให้ไม่รู้จักสังคมไทย ในช่วงเดินทางกลับมาจากเมืองนอกใหม่ ๆ มีคนบอกว่าจะหางานทำได้อย่างไร

เมืองไทยมีปัญหาเรื่องแปลภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย เพราะเราติดที่จะแปลเป็นภาษาบาลีเป็นภาษาสันสกฤต

     ผมเดินทางไปลาวเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน แวะร้านอาหารและสั่งวิสกี้ชื่อ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ มาดื่ม ผมสั่งทับศัพท์ไปเลย แต่บริกรของลาวเขาเรียกวิสกี้นี้ว่า จอห์นนี่ย่างก้าว

ระหว่างที่อยู่ในลาว ได้เรียนรู้คำศัพท์อื่น ๆ อีกเยอะจนคิดว่าราชบัณฑิตของไทยน่าจะไปดูงานที่ลาวด้านการแปลภาษา     

ผมมองว่าในเรื่องธรรมาภิบาลนี้ไทยเป็นผู้วิวัฒนาการมาก่อนประเทศตะวันตก โดยดูตั้งแต่การปกครองสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ผูกกระดิ่งไว้หน้าพระราชวังให้ประชาชนมาร้องทุกข์ และสมัยต่อมาพัฒนาการมาเรื่อย ๆ แสดงให้เห็นว่า กษัตริย์ของไทยตระหนักว่า การทำตามใจตัวเอง ไม่เปิดใจให้กว้างรับข้อมูลจากแหล่งอื่น ไม่ใช่การบริหารที่ดี และหากศึกษาให้ดีแล้วหลักทศพิธราชธรรม เป็นหลักความโปร่งใส เข้าถึงข้อมูลที่ดี เป็นหลักการในการนำเรื่องคุณธรรม จริยธรรมมาใช้

เราไม่ได้นำเรื่องธรรมาภิบาลจากต่างประเทศ หลายครั้งคนไทยเราลืมของดี ๆ ที่มีอยู่ในประเทศชอบเห่อแต่ของนอก แม้แต่ระบอบประชาธิปไตยก็ไปรับมาจากเมืองนอก แต่รับมาเพียงรูปแบบไม่ใช่ดูแก่นสารว่าสาระจะใช้อย่างไร เรื่องนี้คงสะท้อนมาจากอุปนิสัยคนไทยนั่นเอง

ผมไม่ได้ศึกษาความเป็นมาของมูลนิธิอิศรา อมันตกุล เพราะไปเรียนต่างประเทศมานานจึงไม่แตกฉานเรื่องงานเขียนของคนไทย แต่มีพ่อเป็นนักหนังสือพิมพ์ได้เล่าเรื่องความปราดเปรื่อง ความอิสระมีศักดิ์ศรีของนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนหลายคน เช่น นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ สำหรับนายอิศรา อมันตกุล นั้น ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย รักประชาชน ซึ่งนับวันคนไทยจะขาดหายตรงนี้

ทุกวันนี้ คนรักสถาบันพระมหากษัตริย์ ชาติ และศาสนา เป็นเรื่องถูกต้อง แต่พวกเราลืมประชาชน การลืมประชาชนนั้นไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่เกิดมาตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่คณะราษฎร์อาจไม่ได้ตั้งใจแต่ในช่วงหลัง ๆ ทั้งข้าราชการจนกระทั่งนักการเมือง นักธุรกิจ ลืมประชาชน แม้แต่สื่อมวลชนเองก็ลืมประชาชนด้วย แม้ว่าจะมีบ่อยครั้งมีคนแอบอ้างว่าทำเพื่อประชาชนโดยบอกว่า ผมเป็นลูกชาวนาเกิดมาบนความยากจน เพราะฉะนั้นอย่ามาถามผมว่าความจนเป็นอย่างไร     

ผมเป็นคนค่อนข้างช่างสังเกต นิสัยตรงนี้ทำให้ผมถึงอะไรหลายอย่าง เช่น ถึงสัจธรรม คุณธรรมและจริยธรรม

ความรักประชาชนเป็นสิ่งที่เราต้องเร่งเสริมสร้างขึ้นมาใหม่ โดยเรารักประชาชนก็ต้องรักตัวเองด้วย แต่ไม่ใช่ว่ารักเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่เป็นการรักประชาชนในฐานะที่เขาเป็นมนุษยชนด้วยกัน

สื่อมวลชนในความหมายของผมคือสื่อที่จะเสนอข่าวสาร แต่คำว่าข่าวสารเข้าใจง่าย บางครั้งปฏิบัติยาก เนื่องจากข่าวสารขึ้นอยู่กับผู้ที่มองสถานการณ์นั้น ๆ ไม่ว่าจะในรูปหรือมุมมองใดก็ตาม แม้จะมองต่างมุม ในสถานการณ์เกิดขึ้นนั้นต้องอยู่บนข้อเท็จจริง หากมองในแง่มุมหนึ่งก็เห็นในอีกแง่หนึ่งไม่ได้รายงานในส่วนนั้นไป

ไม่ว่าจะเป็นมุมใดขอให้เป็นข้อเท็จจริงอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นข่าวสารคือการเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง การรายงานข่าวคนฆ่ากันหรือเด็กนักเรียนตีกัน รายงานได้ง่ายแต่ในรายงานข่าวสิ่งที่ปรากฏหรือได้ยินมานั้นต้องอาศัยวิจารณญาณของสื่อมวลชนมาไตร่ตรอง ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องหรือไม่

สื่อมวลชนทุกสาขา นอกจากรายงานในข้อเท็จจริงแล้ว ยังเป็นการให้ในเรื่องของบันเทิง กีฬา และสิ่งแวดล้อม แต่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นในแง่ใด สื่อมีบทบาทในการนำเสนอความจริงโดยไม่มีอคติแฝง ไม่ไปหาผลประโยชน์เข้าส่วนตัวหรือให้กับบริษัท หรือเจ้าของสื่อ

เมื่อผมพูดถึงธรรมาภิบาล อยากจะเปรียบเทียบกับองค์รวมของคำว่าระบอบประชาธิปไตย หรือสังคมประชาธิปไตยที่เป็นเหมือนโต๊ะ จะตั้งอยู่ไม่ได้หากไม่มีขาสี่ขา

ถ้าโต๊ะมีสองหรือสามขาอาจตั้งอยู่ได้แต่ไม่มั่นคง หากเอาของหนัก ๆ ไปวางไว้ก็ถูกรบกวนจากสิ่งใด ๆ รอบข้างอาจล้มลงได้ เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยที่ดีมีประสิทธิภาพจะต้องมีสี่ขา โดยขาที่หนึ่ง รัฐธรรมนูญที่เรามีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่จริงแล้วในบางประเทศเช่นอังกฤษ ไม่ได้มีรัฐธรรมนูญแต่มีจารีตประเพณีในการปฏิบัติ และได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น

     

อย่างไรก็ตามประเทศส่วนใหญ่ในโลกต่างมีรัฐธรรมนูญเขียนไว้ สั้นบ้างยาวบ้าง ผมเห็นว่าเรามีขาเดียวตลอด ๖๐ ปีที่ผ่านมา แต่เป็นขาที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก เพราะเป็นขาที่จัดตั้งโดยคนที่มีอำนาจในขณะนั้น เป็นขาที่มาจากกลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์โดยตรง ฉะนั้นตลอด ๖๐ ปีที่ผ่านมา ขานี้จึงง่อนแง่น เจอพายุก็จะล้ม แต่ก็มีคนเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาเรื่อย ๆ โดยกลุ่มคนที่มีอำนาจ

ดังนั้นประชาธิปไตยจึงไม่ลงถึงรากแก้วเสียทีเว้นแต่รัฐธรรมนูญปัจจุบัน จะดีเลวอย่างไรคงได้พิสูจน์กันในวันข้างหน้า แต่ได้ชื่อว่าเขียนขึ้นมาบนหลักธรรมาภิบาล เป็นรัฐธรรมนูญที่ชี้ทางออกของประเทศ เป็นการเขียนโดยใช้จิตวิญญาณของธรรมาภิบาลโดยแท้จริง เช่นให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยการประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็น การส่งเสริมการอภิปรายถกเถียงของคนทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ ทุกอาชีพ

และในตัวมาตราต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ พูดถึงหลักธรรมาภิบาลนี้โดยตรง คือการบริหารโดยโปร่งใส ประชาชนรับทราบข้อมูล และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องรับหน้าที่ในการทำให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลนั้นด้วย     

แต่น่าเสียดายที่ประชาชนเองไม่ค่อยรู้จักใช้สิทธิดังกล่าว และไม่สนใจที่จะใช้ด้วย ถึงได้มีพฤติกรรมแปลก ๆ เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขามีเล่ห์เหลี่ยมหรือไม่หวังดี แต่เนื่องจากผู้ที่อยู่ในอำนาจรัฐติดอยู่ในวงจรเก่า ๆ เห็นว่าถ้าหากเปิดข้อมูลของราชการออกไปแล้ว จะต้องเซ็นเซอร์ปิดบังข้อมูลบางส่วนด้วยหมึกสีดำ เป็นการทำให้เกิดปัญหา อ่านแล้วไม่เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น หากจะต้องทำตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้แต่คนมีอำนาจรัฐ ติดโยงกับสิ่งเก่า ๆ ก็ยิ่งจะเกิดปัญหา เพราะเมื่อเปิดเผยเอกสารไม่ได้ คิดถึงตัวประชาชนที่ขอรับรู้ ไปดูข้อความดังกล่าวที่ไม่รู้เรื่อง ก็อย่าเปิดเผยเสียดีกว่า

ควรยึดหลักว่า ถ้าเปิดเผยแล้วต้องแน่ใจว่า สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องและต้องการทราบนั้น รัฐได้ทำหน้าที่โดยสมบูรณ์

ประโยชน์ของธรรมาภิบาลคือการตัดสินใจ สังคมไทยไม่ค่อยจะแก้ปัญหา แต่ถ้าจะแก้กันทีไร ก็มักจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมา ถ้าแก้ปัญหาแล้ว แต่เป็นการสร้างปัญหาขึ้นมาเพิ่มอีก ก็ถือว่าไม่ได้แก้อะไรเลย ขอให้มีปัญหาอย่างเดิมเสียดีกว่า

รัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นเรื่อง รูลออฟลอว์ (Rule of Law) กฎหมายต้องให้ความเป็นธรรมและยุติธรรมกับคนทุกคนในสังคม ไม่ว่าผู้นั้นจะร่ำรวยมั่งคั่ง มีอำนาจอยู่ในพื้นที่ไหน หรือเชื้อชาติใดก็ตาม ถ้ามีหลักยุติธรรมก็เท่ากับมีความสมดุล ทั้งธรรมาภิบาลและความยุติธรรม ประชาชนก็จะมั่นใจในกระบวนยุติธรรม และเขารู้แล้วว่า ถ้าเกิดเรื่องนี้ขึ้นต่อไปจะเกิดอะไร

รัฐธรรมนูญยังย้ำถึงความเป็นอิสระของระบบตุลาการ ความเป็นอิสระของสื่อมวลชนที่ครอบคลุมถึงผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสื่อของรัฐตามมาตรา ๔๑ โดยเราหวังว่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน นอกจากจะอยู่ในขอบเขตของการทำงานแล้ว ยังมีความเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำของบริษัท ของบรรณาธิการ หรือหัวหน้าข่าว

เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญอาจจะเขียนออกมาสวย แต่อาจมีปัญหาอยู่ ถ้าผู้ใช้รัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งตรวจสอบรัฐธรรมนูญยังไม่มีจิตวิญญาณในเรื่องนี้ ทำให้การตีความตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญบิดเบือนไป

ผมยอมรับว่า เรื่องนี้จะต้องให้เวลาเพราะเป็นของใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญสร้างกลไกการคานอำนาจซึ่งกันและกัน เพราะตลอด ๖๐ ปีที่ผ่านมา เรามีผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือเพียงกลุ่มเดียว แต่ทุกวันนี้อาจเพิ่มเป็นหลายกลุ่ม แต่ในที่สุดแล้ว กลุ่มอำนาจที่มาคานกันนี้ ยังถือว่าเป็นกลุ่มที่มีเครือข่ายเดียวกัน ที่ครอบงำวิธีคิดของประชาชน

ผมหวังว่ารัฐธรรมนูญจะสร้างเสาแรกได้ดีกว่าฉบับเก่า ๆ และเสานี้ไม่ผุพังไป โดยการผุพังนั้นจะเกิดขึ้นได้สองประการคือ หนึ่ง คนเจตนาจะบิดเบือนที่จะปฏิบัติให้สอดคล้องกับบทบัญญัติ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และสอง ประชาชนไม่รู้จักใช้รัฐธรรมนูญ โดยในช่วงเริ่มต้นอาจตื่นเต้น แต่พอมีจริง ถ้าประชาชนไม่ได้ติดตามเอาใจใส่ตรวจสอบรัฐธรรมนูญ เสานี้อาจผุพังได้

เสาที่สองคือประชาชน โดยทำให้ประชาชนมีพลัง ด้วยการให้การศึกษาที่ดี ไม่เฉพาะการศึกษาในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น และในชีวิตจริง คนที่คดโกงกินประเทศ จำนวนไม่น้อยต่างมีการศึกษาดี และยิ่งถ้ามีการศึกษาดีเท่าไหร่ยิ่งมีความคิดซิกแซ็กเก่งที่จะเอาประโยชน์ ถือว่าอันตราย     

ดังนั้นจะต้องอบรมบ่มนิสัยเพิ่มเติมเข้ามาด้วย สร้างให้คนมีอุปนิสัยที่ดี หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Character เข้าไปอยู่ในจิตใจ ว่าอะไรถูก อะไรชอบไม่ชอบ โดยในจุดนี้จะต้องเรียนมาตั้งแต่เกิด ซึ่งครอบครัวเป็นหลักสำคัญในการถ่ายทอด เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เกิดจากการท่องจำ แต่เป็นเพราะการปฏิบัติตัวของพ่อแม่พี่น้อง เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก

ผมไม่ห่วงเรื่องการหาวิชาความรู้ แต่ห่วงเรื่องการอบรมบ่มนิสัย

ประชาชนหลักที่สองที่ดีได้จะต้องเข้าถึงข้อมูลที่สมบูรณ์และทันเวลา ถ้าได้ข้อมูลมาหลังสถานการณ์เกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นข้อมูลนอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์แล้วจะต้องมีความหลากหลาย     

เสาที่สองที่มีนิสัยดี มีความรู้ด้านวิชาการและนอกวิชาการ ไม่ใช่ได้ปริญญาบัตรแล้วตัวเองจะวิเศษกว่าคนอื่น ผมมองว่าปริญญาไม่มีความหมายอะไรเลย เป็นเหมือนหนังสือเดินทางที่เบิกทางไปสู่ประเทศอื่น หรือเบิกทางไปสู่การทำงาน

ความรู้ในห้าปีก็ล้าสมัยไปแล้ว การศึกษาถือว่าเป็นสิ่งที่เรียนไม่รู้จบ ผมว่าปัญหาของประเทศเกิดขึ้นเพราะมีนักกฎหมาย โดยปัญหากว่าครึ่งหนึ่งมีสาเหตุมาจากนักกฎหมายทั้งนั้น อาจจะมากกว่าครึ่งด้วยซ้ำ การออกพระราชบัญญัติมามากเท่าไหร่ยิ่งสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นมากเท่านั้น เพราะว่าเราสะสมของเก่า กฎหมายที่ล้าสมัยไม่เป็นธรรมและไม่สร้างสรรค์ความยุติธรรมในสังคม เพราะฉะนั้นกฎหมายของไทย ต้องสังคายนาใหญ่ เพราะถ้าไม่ทบทวนเปลี่ยนแปลงแก้ไข สังคมไทยก็จะล้าหลังมาก แต่ผมยังพอทนได้

แต่ถ้าสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ยุติธรรม ไม่มีหลักยุติธรรม นอกจากจะล้าหลังแล้ว กฎหมายจะล้าหลังด้วย

สำหรับเสาที่สามคือหลักธรรมาภิบาลเรื่องความโปร่งใส ความรับผิดชอบและการตัดสินใจ ไม่ใช่ว่ารับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง เพราะถ้าทำผิดอาจผิดโดยตั้งใจ ก็ต้องนำขึ้นสู่ศาลลงโทษ แต่ถ้าผิดโดยบริสุทธิ์ใจไม่ได้ตั้งใจ การบังคับลงโทษจะลดลงตามลำดับ

แต่สังคมไทยในปัจจุบันไม่มี Accountability อย่างมากก็ออกมาพูดกับสื่อว่า ผมผิด ผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

ความเป็นอิสระและความเป็นกลางของระบบตุลาการ ตำรวจไทยเป็นส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาในสังคมเป็นอย่างมาก ตามมาด้วยอัยการ ตุลาการและราชทัณฑ์

เสาที่สี่ ประชาสังคม เขาเรียกว่า Civil Society ครอบคลุมกว้างกว่าองค์การที่นอกเหนือเอ็นจีโอทั่วไป โดยรวมถึงสหภาพแรงงาน สภาอุตสาหกรรม หอการค้า สมาคมนักเรียนเก่า องค์กรทางศาสนาเป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยคานอำนาจซึ่งกันและกัน แต่จะประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับ หนึ่ง ไม่มีใครมีอำนาจอยู่ในมือเพียงคนเดียว

สอง มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน เพื่อนำไปสู่สาธารณประโยชน์ โดยรัฐธรรมนูญต้องการให้มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น แต่ต้องยอมรับว่ารัฐบาลกลางยังมีอำนาจอยู่มาก

ฉะนั้นการจะปล่อยให้ผู้ที่คิดว่าอะไรคือประโยชน์ของสาธารณะ คือรัฐบาลเท่านั้นคงจะไม่ได้ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคการเมืองหลายพรรครวมกัน บางครั้งอาจจะแตกกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า จะแตกกันเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เพราะขัดกันเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้นภาคประชาชนต้องเป็นผู้คานอำนาจ

ความคิดแตกต่างกันได้แต่ขออย่าให้แบ่งแยกประชาชน ต้องยอมรับความคิดเห็นไม่ตรงกับเรา ถ้าสังคมไทยยังเชื่อ และชอบฟังแค่ข่าวลือ ก็ถือว่าเป็นกรรมของเรา การไม่ยอมไตร่ตรองเลยว่าข่าวที่เราได้รับมาทั้งทางหน้าหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ ไม่ได้มองว่าเป็นการซุบซิบนินทา สร้างสีสัน ใส่สีให้ข่าวตื่นเต้นเพื่อความมัน ให้คนเขาชกกันแบบมวยไทย โดยให้ฝ่ายหนึ่งล้ม

สังคมประชาธิปไตยจะอยู่ได้ต้องหันมาคุยกัน เมื่อคุยจบแล้วอาจมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่อย่างน้อยก็จะสร้างระบบความเข้าใจซึ่งกันและกัน เอื้ออาทรกัน

ผมจำได้ว่า หมอประเวศ วะสี เคยอวยพรในงานแต่งงานแห่งหนึ่ง บอกว่าคู่สามีภรรยาคงหลีกเลี่ยงเรื่องการทะเลาะกันได้ยาก ถ้าเกิดขึ้นก็ขออย่าใช้เหตุผล แต่ขอให้ได้เถียงกันด้วยความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน ถ้าโต้เถียงกันโดยต่างฝ่ายต่างยึดเหตุผลของตนเอง คงอยู่กันไม่รอด เพราะฉะนั้น จึงต้องมี Tolerance (ความอดทน) เหมือนกับผมและภรรยา ต้องทนในแง่ไม่ดีซึ่งมีอยู่เยอะ

แต่เราจงใจในการรักษาความเป็นสามีภรรยากันไว้ บางคนอาจชนะเพราะเบื่อที่จะโต้เถียง อย่างกรณีเขื่อนปากมูลตอนนี้ กำลังเถียงด้วยเหตุผล โจทย์ที่ตั้งก็ไม่ถูก

เพราะฉะนั้นการมีองค์กรภาคประชาสังคมร่วมกับประชาชน ร่วมกับธรรมาภิบาล จะช่วยคานอำนาจและสร้างจุดที่จะทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยต้องยอมรับว่าแต่ละฝ่ายไม่ได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมเชื่อว่าเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์แน่

สื่อเหมือนเงา เป็นกระจกส่องให้รัฐได้ดูหน้าตัวเองว่าเป็นหน้ายักษ์หรือสวย หรือมีสิวมากน้อยแค่ไหน ควรจะไปล้างหน้าหรือเปลี่ยนหน้าดีไหม สื่อคือกลไกที่สำคัญที่สุด เป็นกลไกหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย ที่คอยผลักดันให้ความจริงปรากฏออกมา สื่อต้องขวนขวายหาความจริง ตรวจสอบการทำงานของรัฐ และสื่อยังเป็นผู้ชี้นำความคิดของประชาชน เป็นผู้ก่อให้เกิด การวิพากษ์วิจารณ์ การโต้เถียงโต้แย้ง และนำไปสู่การทำอะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์สาธารณะ     

ดังนั้นสื่อมวลชนต้องถามตัวเองว่า อำนาจที่มีอยู่ในมือ ได้ใช้ไปด้วยความเหมาะสมถูกต้อง หรือเป็นเพราะไปรับจ้างเขามาหรือไม่ เป็นการทำไปเพราะมีอคติ เพราะมองแต่ประโยชน์ตัวเอง มองแต่ความคิดของตัวเองโดยไม่ฟังความเห็นของคนอื่น

การรายงานข่าวต้องเป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ตอนนี้มีการเติมสีเข้าไปเยอะ เช่นหนังสือพิมพ์ สิ่งที่ชัดเจนข่าวก็ควรเป็นข่าว ส่วนที่เป็นสีสันก็ควรจะไปอยู่ในบทนำ ถ้าผมจะเขียนคอลัมน์ ผมจะใช้ชื่อจริงว่า นายอานันท์ จะผิดจะถูกอย่างไรก็พร้อมจะรับผิดชอบ จะไปติเตียนด่าว่าใคร ก็ต้องให้คนเขารู้ ไม่ต้องไปใช้นามแฝง

ผมยอมรับว่าในอดีตจำเป็นต้องใช้นามปากกา เพราะมีอำนาจรัฐบางคนอาจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหากเปิดเผยอาจกระทบกับงานได้ แต่ในวันนี้ใครเขียนคอลัมน์กล้าเปิดเผยชื่อตัวเองไหม ด่าใครกล้าบอกชื่อหรือไม่ กล้ายอมรับการกระทำของตัวเองหรือเปล่า

ทุกวันนี้ผมไม่อ่านหนังสือพิมพ์ไทย เพราะอ่านแล้วปวดหัวจนไม่อยากอ่าน ในคอลัมน์เดียวกันมีเรื่องห้าหกเรื่องปนกันไปหมด หัวข่าวไม่ตรงกับเนื้อข่าว นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องให้คนเขาตีกัน เข้าใจผิดกัน

เมื่อก่อนพ่อเคยเขียนบทความว่า นักหนังสือพิมพ์เป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ ไปนั่งฟังการประชุม ก็จะจัดที่นั่งให้เป็นพิเศษ พอกลับไปเขียนข่าวตามอำเภอใจไม่ตรวจสอบว่าถูกผิด

วรรณะของสื่อคือการเขียนความจริงไม่ใช่ไปตามกระแส ถ้าเทียบกับหนังสือพิมพ์ในอังกฤษ บอกชัดเจนว่าเชียร์ใคร หรือเข้าข้างพรรคการเมืองไหน ดูจากบทนำและคอลัมน์ แต่ในเนื้อข่าวจะไม่ทราบเลยว่าเข้าข้างใคร

หนังสือพิมพ์มีความสำคัญและมีอำนาจมาก เพราะคนอ่านมากขึ้น แต่ผมถามเสมอว่า ถ้าอ่านข่าวของเมืองไทยแล้วจะฉลาดขึ้นหรือไม่ ผมตอบว่าน้อยมาก บทความดี ๆ มีอยู่มาก แต่ข่าวยังอ่อน เคยถามนักข่าว ต่างบอกว่าอยู่ในฐานะลำบากเพราะการลงข่าวจะมากน้อย หรือแต่งเติมอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับกองบรรณาธิการ

ดังนั้นจีงอยากเรียกร้องให้ทุกคนเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ เพื่อคานอำนาจและต้องมีคุณธรรม จริยธรรม

รวมปาฐกถาภาษาไทย

แนวปราศรัยแสดงความรู้สึก
ของ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
ในโอกาสได้รับรางวัล “บุคคลแห่งปี ๒๕๔๐”
วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๐

ฯพณฯ องคมนตรี ประธานในพิธี

ท่านผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพ

ท่านประธานจัดงาน

ท่านประธานสวนดุสิตโพล

ท่านสุภาพสตรี และ ท่านสุภาพบุรุษ

     ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ท่านทั้งหลายได้กรุณาให้เกียรติ ให้กำลังใจ และให้ความสำคัญแก่ผม ในการสำรวจประกาศเกียรติคุณ และมอบรางวัล “บุคคลแห่งปี ๒๕๔๐” รางวัลนี้ถึงแม้จะเป็นรางวัลที่จัดกันเองภายในประเทศ แต่ผมก็ถือว่าเป็นความภูมิใจครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นเรื่องของ “ภูมิปัญญาไทย” ความจริงใจ และความตั้งใจดีของท่านทั้งหลายที่มีต่อส่วนรวมและประเทศชาติ

     เมื่อวันที่คณะกรรมการจัดงานและท่านประธานสวนดุสิตโพล ได้นำผลการสำรวจไปแจ้งผมที่รัฐสภา ผมก็ได้สอบถามถึงขั้นตอนกระบวนการจัดทำประชามติ ขั้นตอนในการทำงานการกระจายกลุ่มประชากรตัวอย่าง คำถามที่ใช้และการแจงนับ จนถึงขั้นสรุปผลเป็นที่น่าพอใจ และไว้วางใจว่า ได้กระทำตามหลักวิชาการทุกอย่าง ผมจึงตอบรับเชิญมาร่วมงานนี้ด้วยความยินดี

     ผมยังได้แจ้งแก่คณะกรรมการจัดงานว่า โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยนิยมยินดีต่อรางวัลทำนองนี้เท่าใดนัก แต่เมื่อผมได้เห็นความตั้งใจของท่าน ศรัทธาในการทำงานของท่าน ผมก็อดรู้สึกปลาบปลื้มใจไม่ได้ เพราะฉะนั้น วันนี้ผมจึงขอขอบคุณคณะกรรมการจัดงาน และศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพด้วยใจจริง

     กล่าวสำหรับศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพของคุณทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ ผมได้ยินชื่อเสียงมานาน เพิ่งทราบว่า ท่านดำเนินการฝึกอบรมศิลปการพูดต่อที่ชุมนุมชนมานานถึง ๒๕ ปีแล้ว นับว่าได้ทำประโยชน์ให้แก่สาธารณชนเป็นอย่างมาก ตัวผมแม้ไม่ใช่นักพูด ผมชอบทำมากกว่าพูด แต่เมื่อผมจะต้องพูด ผมก็รู้สึกว่าการพูดเป็นสิ่งสำคัญ ที่เราจะละเลยไม่ได้ ผมถือหลักว่า “ผมมีสิทธิ์ที่จะพูดเยอะ แต่ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดเลอะเทอะ”

     ในเรื่องการทำงานของผมนั้น …. (อยากทราบ วิธีคิด วิธีทำงาน ทัศนคติต่อสังคม ชีวิต มนุษยชาติ เศรษฐกิจ และการเมืองไทย)

     ในที่สุดนี้ ผมขอขอบคุณศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพ คณะกรรมการจัดงานวันบุคคลแห่งปี สถาบันราชภัฏสวนดุสิต ท่านผู้มีเกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลสำคัญที่สุด ณ ที่นี้ คือ ฯพณฯ องคมนตรี พลอากาศตรีกำธน สินธวานนท์ ประธานในพิธี

     ขอให้ผลแห่งการคิดดี พูดดี และทำดีของท่านทั้งหลาย จงเป็นปัจจัยให้ท่านดำรงชีวิตอย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอายุยืนยาว อยู่ทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม และประเทศชาติสืบต่อไปอีกนาน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง
ความพอดีของวิถีพัฒนาไทย
โดย
นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย / ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ในการสัมมนาเรื่อง
“ความพอดีของวิถีพัฒนาไทย ในกระแสโลกาภิวัตน์”
จัดโดย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๔
ณ ห้องประชุม ๓ ศูนย์ประชุมองค์การสหประชาชาติ กรุงเทพฯ


ท่านผู้มีเกียรติ

การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันในเวทีโลกและเวทีระดับชาติกันมาร่วมทศวรรษแล้ว เวทีโลกได้สรุปเอาไว้ว่าหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นหลักการบนพื้นฐานของการประสานผลประโยชน์ ระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินไปด้วยกันได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่กันคนละขั้ว มิใช่ว่ามีการพัฒนาแล้วจะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ได้ หรือมิใช่มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้วจะต้องไม่มีการพัฒนา

จากมูลฐานข้อเท็จจริงที่ว่า อารยธรรมของโลกมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง และพัฒนาอยู่ตลอดมา อีกทั้งธรรมชาติของมนุษย์เรา มีสมองที่จะทำงานและคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ และวิธีการผลิตใหม่ ซึ่งเราจะต้องยอมรับว่าในโลกของความเป็นจริง การพัฒนา วิวัฒนาการ จะหยุดยั้งไม่ได้และจะดำเนินต่อไป แต่ที่สำคัญคือจะต้องมีสติ

ในช่วง ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา วิวัฒนาการได้ให้ความสำคัญต่อด้านสิ่งแวดล้อมน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เพราะแต่ละสังคมไปเพ่งเล็งอยู่ที่ความเจริญ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเติบโตของรายได้ประชาชาติ จนมาถึงจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อ ๓๐ - ๔๐ ปีที่แล้ว ที่มีการพูดถึงกันอย่างจริงจัง เป็นผลสืบเนื่องจากการที่อุตสาหกรรมและธุรกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว นำพาความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมมาสู่สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นบริษัทน้ำมัน บริษัทปิโตรเคมี และอื่น ๆ

ปัจจุบัน ปัญหานี้เพิ่มพูนทวีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะสังคมของโลกหนักไปทางด้านบริโภคนิยม และเป็นโลกของการแข่งขัน มีทั้งการแข่งขันเพื่อให้มีการพัฒนาขึ้น และแข่งขันเพื่อให้มีอำนาจเหนือกว่ากัน การแข่งขันประเภทหลังทำให้บางส่วนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดภายใต้กระแสที่เชี่ยวกราก เพราะเป็นการแข่งขันที่ไร้คุณธรรม นำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบของผู้มีอำนาจกว่า เกิดความไร้ระเบียบของสังคมโลก เป็นชนวนไปสู่การต่อสู้ ประหัตประหาร แล้วยังก่อให้เกิดการทำลายล้างทั้งชีวิตมนุษย์ ระบบนิเวศ และระบบวัฒนธรรมอย่างรุนแรงและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หากเราปล่อยให้วิถีโลกยังดำเนินไปอย่างนี้ ก็ไม่ต้องมาพูดถึง “ความยั่งยืน” กันให้เสียเวลา จะประชุม Earth Summit อีกกี่ครั้งก็ตาม หรือมีวาระ Agenda อีกกี่ฉบับ ก็ไม่มีความหมาย และเวลาของโลก จะอยู่รอดให้เรามีการประชุมกันถึงอีกกี่สิบครั้งหรือไม่นั้น ผมไม่มั่นใจ

แต่สิ่งที่ผมมั่นใจก็คือ เราจะสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนสังคมเล็ก ๆ ของเรา ให้รอดพ้นจากกระแสของโลก ด้วยจุดยืนที่ตั้งมั่น และก้าวไปสู่วิถีของการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ถ้าเราลงมือทำวันนี้และนาทีนี้

ผมไม่ได้ชี้นำให้เราเอาตัวรอดแบบที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมโลกโดยรวม ในความเป็นจริง เราไม่อาจหลีกเลี่ยงการเป็นสมาชิกของสังคมโลก และเรารู้ตัวดีว่าเราไม่ใช่ชาติมหาอำนาจที่จะไปชี้นำหรือควบคุมใครได้ นั่นจึงทำให้เราจำต้องเอาตัวเองออกมาให้พ้นกระแสของความรุนแรง วิถีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และความไร้ระเบียบของสังคมโลก เราจำเป็นต้องทำ และทำคนเดียวก็ไม่ได้ เราต้องแสวงหาพันธมิตรมาร่วมในขบวนการการอยู่รอดอย่างรับผิดชอบนี้ด้วยกัน

หากหันกลับมามองสังคมไทยของเราบ้าง ผมว่าตอนนี้เราไร้ระเบียบไม่แพ้สังคมโลกแล้ว มองลงไปสู่สังคมที่เล็กกว่า จนถึงระดับครอบครัว ท่านเห็นอะไรบ้าง สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นก็คือความเป็นธรรมชาติของคนที่อยู่ร่วมกันในสังคมระดับต่าง ๆ ท่านจะเห็นว่าแม้แต่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ของเรา ก็ยังมีความหลากหลายรวมกันอยู่ แต่ความผาสุกก็เกิดขึ้นได้ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เราน่าจะคิดดู

สำหรับผมเองแล้ว ความผาสุกและสันติในสังคมจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากความเอื้ออาทรและการเคารพซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการเคารพในเรื่องของความคิด และพร้อมที่จะฟัง พร้อมที่จะได้ยิน และพร้อมที่จะหาทางออกร่วมกัน ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับวิถีการพัฒนาที่มีความพอดี และหากเกิดคำถามตามมาว่า ความพอดีอยู่ที่ไหน เป็นความพอดีของใคร ความพอดีของนักลงทุน เกษตรกร หรือคนยากจน ทุกท่านทราบดีว่า ความพอดีของแต่ละของแต่ละสังคมไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของแต่ละกลุ่มคนหรือแต่ละประเทศ ก็ต้องมีวิถีและบริบทที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่สำคัญและจะลืมเลือนไปไม่ได้ ก็คือ ความพอดีของการพัฒนาจะต้องอยู่บนพื้นฐานของทุนที่ตัวเองมี ไม่ใช่ทุนที่ไปยืมใครเขามา ไม่ใช่ทุนที่นำมาเข้าจากต่างประเทศ และไม่ได้หมายถึงทุนที่เป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงทุนทั้งหมดของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทุนทรัพยากร ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรคน ทุนทางปัญญา รวมทุนทางวัฒนธรรมและจารีตประเพณีด้วย

ที่ผ่านมา เราไม่ได้ประเมินทุนเหล่านี้อย่างละเอียด เราละเมิดความสำคัญของทุนบางอย่าง ทำให้เราพยายามก้าวกระโดดไปสู่ความมั่งคั่งโดยขาดความมั่นคง ผลที่ตามมาก็คือว่า เราประสบผลสำเร็จหรือความล้มเหลวในเรื่องนี้อย่างไร ถึงเวลาที่ต้องทบทวน แล้วใช้บทเรียนที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่อนาคตที่น่าอยู่มากกว่านี้

และนอกจากนี้ วิถีการพัฒนาที่พอดี จะต้องสอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติ ความเป็นธรรมชาติ ก็คือ ความเป็นปรกติ ความเป็นธรรมดา

ความเป็นธรรมชาติจะต้องมีความหลากหลาย ซึ่งตรงกันข้ามกับโลกาภิวัฒน์ที่กำลังลดทอนความหลากหลายของโลกในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทิศทางการพัฒนาหรือเรื่องของวัฒนธรรม ความเป็นธรรมชาติจะต้องมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งทั้งหลาย มีการพึ่งพาอาศัย และมีความเป็นเอกภาพในความหลากหลาย เช่นเดียวกับการพัฒนา หากเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เราก็จะต้องให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับระบบนิเวศ ระบบวัฒนธรรม และจริยธรรมของสังคมด้วย

ความเป็นธรรมชาติจะต้องมีความสามารถที่จะจัดการกับตัวเองได้ ซึ่งปัจจุบัน ธรรมชาติพังไปมาก ก็เพราะน้ำมือมนุษย์ที่เข้าไปจัดการหรือไปยุ่งกับธรรมชาติจนเกินความจำเป็น และทำให้ธรรมชาติปรับตัวเองไม่ทัน อีกประการหนึ่งของความเป็นธรรมชาติ ก็คือ การเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การที่อ้างว่าต้องรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้เหมือนเดิม จึงเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติ แต่ประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือ การคงความสมดุลไว้ให้ได้

ฉะนั้น ทิศทางการพัฒนาไทยในอนาคต จะต้องสำรวจเพื่อรู้จักตัวเอง รู้ทุนของตัวเองให้มากขึ้น และดำเนินไปตามวิถีของธรรมชาติให้มากกว่าที่เป็นอยู่ และต้องเข้าใจว่า วิถีธรรมชาตินั้นมีวิถีการการเปลี่ยนแปลงของตัวมันเอง ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะหยุดและไม่ก้าวต่อไปอีก

บนพื้นฐานแนวคิดข้างต้น เราจึงจะต้องเปลี่ยนเป้าหมายของการพัฒนาประเทศให้มุ่งไปสู่ความมั่นคงมากกว่าความมั่งคั่ง มั่นคงในด้านเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงระดับชาติ มั่นคงทางด้านจิตใจ ด้านวัฒนธรรม การเมือง และด้านนิเวศ การพัฒนาประเทศที่จะก่อให้เกิดความมั่นคงในทุกระดับได้นั้น สัมมาทัศนะของวิถีการดำเนินชีวิตระดับปัจเจกบุคคลจะต้องเกิดขึ้นก่อน

ทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนมากดำเนินวิถีชีวิตของตนจนเกินความพอดี ขัดแย้งกับความเป็นธรรมชาติ กระเสือกกระสนแข่งขัน ไขว่คว้าเพื่อบริโภคและครอบครองทรัพย์สินจนเกินความจำเป็น หาได้มีความพอเพียงในชีวิต หลายต่อหลายคนได้ทุ่มเทต่อการทำงานเพียงเพื่อให้เกิดความมั่งคั่ง แต่ชีวิตกลับขาดความมั่นคง แล้ว จะมีประโยชน์อะไร

ซ้ำร้าย วิถีการพัฒนาที่ไม่มีความเป็นธรรมชาติ มีการแข่งขันที่เอารัดเอาเปรียบ ไร้คุณธรรม และผูกขาด ทำให้สังคมเราไร้ระเบียบมากขึ้น สร้างความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมกันระหว่างบุคคลขยายมากขึ้นเรื่อย ๆ เกิดปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น ระบบนิเวศเสื่อมโทรม จริยธรรมเสื่อมถอย และระบบครอบครัวล่มสลาย

เสียเวลาที่จะตั้งคำถามว่า สัมมาทัศนะของพวกเราและของผู้นำในสังคมไทยในเรื่องการพัฒนาเกิดแล้วจริงหรือ เพราะคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว

ณ นาทีนี้ เราจะต้องเปลี่ยนแปลงวิถีการพัฒนาแบบเดิม การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนถาวร ตามที่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้บันทึกไว้นั้น ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดจากชายขอบก่อนเสมอ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากศูนย์อำนาจแม้จะเกิดขึ้นมากครั้ง แต่ไม่มีความยั่งยืน เพราะฉะนั้น ผมจึงให้ความสำคัญกับพวกเราที่ทำงานในลักษณะชายขอบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรสาธารณะ องค์กรพัฒนาเอกชน หรือองค์กรประชาชน ซึ่งจะต้องทำงานต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ และคงจะต้องทนฟังคำติเตียน หรือคำพูดที่ถากถางจากคนบางกลุ่มในสังคมไทยต่อไป

ผมมีความยินดี ที่ได้เห็นความห่วงใยของคนรุ่นหนุ่มสาว และได้รับรู้ถึงอุดมคติขององค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรประชาชนซึ่งถือเป็นความหวัง คนรุ่นนี้จะต้องต่อสู้กันอีกนาน ขออย่าย่อท้อ ควรผนึกกำลังกัน เพื่อจะได้มีพลังในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จุดประกายวิถีการพัฒนาเพื่อความมั่นคง บนพื้นฐานของความเป็นธรรมชาติดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และจะต้องยอมรับข้อเท็จจริงของโลก ที่มีการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา มีการวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี ที่จะมีส่วนให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจมีความสอดคล้องกับการรักษาระบบนิเวศได้

สุดท้าย ผมขอฝากไว้ว่า หากประชาชนไม่ให้ความสนใจอย่างจริงจังต่อกระบวนการพัฒนาประเทศ แต่กลับเรียกร้องถึงการมีส่วนร่วมโดยไม่รู้จักหน้าที่และมองเป็นองค์รวม ปล่อยให้เป็นเพียงภาระหน้าที่ของรัฐดำเนินการไปตามลำพัง ความคาดหวังที่จะได้เห็นการพัฒนาที่จะนำประเทศไปสู่ความมั่นคง เกิดความผาสุกและสันติของทุกกลุ่มคนในสังคม ก็ย่อมเกิดได้ยาก ในทางกลับกัน หากภาครัฐซึ่งพูดถึงการมีส่วนร่วมอยู่เสมอ บอกว่ารับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่กลับไม่ได้ยิน แสดงความไม่พอใจหรือไม่นำไปใช้ ก็ไร้ประโยชน์เช่นเดียวกัน

ฉะนั้น เราทั้งหลายจะต้องร่วมกันคิด แต่หากมีความเห็นที่แตกต่างกัน นั่นก็คือ ความเป็นธรรมชาติที่ต้องเรียนรู้เพื่อหาทางออกร่วมกัน ในโลกของความจริงไม่มีใครได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ข้อยุตินั้นทุกคนต้องมีส่วนได้ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละฝ่ายมีความคิดเห็น มีสติเพียงพอที่จะพยายามประสานผลประโยชน์ ซึ่งจะต้องไม่ทิ้งหลักการ รวมถึงคิดเพื่อหาทางออก และเมื่อได้ข้อยุติแล้วจะต้องช่วยกันทำ โดยต้องทำมากกว่าที่คิด การพัฒนาที่เราคาดหวังจึงจะเกิดขึ้นอย่างสัมฤทธิ์ผล

ผมขออวยพรให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น และขอเปิดการสัมมนา ณ บัดนี้

ขอขอบคุณครับ

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำกล่าวเปิดการสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๔๔ เรื่อง
“ยุทธศาสตร์การขจัดปัญหาความยากจน”
โดย คุณอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ร่วมจัดโดย มูลนิธิชัยพัฒนา
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สำนักงบประมาณ
และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ณ โรงแรม แอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จ.ชลบุรี
วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๔


ท่านผู้มีเกียรติ
ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า สภาพัฒน์ และสำนักงบประมาณ ได้ร่วมกันจัดการสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๔๔ เรื่อง “ยุทธศาสตร์การขจัดปัญหาความยากจน” ขึ้นในครั้งนี้

การที่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐที่เป็นหน่วยงานหลัก อย่างสภาพัฒน์และสำนักงานงบประมาณจากภาคการวิจัย อย่างทีดีอาร์ไอ และจากองค์กรที่มีวัตถุประสงค์และผลงานแน่ชัดในการพัฒนาความกินดีอยู่ดีในชนบทและชุมชน อย่างมูลนิธิพัฒนาและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มาร่วมมือกันจัดการสัมมนาในครั้งนี้ ผมถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดียิ่ง เพราะปัญหาที่รุนแรงซับซ้อนและละเอียดอ่อนอย่างปัญหาความยากจน หากปราศจากความร่วมมือไปในทิศทางเดียวและเกื้อหนุนซึ่งกันและกันจากทุกภาคแล้ว ก็ยากที่จะแก้ไข หรือแม้แต่บรรเทาให้เบาบางลงได้ ความยากจนโดยตัวของมันเอง นำมาซึ่งความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต ทำให้เกิดความหวาดกลัว ซึ่งเป็นภาวะของคนไร้อิสรภาพ อย่าเพียงแต่จะคิดว่าความยากจนจะนำมาซึ่งปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างอื่นเลย เพียงแต่การที่ประเทศของเรามีประชากรที่ตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ ก็ทำให้สังคมกัดกร่อนและไร้ดุลยภาพได้แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะลดจำนวนของผู้ที่ตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ให้น้อยลงมากที่สุด

แต่เมื่อผมเริ่มชีวิตการทำงานเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ผมจำได้ว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย แต่ทำไม ในขณะที่ตัวเลขแสดงความยากจนของประเทศไทยโดยรวมลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาคนยากคนจนยังคงรุนแรง ปัญหาคืออะไร และเราจะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดได้อย่างไร

ในเบื้องต้น ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ความยากจนในสมัยนี้ มีหน้าตาแตกต่างไปจากความยากจนที่คนรุ่นผม เคยรู้จักอยู่มาก เพราะเงื่อนไขทำให้จน หรือเงื่อนไขที่ทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกแร้นแค้น อับจน และไร้หนทางนั้นซับซ้อนขึ้นมาก ในปัจจุบันคนที่ “จนเงิน” ก็มักจะถูกนำพาให้ “จนโอกาส” “จนความรู้” และ “จนวิถีชีวิต” ไปด้วย ในทางกลับกัน คนที่ “จนโอกาส” และ “จนความรู้” ก็มักจะกลายเป็นคนที่ “จนเงิน” ไปด้วยในที่สุด นี่ประเด็นที่หนึ่ง

ประเด็นที่ ๒ ตลอดระยะเวลา ๔๐ ปีที่ผ่านมา เรามุ่งสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีความหวังว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะนำมาซึ่งรายได้ และการเพิ่มรายได้ก็จะช่วยลดความยากจน ซึ่งความคิดนี้ก็ไม่ผิด เพียงแต่ในกระบวนการดังกล่าว เราขาดการบริหารจัดการบางสิ่งบางอย่าง ทำให้ช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างมากขึ้น ยิ่งช่องว่างทางรายได้กว้าง การเจริญเติบโตของประเทศโดยรวมก็จะยิ่งช้า และขาดเสถียรภาพ โอกาสที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จะทำให้คนจนลืมตาอ้าปากได้ก็ยิ่งลดน้อยลงตามไปด้วย นอกจากนี้ ถ้าช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยกับคนจนห่างกันมาก ก็มักจะนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ทางสังคม เช่น ปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรง และปัญหาอาชญากรรม ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความยากจน ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่วนเวียนอยู่รอบ ๆ ปัญหาความยากจนนั้น จะรอบด้านไปไม่ได้ หากไม่ได้พิจารณาเรื่องของช่องว่างทางโอกาสประกอบด้วย

เราจะลดช่องว่างทางรายได้ได้อย่างไร ประสบการณ์จากทั่วโลก ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยสำคัญคือ แนวนโยบายของรัฐครับ นโยบายของรัฐบาล รวมถึงทิศทางการพัฒนา การเพิ่มโอกาสและศักยภาพ ให้ผู้คนและสังคมของตน ตลอดจนการเพิ่มการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ยากจน

ข้อสังเกตประการที่ ๓ แม้ว่านโยบายของรัฐจะสำคัญมากต่อการแก้ปัญหาความยากจน แต่การรอเพียงนโยบายหรือการดำเนินการของภาครัฐนั้นไม่เพียงพอ เพราะเท่ากับว่าเรายังรอคอยปัจจัยภายนอกอยู่ การขจัดปัญหาความยากจนจะต้องมองหลายระดับ ทั้งระดับบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความพยายามพึ่งพาตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งในระดับชุมชนในการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งและกระบวนการเรียนรู้ และในระดับนโยบายของรัฐ

ความพยายามและความร่วมมือกันในทั้ง ๓ ระดับ จากทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในการพัฒนา ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และที่สำคัญอย่างยิ่ง การฟังเสียงจากตนจนเอง เป็นกุญแจไปสู่ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความยากจนที่ปฏิบัติได้จริงและยั่งยืน

ในชีวิตผมไม่เคยรำคาญอะไรมากเท่าการแบ่งขั้วอย่างผิวเผิน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งขั้วในเชิงอุดมการณ์อย่างในอดีต หรือการแบ่งขั้วใด ๆ ในทศวรรษนี้ ผมเชื่อว่าการแบ่งขั้วที่รุนแรงที่สุด จะอยู่ที่การแบ่งแยกระหว่างคนรวยกับคนจน และไม่ใช่เพียงระหว่างคนรวยเงินกับคนจนเงินเท่านั้น แต่ระหว่างคนรวยโอกาสกับคนจนโอกาส คนรวยกับคนจนความรู้และกระบวนการเรียนรู้ และคนรวยวิถีชีวิตกับคนจนวิถีชีวิต ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้องหาหนทางอย่างน้อย ๔ ประการ คือ

หนึ่ง ลดคนจนเงิน จะด้วยมาตรการการช่วยเหลือจากภาครัฐ หรือการเสริมสร้างโอกาสในทางใดก็แล้วแต่ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ทำให้รายได้มีมากกว่ารายจ่ายและทำให้เงื่อนไขการเกิดรายได้หรือรายจ่ายนั้น ไม่ต้องเพิ่งพาเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว

สอง ตัดหรือบรรเทาความสัมพันธ์ระหว่าง “เงิน” “โอกาส” “ความรู้” และ “วิถีชีวิต” อย่าให้ความจนในรูปแบบหนึ่งต้องนำมาซึ่งหรือสะท้อนถึงความจนในรูปแบบอื่นไปด้วย

สาม สร้าง “โอกาส” “ความรู้” และ “วิถีชีวิต” ที่สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและเพียงพอในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในลักษณะที่ไม่ต้องมีเงินเท่านั้นเป็นเงื่อนไขนำ

และประการสุดท้าย สร้างเงื่อนไขในสังคมที่จะทำให้ช่องว่างในสังคมลดน้อยลงให้มากที่สุดทั้งทางด้านเงินทอง รายได้ โอกาส ความรู้ และความสามารถในการมีวิถีชีวิตที่มีคุณภาพและพอเพียง

ผมเห็นว่า สาเหตุหลักประการหนึ่งของความยากจนในเมืองก็คือ ความยากจนในชนบท และสาเหตุใหญ่ของความยากจนในชนบท ก็คือ การขัดสนที่ทำกิน ภาวะเงื่อนไขในการทำมาหากินที่เปลี่ยนไป ทำให้คนจนที่มีแต่แรงงาน ต้องรับจ้างอย่างไม่มีแหล่งรายได้ที่แน่นอน ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเอง หลายส่วนต้องอพยพจากความเป็นคนจนในชนบทมาแสวงหาสภาพชีวิตที่ดีกว่าในเมือง เพียงเพื่อจะพบว่า การเป็นคนจนในเมืองมีข้อจำกัดอีกมากมายนัก ทำให้เกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา

เราจะทำอย่างไรให้คนไทยทุกคน อย่างน้อยถึงไม่มีเงินก็มีที่ดิน มีสภาพแวดล้อมในการทำมาหากินที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างพออยู่พอกิน เราจะสร้างเงื่อนไขอย่างไรให้คนจนสามารถเพิ่งพาตนเองได้เขามีโอกาส ให้เขาอยู่ในสังคมนี้อย่างคนที่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่อย่างผู้ร้องขอและไม่ใช่อย่างขอทาน ให้เขามีความสามารถในการตั้งรับกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมั่นคงพอสมควร จริงอยู่ คนเราเกิดมามีความพร้อมไม่เท่ากันหรอกครับ แต่สังคมจะต้องทำให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน โอกาสที่จะแสวงหาความรู้ โอกาสที่จะแสวงหาโอกาสในชีวิต โอกาสที่จะร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมตัดสินใจและร่วมมือลงปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าคนจนก็จะต้องไร้โอกาสหรือยากจนอยู่อย่างนั้นตลอดกาล เงื่อนไขเหล่านี้เราสร้างได้ และจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นในสังคมของเรา

ข้อสังเกตประการสุดท้าย ก็คือ ดังที่ท่านได้เห็นแล้วว่า ปัญหาความยากจนไม่สามารถแยกออกได้จากปัญหาอื่น ๆ ในสังคม เช่นเดียวกัน หัวข้อในการสัมมนาวิชาการประจำปีแต่ละปี ก็ไม่สามารถแยกออกจากกันโดยเด็ดขาดได้ ในปี ๒๕๔๑ เราพูดกันถึงเรื่อง “จากวิกฤติสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ในปี ๒๕๔๒ เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” และเมื่อปีที่ผ่านมา เรื่อง “สังคมโปร่งใสไร้ทุจริต” การสร้างกระบวนการที่ต่อเนื่องเป็นวัตถุประสงค์ของผู้จักการสัมมนา เพื่อจุดหมายปลายทางเดียวกัน นั่นคือ การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สมาชิกในสังคมสามารถดำรงชีวิตได้อย่างสันติสุข ในสังคมที่เป็นธรรม ที่ให้เกียรติและที่ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการพัฒนาตนเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในชีวิต

วัตถุประสงค์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการสัมมนาวิชาการประจำปี ก็คือ การสร้างเวทีเชื่อโยงให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ไม่ว่าจะเป็นในห้องประชุม ที่ล็อบบี้โรงแรมหรือที่โต๊ะอาหาร เพื่อนำไปสู่แรงบันดาลใจในการแก้ปัญหาไปสู่ความรู้สึกผูกพันธ์ว่าเราไม่ได้แก้ปัญหาอยู่เพียงลำพัง แต่มีอีกหลายฝ่ายที่ทำหน้าที่ของตนอยู่ ผมคาดหวังว่าการสัมมนาของเราจะเป็นจุดเริ่มต้นและจุดต่อเนื่องของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำไปสู่ความร่วมมือในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป ดังนั้น ผมจึงตั้งความหวังไว้ว่า เมื่อเรากลับไปจากพัทยาในครั้งนี้ เราจะได้มาตรการ ได้เครือข่าย และได้วิธีการนำมาตรการและยุทธศาสตร์ที่ร่วมกันกำหนดขึ้นไปดำเนินการและปรับแต่งต่อไปอีก เพื่อนำไปสู่แนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุด

ผมดีใจมากที่ได้ทราบว่า การสัมมนาครั้งนี้พยายามสะท้อนมุมมองจากคนจนและคนด้อยโอกาสให้มากที่สุด ได้มีการจัดทำวีดิทัศน์ และในขั้นตอนการเตรียมการสัมมนา ก็ได้สนับสนุนให้สมาชิกในชุมชนเป็นผู้วิจัยสถานการณ์ความยากจนในท้องที่เอง มีการจัดเวทีประชุมปฏิบัติการเพื่อรับฟังมุมมองจากตัวแทนคนจน ๒ ครั้ง และมีการจัดนักวิจัยไปศึกษาข้อมูลโดยการใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน ๑๐ หมู่บ้าน เป็นเวลา ๒ เดือน ดังที่ท่านจะได้รับฟังผลในช่วงเสียงสะท้อนจากคนจนในลำดับต่อไป สิ่งที่คนด้อยโอกาสในสังคมของเราต้องการก็คือคนฟังครับ ฟังในสิ่งที่เขาพูดจริง ๆ เพราะ ไม่มีใครฟังเขา เขาจึงต้องออกมาตามท้องถนน ออกมาประท้วง ซึ่งหลายครั้งก็จบลงด้วยความรุนแรงความแตกร้าว และความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันในสังคม ทำให้สายใยที่ถักทอความเป็นหนึ่งของสังคมบางเบาลงทุกที และถ้าสายใยนี้ขาดลงเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน ก็ไม่มีสังคมจะให้อยู่อย่างแน่นอน

ผมขอฝากข้อสังเกตต่าง ๆ ไว้เพียงเท่านี้ บัดนี้ ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๔๔

ขอบคุณครับ

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถานำ
เรื่อง
ปัญหาความร่ำรวยผิดปกติในสังคมไทย
โดย
ฯพณฯ นายอานันท์ ปันยารชุน
วันจันทร์ที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔
โรงแรมอโนมา

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ

ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาปาฐกถานำ เรื่อง “ปัญหาความร่ำรวยผิดปกติในสังคมไทย” ท่ามกลางความสนใจอย่างยิ่งของท่านผู้มีเกียรติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการป้องปรามการทุจริตอันเป็นที่มาของของความร่ำรวยผิดปกติในวันนี้

ความจริง เมื่อพูดถึงหัวข้อสัมมนา คำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจผมก็คือ สังคมไทยเคยเห็นความร่ำรวยมหาศาลของนักการเมืองและข้าราชการเป็นปัญหาหรือไม่? หรือ ผู้จัดเวทีสัมมนาสาธารณะนี้เท่านั้นที่เห็นว่าเป็น “ปัญหา” และเป็น “ความผิดปกติ”?

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนจำนวนมากยังถือคติอันเป็นคำพังเพยไทยที่ว่า “มีเงินเขาก็นับว่าเป็นน้อง มีทองเขาก็นับว่าเป็นพี่”

ค่านิยมที่เห็นว่าเงินคือพระเจ้า ความร่ำรวยเป็นความดีงาม ที่สังคมยอมรับนับหน้าถือตานี่เองเป็นรากเหง้าสำคัญที่ทำให้คนที่มีโอกาสก็ต้องแสวงหาโอกาสให้ร่ำรวยขึ้นมาให้ได้ด้วยวิธีการทุกวิธี มิไยว่าวิธีการนั้นจะถูกต้องชอบธรรมหรือไม่

ท่านผู้มีเกียรติครับ

นอกจากการเห็นความร่ำรวยเป็นความดีในตัวเอง โดยไม่ได้ตั้งคำถามถึงที่มาของความร่ำรวยแล้ว คนจำนวนมากยังเชื่อผิด ๆ ว่าการคอรัปชั่นบ้าง แต่ในขณะเดียวกันทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดี ดีกว่าการไม่คอรัปชั่น และโครงการต่าง ๆ ต้องหยุดชะงัก ดังที่มีผู้พูดให้เข้าหูอยู่เสมอว่า “กินบ้าง ไม่เป็นไร ถ้ามีผลงาน”

ทัศนคติผิด ๆ เช่นนี้ถูกถ่ายทอดไปยังนักธุรกิจจำนวนมากและประชาชนทั่วไป ดังจะเห็นได้จากผลการศึกษาของ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตรและคณะที่พบว่า “ค่าน้ำร้อนน้ำชา” ที่ประชาชนให้เจ้าหน้าที่ของรับเป็น “สินน้ำใจ” ตอบแทนที่ให้บริการจดทะเบียนต่าง ๆ ไม่ถือเป็นการทุจริต ค่านิยมนี้เองทำให้เจ้าหน้าที่ระดับซี ๓ ซี ๔ ของกรมกรมหนึ่งแถวปากคลองตลาด มีเงินเก็บในลิ้นชักโต๊ะแต่ละคนเป็นเรือนแสน แต่เมื่อกรมดังกล่าวถูกขโมยขึ้นไปงัดแล้วกวาดเงินไป ก็ไม่มีข้าราชการคนใดกล้าแจ้งความว่าเงินในลิ้นชักตนหายไปกี่แสน ซึ่งแสดงว่า เจ้าหน้าที่รู้ดีว่า สิ่งที่เขาทำอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งถูกต้อง

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ

ผมคงต้องย้ำอีกครั้งหนึ่ง ณ ที่นี้ว่า การทุจริตอันเป็นที่มาของความร่ำรวยผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตแบบให้และรับค่าน้ำร้อนน้ำชา ซึ่งเป็นทุจริตระดับรากหญ้า หรือการทุจริตในโครงการใหญ่หลายล้านบาท มีผลเสียและทำลายสังคมทั้งสิ้น เพราะ

ประการแรก การตัดสินใจใช้อำนาจรัฐที่กฎหมายให้ไว้ ควรต้องตัดสินใจโดยดูข้อดีข้อเสียให้ถ่องแท้ แต่เมื่อเงินเข้ามามีบทบาท ย่อมทำให้การตัดสินใจผิดเพี้ยนไปจากที่ควรเป็น เพราะการอนุมัติ อนุญาต และให้สัมปทาน หรือสิทธินั้น ๆ ถูกอิทธิพลเงินสินบนเข้าครอบ ลองหลับตานึกภาพดูว่า ถ้ากรมป่าไม้ให้สัมปทานทำไม้ในป่าซึ่งควรต้องรักษาไว้เป็นต้นน้ำ การทุจริตนั้นก็สามารถทำลายป่าให้หมดไปได้จากประเทศไทย

ประการที่สอง การทุจริตและความร่ำรวยผิดปกติของผู้มีอำนาจ ย่อมส่งผลร้ายต่อประชาชนตาดำ ๆ ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่ผู้ให้และผู้รับสินบนอาจไม่ได้รับผลร้ายโดยตรง เช่น การทุจริตในการก่อสร้างสะพาน ถนน หรืออาคาร ทำให้มาตรฐานของสิ่งเหล่านี้ต่ำลง เพราะใช้วัสดุและวิธีการที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น บางครั้งก็ร้ายถึงขนาดสิ่งเหล่านี้พังทลายลง เป็นเหตุให้ชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมากเสียไป

ประการที่สาม การทุจริตและความร่ำรวยผิดปกติ เป็นการฉกฉวยทรัพย์สินทั้งของรัฐและของประชาชนไปเป็นของส่วนตัว ดังจะเห็นได้จากการได้สัมปทานผูกขาดสาธารณูปโภคด้วยวิธีทุจริต ย่อมทำให้ผู้ให้สินบนนำค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปในการทุจริต มาบวกรวมเป็นต้นทุนและผลักภาระให้ประชาชนผู้ใช้บริการต้องใช้บริการราคาแพง ยิ่งกว่านั้น การเอาเงินที่ควรได้แก่รัฐมาเป็นของตัว ยังเป็นการเบียดบังประชาชนเจ้าของภาษีโดยตรง เป็นความผิดทั้งทางศาสนาและกฎหมาย โดยทางศาสนานั้นถือเป็นการลักทรัพย์ ส่วนทางกฎหมายก็ถือเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่

ท่านที่เคารพครับ

การโกงราษฎร์ โกงหลวง และความร่ำรวยผิดปกติ แม้จะเกิดจากค่าน้ำร้อนน้ำชา ก็เป็นความผิด ความเลว ที่สังคมต้องช่วยกันป้องปราม

การป้องปรามนั้นต้องเริ่มที่ประชาชน ซึ่งจะต้องร่วมกันเปลี่ยนทัศนคติต่อการได้มาซึ่งเงินทองว่า ต้องได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง และโดยวิธีที่ถูกต้อง ต้องบูชาความสุจริต ความดีงามมากกว่าเงินตรา และที่สำคัญที่สุด ต้องตั้งข้อสงสัย และประนามความร่ำรวยที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า หาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงอย่างไร และร่วมมือกันกำจัดคนรวยผิดปกติเหล่านี้ให้หมด

สภาพบังคับทางสังคมเช่นนี้ จะทำให้คนโกงไม่กล้าโกง

นอกจากนั้น นักธุรกิจผู้ประกอบกิจการทั้งหลายก็ต้องมีจริยธรรมไม่หวังได้สัมปทาน หรือสิทธิต่าง ๆ โดยวิธีการให้สินบน หากผู้ใดประพฤติเข้าข่ายนี้ สังคมธุรกิจต้องร่วมกันประณาม ไม่คบค้าด้วย เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้แข่งขันอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์กติกา แต่เป็นพวกชอบชกใต้เข็มขัด บรรษัทภิบาล หรือที่เรียกว่า good corporate governance ต้องเกิดขึ้นเพื่อป้องกันนักฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจให้หมดไป

สื่อมวลชนเองก็ต้องทำหน้าที่ขุดคุ้ยความร่ำรวยผิดปกติของบุคคล ไม่พึงเอารายได้จากการโฆษณาและความสัมพันธ์ส่วนตัวที่เกื้อกูลกันมากับผู้มีอำนาจมาบิดเบือนการนำเสนอข่าว การช่วยปกปิดความร่ำรวยผิดปกติหรือความทุจริตของผู้มีเงินและอำนาจต้องถือเป็นการผิดจรรยาบรรณหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนอย่างร้ายแรง ถึงขั้นต้องถือว่าร่วมกันกับผู้นั้นกระทำความผิด

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ

ความร่ำรวยผิดปกติและความทุจริตจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มี “โอกาส”

โอกาสทุจริตนั้นเกิดจากปัจจัยสำคัญสองประการคือ การมีอำนาจใช้ดุลพินิจมากมายที่เรียกว่า discretion ซึ่งกฎหมายให้ไว้และการขาดความโปร่งใสในการใช้อำนาจ ตัวเราจะสังเกตพฤติกรรมทุจริตอันเป็นที่มาของความร่ำรวยผิดปกติของข้าราชการและนักการเมือง เราก็จะพบความจริงข้อนี้ได้ไม่ยาก เช่นในกรมศุลกากรซึ่งกฎหมายศุลกากรที่ล้าหลังให้อำนาจเจ้าหน้าที่ไว้มากมาย ผู้ออกของต้องเสียเงินเป็นรายโต๊ะ ก็เพราะ “ดุลพินิจ” ที่มีล้นฟ้า และความไม่โปร่งใสในการปฏิบัติงาน แม้การอนุมัติโครงการใหญ่ ๆ ของฝ่ายการเมืองก็มีลักษณะเดียวกัน ดังนั้น จะขจัดต้นตอของความร่ำรวยผิดปกติ เราก็ต้องจำกัดดุลยพินิจของคนให้มากที่สุด

เพื่อการจำกัดดุลยพินิจนี้ ต้องเปลี่ยนวิธีการเขียนกฎหมายให้กฎหมายไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจผู้ใช้กฎหมายให้มากที่สุด เช่น กฎหมายต้องกำหนดเลยว่า ถ้ามีสถานการณ์หนึ่งเกิดขึ้น กฎเกณฑ์ที่จะใช้กันคือกฎเกณฑ์ใด ไม่ต้องให้คนมานั่งเอาใจข้าราชการหรือนักการเมือง หากดุลยพินิจลดลง การทุจริตก็จะลดลง เพราะความแน่นอนเกิดจากกฎหมายเอง ไม่ใช่เกิดจากใจผู้ใช้กฎหมาย ต้นทุนทางธุรกิจก็จะลดลง เพราะความไม่แน่นอนหมดไป

นอกจากนั้น การใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยทำงานแทนมนุษย์ก็จะลดทุจริตได้ ดังเช่นที่มีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการอนุมัติของออกจากด่านศุลกากรฟิลิปปินส์ ทำให้การทุจริตของเจ้าหน้าที่ตามโต๊ะต่าง ๆ หมดไป เพราะเครื่องจักรทุจริตไม่เป็น

ท่านผู้มีเกียรติครับ

การพูดถึงความร่ำรวยผิดปกติเฉย ๆ โดยไม่พูดถึงสาเหตุและการหาทางขจัดสาเหตุ ก็เหมือนการบ่นเกี่ยวกับอาการป่วยไข้โดยไม่รักษาสมุฏฐานของโรค ดังนั้น ในวันนี้ ผมจึงขอเชิญชวนให้เราได้ใช้เวลาในการหาสาเหตุอันเป็นสมุฏฐานของโรคร่ำรวยผิดปกติ และหาวิธีรักษาให้สาเหตุนั้นหายไปได้

ผมเชื่อว่า ถ้าเราร่วมมือกันทั้งสังคม ไม่เฉพาะปล่อยให้องค์กรตรวจสอบอย่าง ปปช. หรือ คตง. ต้องทำหน้าที่ฝ่ายเดียวเท่านั้น เราจึงจะขจัดความร่ำรวยผิดปกติได้

ขอบคุณครับ

รวมปาฐกถาภาษาไทย

บทบาทของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกับสังคมไทย
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานสภาที่ปรึกษาฯ
วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๕
ณ หอประชุมคุรุสภา ถนนราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพฯ

๑. ภาพรวมของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
     สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นองค์กรซึ่งเพิ่งจะเริ่มจัดตั้งขึ้นใหม่องค์กรหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ แม้ว่าจะยังไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ ให้เป็นองค์กรอิสระ แต่องค์กรนี้ก็ควรเป็นองค์กรอิสระอีกองค์กรหนึ่งที่ปราศจากการครอบงำทางความคิด องค์กรนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่มาแล้วอย่างน้อย ๑๐ เดือน นับตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นวันที่ประกาศความเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษา สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ทั้ง ๙๙ คนมาจากฐานอาชีพที่ต่างกัน จากภาคการผลิตด้านการเกษตร ๑๖ คน จากด้านอุตสาหกรรม ๑๗ คน จากด้านบริการ ๑๗ คน จากด้านสังคม ๑๙ คน จากด้านฐานทรัพยากร ๑๖ คน และจากผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๔ คน ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายรู้จักสภาที่ปรึกษาฯ บ้างแล้ว ผลงานของสภาที่ปรึกษาฯ นั้น ก็มีพอประมาณกับระยะเวลาที่ผ่านไป ผลงานที่เป็นหน้าที่โดยตรงของสภาที่ปรึกษาฯ ชิ้นแรกสุดก็คือ การให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นผู้ร่าง แผนพัฒนาฯ แต่ละฉบับใช้ในการพัฒนาประเทศเป็นระยะเวลา ๕ ปี แต่สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ มีอายุการทำงานเพียง ๓ ปีเท่านั้น พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาฯ ฉบับแรกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้คือ พระราชบัญญัติฯ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ บัญญัติหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ ในมาตราที่ ๑๐ ข้อ ๒ ให้เข้ามาทำหน้าที่ให้ความเห็นต่อแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ พอดี ในช่วงเวลานั้นพวกเรามีเวลาน้อยมากในการพิจารณาให้ความเห็นต่อแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ เรามีเวลาพิจารณาเพียงเดือนกว่า ๆ เท่านั้นเอง เนื่องจากแผนฯ ๙ ต้องประกาศใช้ในเดือนตุลาคม ๒๕๔๔ ในช่วงนั้นเราไม่ได้ประชาสัมพันธ์หรือให้ข่าวให้เป็นที่ครึกโครม เพราะเราไม่ต้องการบีบคั้นรัฐบาล ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม และไม่ต้องการสร้างภาพเช่นกัน กฎหมายบัญญัติให้เราเป็นเพียงที่ปรึกษาฯ ซึ่งไม่มีอำนาจต่อรองผลประโยชน์ใด ๆ ไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐกิจหรือการเมือง เจตนารมณ์นั้นต้องการให้เราเป็นกระจกสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ให้กับรัฐบาล สะท้อนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมและประเทศชาติ ผมเคยบอกกับสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ว่า พวกเราจะเป็นสภาจิ้งจกที่คอยทักรัฐบาล ให้เดินให้ถูกทาง และจะเป็นสภาจิ้งจกที่คอยทักตัวเราเองและประชาชนด้วย

๒. ความเป็นมาของสภาที่ปรึกษาฯ
     สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ หมวด ๕ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๙ หมวด ๕ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้กว้างมาก ตั้งแต่มาตรา ๗๑ – ๘๙ นั้นครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการทหาร เช่น มาตรา ๗๑ ครอบคลุมการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ มาตรา ๗๒ ครอบคลุมด้านการทหารและการป้องกันประเทศ เป็นต้น ดังนั้น สิ่งที่ควรอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษานั้นควรจะเป็นมาตราที่ ๗๖ ถึง ๘๗ เท่านั้น แม้กระนั้น ผมก็ไม่เห็นด้วยว่า สภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมีสมาชิกเพียง ๙๙ คน จะสามารถทำทุกอย่างที่กล่าวมาแล้วในมาตรา ๗๖ – ๘๗ ได้ทั้งหมด ยิ่งกว่านั้นก็คือ สภาที่ปรึกษาฯ เพิ่งจะเริ่มจัดตั้งขึ้นได้ไม่นาน ความพร้อมในด้านต่าง ๆ ยังมีไม่เต็มที่ ไม่ควรจะทำในสิ่งที่เกินกำลัง ควรจะค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป นอกจากภาระหน้าที่ ต่อเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศชาติแล้ว ภาระหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ ชุดนี้ซึ่งเป็นชุดแรกที่เข้ามาทำหน้าที่นี้ จะต้องพิจารณาวางกรอบและแนวทางการทำงานให้กับชุดต่อ ๆ ไป ด้วย
     สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ มาจากการสรรหาในหมวด ๑ มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ กระบวนการสรรหาไม่เหมือนกับการสรรหาในคณะกรรมการชุดอื่น ๆ และยังมีหลายขั้นตอนอีกด้วย กล่าวคือ

๑. ต้องมีคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมาจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๒๑ คน
๒. คณะกรรมการสรรหา จะต้องกำหนดกฎเกณฑ์การสรรหาให้ได้ตามที่พระราชบัญญัติบัญญัติเอาไว้ ซึ่งมีรายละเอียดมาก
๓. ต้องมีคณะอนุกรรมการสรรหา ซึ่งคัดเลือกมาโดยคณะกรรมการสรรหาอีก ๖ คณะ คณะละ ๑๒ คน ซึ่งแต่ละคณะ ต้องเกี่ยวข้องกับด้านต่าง ๆ ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ เช่น อนุกรรมการการผลิตด้านการเกษตร อนุกรรมการการผลิตด้านการอุตสาหกรรม และอนุกรรมการการผลิตด้านการบริการ เป็นต้น
๔. คณะอนุกรรมการแต่ละคณะ ต้องคัดเลือกบุคคลจำนวนไม่น้อยกว่า ๓ เท่า ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ จากผู้สมัครจากองค์กรต่าง ๆ
๕. บุคคลที่คัดเลือกมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ เท่านี้ จะต้องมาคิดเลือกกันเองอีกครั้งหนึ่ง ให้ได้สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ตามจำนวนในท้ายพระราชบัญญัติ เช่น จากภาคการผลิตด้านการเกษตร ๑๖ คน จากภาคการผลิตด้านอุตสาหกรรม ๑๗ คน จากภาคการผลิตด้านการบริการ ๑๗ คน เป็นต้น
ซึ่งวิธีการสรรหานั้น ท่านสามารถอ่านรายละเอียดได้ในพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาฯ ที่ได้แจกไปแล้วตอนลงทะเบียน

ส่วนคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของผู้ที่จะสมัตรเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ นั้นจะต้องมีคุณสมบัติตามมาตราที่ ๗ ดังนี้

๑. ต้องมีสัญชาติไทย
๒. ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี คนวิกลจริต ฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ
๓. ต้องไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง

๓. อำนาจหน้าที่
พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาฯ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ ให้เป็นองค์กรสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจและสังคม โดยมิใช่เป็นองค์กรเพื่อต่อรองผลประโยชน์ของบุคคลใด หรือกลุ่มบุคคลใด ไว้ในหมวด ๒ มาตรา ๑๐ ถึง มาตรา ๑๗ ดังนี้

๓.๑ ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บัญญัติไว้ในหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (มาตรา ๑๐)
๓.๒ ให้ความเห็นเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนอื่นตามที่กฎหมายกำหนด (มาตรา ๑๐)
๓.๓ ให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในกรณีที่คณะรัฐมนตรีส่งเรื่องให้สภาที่ปรึกษาฯ พิจารณาให้คำปรึกษา (มาตรา ๑๒)
๓.๔ สภาที่ปรึกษาฯ สามารถจัดทำรายงานการศึกษาเรื่องที่เห็นสมควรกำหนดเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และจัดทำรายงานประจำปี เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อเผยแพร่เป็นการทั่วไปได้ (มาตรา ๑๓)

     เมื่อสภาที่ปรึกษาฯ ได้เสนอข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีจัดทำรายงานผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี และให้เปิดเผยต่อสาธารณชนทราบด้วย (มาตรา ๑๗)

     ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลตอบรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาฯ ตามกระบวนการราชการเท่านั้น แต่ยังไม่ได้จัดทำรายงานผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีเปิดเผยต่อสาธารณชน เช่น เรื่องแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ นั้น คณะรัฐมนตรีได้นำความคิดเห็นของสภาที่ปรึกษาฯ ไปปรับแผนที่สภาพัฒน์ร่างมาแล้ว หรือเรื่องความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติสภาการเกษตรแห่งชาติ ก็ส่งเรื่องไปให้กระทรวงเกษตรฯ และกฤษฎีกาพิจารณาปรับปรุงตามความเห็นของสภาที่ปรึกษาฯ เท่านั้น ยังไม่ได้จัดทำรายงานผลการพิจารณาและการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีเปิดเผยต่อสาธารณชนเลย

๔. บทบาทต่อสังคมไทย

๔.๑ การเชื่อมความสัมพันธ์กับเครือข่าย จากความเป็นมาในเรื่องการสรรหาสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ จะเห็นได้ว่า การทำงานของสภาที่ปรึกษาฯ จำเป็นต้องเชื่อมความสัมพันธ์กับเครือข่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรที่ส่งสมาชิกสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ เพื่อทำงานประสานกันในการสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคมต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้คณะรัฐมนตรี หรือรัฐบาลเข้าใจปัญหา ความต้องการ และแนวทางแก้ปัญหาของภาคประชาชนอย่างแท้จริง เพราะประชาชนเท่านั้นที่จะรู้และเข้าใจปัญหาและความต้องการของตนเอง และเป็นไปได้ด้วยว่า ประชาชนรู้และเข้าใจแนวทางแก้ไขปัญหาของตนเองด้วย หากเขาเหล่านั้น ได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นกันมาอย่างดีแล้วในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ของตนเอง การแก้ไขปัญหานั้นจึงจะไม่ใช่การแก้ไขปัญหาจากฝ่ายราชการเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น การที่ภาคประชาชนได้เข้ามาร่วมระดมความคิดเห็นนั้นตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ด้วย เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ได้เพิ่มเติมมาตราสำคัญมาตราหนึ่งซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีตที่ผ่านมา นั่นคือมาตรา ๗๖ ที่ให้รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ

ในฐานะที่เป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญฉบับปีปัจจุบัน ขอยืนยันว่า ก่อนจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปีปัจจุบันนั้น ได้มีการแบ่งเป็นคณะทำงานต่าง ๆ ทำการศึกษาเป็นเรื่องเป็นราวเป็นอย่างดีแล้ว พยายามอุดช่องโหว่ในอดีตที่ผิดพลาด และแก้ไขให้ดีขึ้น ส่วนสภาที่ปรึกษาฯ นั้น เกิดขึ้นจากการถกปัญหาในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญ ว่าจะต้องมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะทางด้านสังคม ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ซึ่งผิดกับด้านเศรษฐกิจที่มีมากมายหลายหน่วยงาน

แต่การที่รัฐธรรมนูญหมวด ๕ มาตรา ๘๙ กำหนดให้มีการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาฯ และให้ดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพึงระวังสำหรับสภาที่ปรึกษาฯ มาก เนื่องจากเป็นองค์กรใหม่ตามที่ได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น และการที่มีสมาชิกเพียง ๙๙ คน และส่วนใหญ่ก็มีอาชีพหลักด้วยกันทั้งนั้น จะมีเวลามากน้อยขนาดไหนที่จะพิจารณาให้ความเห็นในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกว้างมาก และทรัพยากรต่าง ๆ ก็มีขีดจำกัด ผมไม่คิดว่าสภาที่ปรึกษาฯ จะทำได้ทุกเรื่อง คงต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เรื่องใดที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม หรือต่อนโยบายโดยรวมของประเทศ เราก็จะพิจารณาดำเนินการทันที

๔.๒ กรณีข้อร้องเรียนต่าง ๆ สภาที่ปรึกษาฯ จะไม่พิจารณาข้อร้องเรียนทุกเรื่องที่เสนอมา เนื่องจากข้อจำกัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะข้อร้องเรียนใดก็ตามที่มีเจ้าภาพอยู่แล้ว สภาที่ปรึกษาฯ จะไม่ไปทำซ้ำซ้อนกับหน่วยงานนั้น ๆ อีก แต่ถ้าส่งมา เราก็จะส่งข้อร้องเรียนนั้นไปที่หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงให้ และขอเรียนว่าข้อร้องเรียนใดก็ตามที่ไม่กระทบต่อนโยบายโดยรวมของประเทศ สภาที่ปรึกษาฯ ก็จะไม่พิจารณา และไม่ส่งข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรีเช่นกัน

ถ้าเราไม่มีข้อกำหนดในการทำเช่นนี้ ข้อร้องเรียนต่าง ๆ ก็อาจจะเข้ามามาก ซึ่งอาจเป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลกลุ่มเล็ก ๆ ที่สาระสำคัญไม่กระทบต่อภาพโดยรวมของสังคมหรือนโยบายโดยรวมของประเทศ หรืออาจเป็นเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซึ่งเสียผลประโยชน์ในกลุ่มตน แล้วใช้เวทีของสภาที่ปรึกษาฯ เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องผลประโยชน์ การตั้งสภาที่ปรึกษาฯ ก็จะไม่เกิดประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในที่สุดสภาที่ปรึกษาฯ ก็จะไม่มีเวลาทำงานอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ตรงกันข้าม หากเรื่องราวใดก็ตามที่มีผลกระทบต่อประเทศชาติ และประชาชนส่วนรวมแล้ว สภาที่ปรึกษาฯ จะไม่ชักช้าที่จะดำเนินการเรื่องนั้นทันทีเช่นกัน

วิธีการดำเนินการในกรณีข้อร้องเรียนของสภาที่ปรึกษาฯ นั้น เราจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ จะกี่คนก็แล้วแต่สมัครใจ ดำเนินการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องจากทุกฝ่ายมาให้ข้อมูล และถ้าจำเป็นก็จะจัดสัมมนาเพื่อให้เป็นเวทีแสดงความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุด ผลจะออกมาอย่างไรนั้น ก็จะเสนอเข้าคณะทำงานกิจการสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมีผมเป็นประธาน มีรองประธานสภาที่ปรึกษาฯ ทั้ง ๒ ท่าน มีประธานคณะทำงานทุกคณะ และมีตัวแทนจากสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมาจากทุกฐานอาชีพตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติอีก ๑๒ คน และเสนอเข้าสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมีสมาชิก ๙๙ คน เป็นลำดับถัดไป เพื่อพิจารณาร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง จึงจะถือเป็นความถูกต้องและชอบธรรม

๔.๓ ในด้านเศรษฐกิจและสังคม ข้อร้องเรียนบางเรื่อง เราจะมอบหมายให้คณะทำงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณา ซึ่งมีทั้งหมด ๑๑ คณะ เป็นคณะทำงานประจำสภาที่ปรึกษาฯ คณะทำงานทั้ง ๑๑ คณะที่ตั้งขึ้นนั้น ก็เพื่อให้ครอบคลุมนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐครอบคลุมนโยบายเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่

๑. คณะทำงานกิจการสภาที่ปรึกษาฯ
๒. คณะทำงานการเกษตรและสหกรณ์
๓. คณะทำงานเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และการอุตสาหกรรม
๔. คณะทำงานบริการ และการท่องเที่ยว
๕. คณะทำงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และพลังงาน
๖. คณะทำงานศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม
๗. คณะทำงานสาธารณสุข และการพัฒนาคุณภาพชีวิต
๘. คณะทำงานแรงงานและสวัสดิการสังคม
๙. คณะทำงานสิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองผู้บริโภค
๑๐. คณะทำงานความสัมพันธ์กับเครือข่ายภาคประชาชน
๑๑. คณะทำงานติดตามและศึกษาปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบ

     นอกจากนั้นยังตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นอีกเป็นระยะ ๆ ตามความจำเป็น ขณะนี้มีทั้งหมด ๑๘ คณะด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น คณะทำงานศึกษาและติดตามการดำเนินงานเขื่อนทดน้ำบางปะกง คณะทำงานศึกษาและอนุรักษ์แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง เป็นต้น ซึ่งคณะทำงานศึกษาและติดตามการดำเนินงานเขื่อนทดน้ำบางปะกงนั้น ได้รับความสนใจจามหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ลงข่าวติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน และได้ทรงทราบถึงพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นห่วงพสกนิกรในลุ่มน้ำบางปะกง และมีรับสั่งให้ท่านนายกรัฐมนตรีดำเนินการเพื่อช่วยเหลือในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งท่านนายกฯ ก็ได้เดินทางไปดูพื้นที่ด้วยตัวเอง และสั่งให้จังหวัดฉะเชิงเทราดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ลุล่วงภายใน ๓ เดือน นับตั้งแต่วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๕ ซึ่งบัดนี้ก็ครบกำหนดเวลาตามที่ท่านนายกฯ ให้แล้ว ทางจัดหวัดฉะเชิงเทราก็ได้สรุปผลการพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าวส่งไปให้ท่านนายกฯ แล้ว ซึ่งเท่าที่ทราบนั้น เขื่อนดังกล่าวคงต้องปล่อยให้เป็นอนุสาวรีย์ให้อนุชนรุ่นหลังดูเป็นอุทาหรณ์ และเป็นอนุสาวรีย์ไว้เตือนสติผู้ที่เกี่ยวข้องให้พึงระวังสังวรก่อนทำการสร้างเขื่อนอันต่อ ๆ ไปด้วย เช่น เขื่อนท่าจีน ผลที่เกิดขึ้นครั้งนี้น่าจะกลายเป็นผลดีต่อนโยบายโดยรวมต่อมาว่า หากจะสร้างเขื่อนใด ๆ ก็ตามขึ้นอีกในอนาคต กรมชลประทานหรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตควรทำการศึกษาให้ถ่องแท้ถึงผลดีและผลเสียของการสร้างเขื่อนเสียก่อน ไม่ใช่สร้างเสร็จแล้วค่อยหาทางแก้ไขปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้

๔.๔ ในด้านการเกษตร เรื่องหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญเป็นพิเศษก็คือเรื่องการเกษตร เพราะการเกษตรเป็นอาชีพของคนไทยมานาน ด้วยสภาพพื้นที่และภูมิอากาศที่เหมาะสม พืชพันธุ์ธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์ และประชากรกว่าร้อยละ ๕๐ ของประเทศที่ยังยึดอาชีพการเกษตรเป็นอาชีพหลัก

เหตุการณ์ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนว่าอาชีพการเกษตรเป็นที่พึ่งของคนไทยและเป็นที่พึ่งในยามยากเสมอ นั่นคือ คนงานจำนวนมากที่ถูกปลดออกจากงาน รวมทั้งเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่จำต้องทิ้งนาทิ้งไร่ไปขายแรงงานในโรงงานต่าง ๆ ไปทำมาหากินในต่างถิ่น ได้ทยอยเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองกลับไปยังชีพการเกษตรตามที่ตนเองถนัด ในขณะนั้นอัตราการขยายตัวของการส่งออกลดลงอย่างมาก สินค้าอุตสาหกรรมที่เคยส่งออกได้มากและเป็นอันดับต้น ๆ กลับส่งออกได้ลดลง และลดลงอย่างมาก แต่สินค้าเกษตรกลับส่งออกได้ และส่งออกได้มากขึ้นด้วย การที่เศรษฐกิจในขณะนั้นที่ยังมีอัตราการขยายตัวอยู่เล็กน้อยได้ ก็เพราะผลพวงของสินค้าเกษตรนั่นเอง รัฐและหน่วยงานวางแผนของประเทศ ตลอดจนประชาชนคนไทยทุกคน จึงตระหนักดีถึงความสำคัญของสินค้าเกษตร และหันมาสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตร และการใช้วัตถุจากสินค้าเกษตรให้มากขึ้น โดยการปรับโครงสร้าง การผลิตใหม่ เน้นอุตสาหกรรมการเกษตรให้มากขึ้น

นี่คือความสำคัญของการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษไทย จะเกิดอะไรขึ้นเราก็ยังใช้ผืนดิน ผืนป่า และผืนน้ำ ทำมาหากินเพื่อยังชีพอยู่ได้ ทรัพย์สมบัติ ที่ปู่ ย่า ตา ยาย ทิ้งไว้ให้ สามารถดำรงชีพอยู่ได้ แม้จะไม่ร่ำรวย แต่ก็มีกิน ท้องอิ่ม แถมมีความสุขที่ไม่ต้องทนกับมลภาวะหรือมลพิษในกรุง ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้แก่ผู้เฒ่า ลูก ๆ หลาน ๆ ได้อยู่พร้อมหน้า พร้อมตากัน

ที่น่าเสียดายก็คือ อาชีพการเกษตรยังพัฒนาไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร ที่ผ่านมาเกษตรกรยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ตรงกันข้าม ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งยากจนลงเรื่อย ๆ จำนวนหนี้สินก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่เกษตรกรเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และอาชีพการเกษตรก็ทำให้คนไทย และประเทศชาติดำรงคงอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงประเทศชาติอื่นด้วย ไม่ว่าใครจะทำสงครามกับใคร ใครจะก่อวินาศกรรมประเทศใคร ประเทศไทยเราก็มีข้าวกิน ไม่ต้องเดือดร้อน

องค์การอาหารโลก หรือ FAO นั้นได้ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยรวมทั้งอาเซียนเป็นศูนย์กลางอาหารโลก นั่นย่อมชัดเจนแล้วว่า ทรัพยากรธรรมชาติของเขากำลังจะหมดไปและต้องแสวงหาทรัพยากรแหล่งใหม่ในโลกว่าอยู่ที่ใดบ้าง และในที่สุดก็พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ ความอุดมสมบูรณ์ของโลกอยู่ที่นี่ ยิ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า เราจะต้องหวงแหนทรัพยากรของเรา ต้องรวมแรงร่วมใจกันดูแลทรัพยากร ซึ่งขณะนี้มีอยู่ค่อนข้างจำกัดลงไปทุกทีให้ดี อย่าให้ใครมาทำลาย หรือแย่งชิงไปได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากก็คือ ข้อมูลที่ท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ข้อมูลนั้นยืนยันว่า สหรัฐอเมริกา สามารถควบคุมอัตราการเกิดหรือการเพิ่มขึ้นของประชากรได้ดี เพราะขณะนี้มีประชากรเพียงร้อยละ ๕ ของโลก แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า การบริโภคทรัพยากรของสหรัฐอเมริกาจากแหล่งอื่นนอกประเทศนั้นคิดเป็นทรัพยากรของโลกทั้งหมดถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นยังใช้พลังงานทั้งหมดของโลกสูงถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเขาจึงได้ทำการแสวงหาทรัพยากรไปทั่วโลกอย่างทุกวันนี้

๔.๕ สนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในด้านนโยบายการผลิต การค้า การลงทุนนั้น ก็ควรพยายามใช้นโยบายพึ่งพาตนเอง แนวทางการพัฒนาต้องไม่พัฒนาตามแบบอย่างประเทศอื่น ก่อนจะใช้แบบการพัฒนาของใครก็ตาม ก็ควรจะพินิจพิเคราะห์ให้รอบคอบและถ่องแท้เสียก่อน จะอย่างไรก็แล้วแต่ การพัฒนาของสังคมไทยเรานั้น ไม่ควรลืมด้านการเกษตรอย่างเด็ดขาด

การเกษตรโดยทั่วไปต้องอาศัยพื้นดิน ผืนป่า และผืนน้ำ เป็นลำดับแรก อาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และอาศัยสามัญสำนึกที่ดีต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และประเทศชาติเป็นลำดับถัดมา ทุกอย่างต้องอาศัยพึ่งพิงซึ่งกันและกัน ความเจริญยั่งยืนจึงดำรงอยู่ได้ตลอดไป ความเห็นแก่ตัวของคนคนหนึ่งอาจทำลายหลาย ๆ สิ่งในสังคมได้ และความยั่งยืนก็จะไม่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้เลย หากมีคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ และที่สำคัญต้องช่วยกันระมัดระวังอาชญากรทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศด้วย

ในเรื่องความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีนั้น มีความสำคัญไม่น้อย แต่ถ้าใช้มากและใช้อย่างผิด ๆ ก่อให้เกิดผลร้าย ๆ ตามมาได้เช่นกัน เช่น การใช้ยาฆ่าแมลง การใช้ปุ๋ยเคมี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตจากการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวได้พิสูจน์แล้วว่า มนุษย์ทำลายธรรมชาติและทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเองโดยไม่รู้ตัว สารพิษที่ตกค้างในพืช ผัก ผลไม้ เป็นผลของการใช้สารเคมีอย่างเห็นได้ชัดเจน มนุษย์จึงหันมาสนับสนุนและรณรงค์ให้ทำการผลิตโดยวิธีธรรมชาติมากขึ้น เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยคอก แทนการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งถ้าคิดให้ดีแล้ว จะเห็นว่าปุ๋ยเคมีนั้น ไทยจะต้องนำเข่าจากต่างประเทศในราคาสูง ผลก็คือ ต้นทุนการผลิตที่สูงตามไปด้วย ราคาสินค้าก็ย่อมสูงตาม และในที่สุดการแข่งขันทางการค้าของไทยก็จะสู้ประเทศอื่น ๆ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ นี่จึงนำไปสู่ความคิดที่จะทำการผลิตแบบพึ่งพาตนเอง พึ่งพาสิ่งที่มีอยู่แล้วภายในประเทศ นั่นคือ การทำเศรษฐกิจแบบพอเพียง

ตัวอย่างอีกอันซึ่งมนุษย์ทำลายธรรมชาติและทำร้ายสิ่งแวดล้อมของตัวเองก็คือ การทำให้แม่น้ำลำคลองเน่าเสีย ซึ่งเกิดจากการกระทำของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิตด้านการเกษตร ซึ่งเกิดจากการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง หรือเกิดจากมูลของสุกร ที่ได้ไหลลงไปในแม่น้ำลำคลอง ภาคอุตสาหกรรม ที่ถ่ายเทของเสียจากการผลิตซึ่งมีสารพิษต่าง ๆ ภาคบริการ หรือแม้แต่ภาคประชาชน ที่ทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง ผลที่ตามมานั้นทุกคนทราบดีและประจักษ์กับสายตาตนเองแล้ว ทั้งแม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกง หรือแม่น้ำอื่น ๆ นั้นเน่าเสีย บางแห่งใช้การไม่ได้ ซึ่งผิดกับแต่ก่อนที่ยังใช้กิน ใช้อาบ ใช้สารพัดประโยชน์ สามารถจับกุ้ง ตกปลาได้ เดี๋ยวนี้ไม่มีอีกแล้ว ต้องกินกุ้งเลี้ยง ปลาเลี้ยง หรือกินจากสัตว์น้ำทะเลเท่านั้น ซึ่งนับวันจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ และยิ่งการจับนั้นไม่ปรานีหรือละเว้นการจับสัตว์น้ำตัวเล็ก ๆ หรือกำลังมีไข่ด้วยแล้ว โอกาสที่จะมีสัตว์น้ำเอาไว้กินอย่างยั่งยืนนั่น ก็ยิ่งน้อยลงเป็นเงาตามตัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นประโยชน์ของการพึ่งพาตนเอง ทางเล็งเห็นถึงความพอเพียงมาหลายนานนับสิบ ๆ ปี ทรงให้ความสำคัญกับการเกษตรมาโดยตลอด ทรงทำการทดลองการเกษตรด้วยตนเอง ใช้พื้นที่ในเขตพระราชฐานคือวังสวนจิตรฯ เพื่อทำการทดลอง ทั้งการทำนา การเลี้ยงโคนม เป็นต้น ทรงค้นคิดเทคโนโลยีสารพัดเพื่อตอบสนองต่อการผลิตด้านการเกษตร เช่น ทำฝนเทียม นำประโยชน์ของหญ้าแพรกมาใช้ประโยชน์พื่อการป้องกันดินและเป็นแนวป้องกันการไหลไปโดยเปล่าประโยชน์ของน้ำ การคิดหาแนวทางป้องกันน้ำท่วมโดยให้ทำโครงการแก้มลิง เป็นต้น ทรงเตือนสติคนไทยอยู่เสมอให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติ ทรงเล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ของน้ำ ทรงเตือนสติให้ทุกคนเห็นประโยชน์ของผืนป่าและอย่าทำลายผืนป่า อย่าทำลายแหล่งน้ำสะอาด เพราะเราต้องอาศัยเพื่อกิน เพื่อใช้ เพื่อทำการเกษตร เพื่อการอุตสาหกรรม และอื่น ๆ อีกนานัปการดังที่กล่าวมาแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจในพระองค์ท่าน ปฏิบัติตามพระกระแสรับสั่งและดำเนินตามรอยพระบาท แม้คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงก็ยังแปลความกันไปต่าง ๆ นานา

บัดนี้ ทุกคนเริ่มมองเห็นและประจักษ์ชัดว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" มีความสำคัญเพียงใด แม้แต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๙ ก็ได้นำปรัชญานี้มาบรรจุไว้ในแผนพัฒนาฯ ด้วยเป็นต้น ซึ่งแผนดังกล่าวนี้ ได้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นจากสภาที่ปรึกษาฯ ก่อนประกาศใช้แล้ว ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายสภาที่ปรึกษาฯ ยังขาดเพียงขั้นตอนในการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติเท่านั้นว่า กระทรวงเกษตรฯ จะแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติได้ดีเพียงใด ได้ผลเป็นรูปธรรมหรือไม่ ซึ่งในขั้นตอนของการร่าง "แผนพัฒนาการเกษตร" ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๙ นั้น สภาที่ปรึกษาฯ ก็มิได้ละเลยเช่นกัน สภาที่ปรึกษาฯ โดยคณะทำงานการเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาให้ความเห็นเช่นกัน

นอกจากนี้ยังได้ให้ความสำคัญต่อร่างกฎหมายอีกหลายฉบับ ได้แก่ร่างพระราชบัญญัติสภาการเกษตรแห่งชาติ ร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ร่างพระราชบัญญัติการประมง ร่างพระราชบัญญัติสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร ร่างพระราชบัญญัติวิสาหกิจชุมชน แต่ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอไปยังคณะรัฐมนตรีนั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติสภาการเกษตรแห่งชาติ ร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์การเกษตร รวมทั้งการได้มีการให้ความเห็นในเรื่องของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรหลังพักชำระหนี้ ส่วนร่างกฎหมายอื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้วและไม่ได้เสนอ ครม. นั้นเพราะไม่มีความเห็นเพิ่มเติมจากที่ร่างไว้แล้ว จึงไม่ส่งความเห็นใด ๆ ไป

นี่เป็นเพียงผลงานส่วนหนึ่งที่สภาที่ปรึกษาฯ ได้ทำผ่านมาแล้ว นอกจากนั้นสภาที่ปรึกษาฯ ยังได้ให้ความเห็นในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม เช่น การแปรสัญญาโทรคมนาคม นโยบายการบินพาณิชย์กับการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ การจ้างเหมา (turn key) ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงวงแหวงกาญจนาภิเษกด้านใต้ นโยบายแรงงานต่างด้าว และอื่น ๆ อีก รวมทั้งกำลังดำเนินการในเรื่องข้อร้องเรียนของผู้ค้าปลีกรายย่อย ข้อร้องเรียนเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร เป็นต้น

การจัดสัมมนาครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เป้าหมายสำคัญก็คือ การรวบรวมปัญหา ความต้องการ และแนวทางแก้ปัญหาของเกษตรกรเพื่อการกำหนดแนวทางการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนจากภาคการเกษตรโดยตรง ซึ่งได้รวบรวมมาจากทุกภาคของประเทศแล้วในการจัดสัมมนาที่ผ่านมา คือที่จังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น พัทลุง และนครนายก ปัญหาส่วนใหญ่ก็มีความคล้ายกันในหลักการ ซึ่งมีอยู่ ๘ ปัญหาคือ

๑. ปัญหาการขาดที่ดินทำกิน

๒. ปัญหาการจัดการน้ำเพื่อการผลิต

๓. ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร

๔. ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

๕. ปัญหาการสหกรณ์

๖. ปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

๗. ปัญหาประมงชายฝั่ง

๘. ปัญหาการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการพัฒนา

ปัญหาทั้ง ๘ ประการนี้เป็นปัญหาหลักที่จะต้องสรุปให้เป็นรูปธรรมในการสัมมนาครั้งนี้ และแน่นอนว่าการแก้ไขปัญหาจะต้องใช้หลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ทุกคนยอมรับและตระหนักแล้วว่า จะพาให้ประเทศชาติไปได้ตลอดรอดฝั่ง จะทำให้การพัฒนาการเกษตรมีความยั่งยืนได้ แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยปัจจัยหลายประการ ปัจจัยประการสำคัญคือมนุษย์นั่นเอง มนุษย์ต้องอยู่คู่กับทรัพยากรธรรมชาติ หากไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ มนุษย์ก็อยู่ไม่ได้ มนุษย์จึงต้องมีสามัญสำนึกในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างระมัดระวัง เพื่อให้มีใช้ได้ตลอดไปจนถึงชั้นลูกชั้นหลาน ไม่ว่าทรัพยากรนั้นจะเป็นดิน น้ำ ป่าไม้ หรือแร่ธาตุใด ๆ ก็ตาม

การพัฒนาประเทศที่ผ่านมานั้นไม่ว่าจะเป็นประเทศใด ๆ ในโลกนี้ มักจะมุ่งการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก และการพัฒนาเศรษฐกิจก็มักอาศัยการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวมักทำลายทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อม ๆ กัน รวมทั้งการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีของโลกตะวันตก แต่ปัจจุบันมนุษย์เริ่มเชื่อแล้วว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นไม่ควรทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพราะการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมก็จะย้อนกลับมาทำลายตัวมนุษย์เองนั่นแหละ

ท่านพระธรรมปิฎกท่านเขียนข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรในหนังสือดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจมากคือ ป่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญของโลก ป่านั้นหมดไปปีละ ๑๐๕ ล้านไร่ พื้นที่เพาะปลูกกลายเป็นทะเลทรายปีละ ๓๖ ล้านไร่ พันธุ์สัตว์ พันธุ์พืช สูญไปปีละประมาณ ๕,๐๐๐ ชนิด เพราะป่าถูกทำลาย มีอุทกภัยหรือน้ำท่วมบ่อยขึ้น และรุนแรงขึ้น พร้อมกับเกิดภาวะขาดแคลนน้ำบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นด้วย เนื่องจาน้ำเหือดหาย แม่น้ำและแหล่งน้ำทั้งหลายแห้งไป หรือมีปริมาณน้อยลง มีภัยแล้งมากขึ้น

นอกจากนั้นการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง (ตั้งสติ) อย่างประเทศที่เจริญแล้วในซีกโลกตะวันตก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา มีความเจริญมากทางภาคอุตสาหกรรม ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมก็ย่อมมีมาก ขยะก็มาก ไม่มีที่เผาทำลายขยะ จึงบรรทุกใส่เรือแล่นไปทั่วน่านน้ำมหาสมุทรเพื่อหาที่ทิ้งในประเทศอื่น นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นที่แสดงถึงความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ที่เอาของเสียไปทิ้งที่บ้านเมืองคนอื่น นี่คือตัวอย่างที่ไม่เพียงสร้างปัญหาให้บ้านเมืองตนเองเท่านั้น แต่ยังสร้างปัญหาให้กับชาวโลกอีกด้วย

นี่เป็นตัวอย่างของการพัฒนาทางด้านวัตถุเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีผลตามมามากมายในด้านสังคม ทำให้ด้านจิตใจเสื่อมทราม ในที่สุดมนุษย์ก็เริ่มจะมองเห็นแล้วว่า วิถีการพัฒนาที่ผ่านนั้นไม่ถูกต้องและไม่ถูกทาง พวกที่มองเห็นปัญหาดังกล่าวนี้อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุคนั้นเกิดฮิปปี้ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ฮิปปี้เหล่านี้หันมาใช้ชีวิตแบบธรรมชาติ ธรรมชาติมากจนกลายเป็นหลุดโลกไป ซึ่งไม่ใช่วิธีทางที่ถูกต้อง ขาดความพอดี เพราะมันไม่ใช่วิถีชีวิตที่เดินทางสายกลาง

ตัวอย่างอีกอันหนึ่งซึ่งเป็นผลพวงของการพัฒนาทางด้านวัตถุเพียงด้านเดียวก็คือ สถิติการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แม้แต่ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน สถิติการฆ่าตัวตามก็สูงขึ้นด้วย กล่าวคือสูงขึ้นจาก ๓,๖๐๒ คน ในปี ๒๕๓๔ เป็น ๕,๑๘๙ คนในปี ๒๕๔๓ หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๔๔.๐๖

การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้น เราเน้นอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก กล่าวคือ มุ่งเน้นการขยายตัวในภาคการผลิตด้านต่าง ๆ ซึ่งมักพูดถึงการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติขยายตัวเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ ขยายตัวสูงถึง ๒ หลัก ซึ่งเป็นผลมาจาการขยายตัวของการส่งออก โดยเฉพาะของสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งทุกคนก็จะดีใจและภูมิใจ แต่ผลที่ตามมาเป็นอย่างไรทุกคนคงซาบซึ้งดีแล้ว เพราะในที่สุดการพัฒนาก็ต้องเปลี่ยนโฉมหน้ามาเน้นด้านการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ผมไม่ได้ตำหนิว่า ที่ผ่านมาแล้วนั้น รัฐบาลไม่ดี หรือสภาพัฒน์ไม่ดี วางแผนผิดพลาดหมด ผมเองเคยรับหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี เคยเป็นรัฐบาลมาด้วยสมัยหนึ่งเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้วต้องยอมรับว่าในยุคสมัยนั้น การวางแผนการพัฒนาเขาก็มองสภาวการณ์ในขณะนั้นว่าต้องเน้นการพัฒนาไปในด้านใด เมื่อเหตุการณ์ได้ผ่านพ้นมาแล้วพอสมควรจึงจะเห็นชัดเจนว่าการวางแผนที่ผ่านมานั้นจะต้องเน้นสิ่งใด ไม่ควรเลียนแบบการพัฒนาของประเทศใด ขณะนี้ทุกคนตระหนักดีแล้วว่า การวางแผนการพัฒนานั้นไม่ใช่มองไปไกลแค่ ๕ ปี อย่างที่เคยปฏิบัติมาแล้ว แต่ต้องมองให้ไกลไปถึง ๒๐ ปีหรือมากกว่านั้น และต้องวางแผนโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย

๕. สรุป

ในการดำเนินงานของสภาที่ปรึกษาฯ ในระยะต่อไปนั้น สภาที่ปรึกษาฯ ยังยึดหลักการดำเนินงานภายใต้แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามหมวด ๕ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทุกประการ โดยจะดำเนินการในเรื่องที่มีผลกระทบต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ และจะดำเนินการในเรื่องที่ยังไม่มีเจ้าภาพเท่านั้น เพื่อไม่ให้ดำเนินการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐองค์กรอื่น การดำเนินการของสภาที่ปรึกษาฯ นั้น อาจจะดำเนินการเองตามลำพัง หรือร่วมมือกับองค์กรอื่นก็ได้ เช่น เรื่องความยากจน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยก็ให้ความสนใจศึกษาไว้บ้างแล้วซึ่งเป็นส่วนของนักวิชาการ และเรื่องนี้ยังไม่มีเจ้าภาพที่เป็นหน่วยงานราชการเข้ามาดูแลอย่างเป็นองค์รวม สภาที่ปรึกษาฯ ก็จะเข้ามาดำเนินการโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนด้วย การสัมมนาครั้งนี้ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการรวบรวมปัญหา และหาแนวทางแก้ไขปัญหาของประชาชนส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาความยากจนของประชาชนไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนที่ได้รวบรวมไว้แล้วเท่านั้น ยังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องอีกหลายประการ เช่น เรื่องการศึกษา เรื่องสาธารณสุข เรื่องสวัสดิการของคนงาน เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น และการจะธำรงรักษาความเป็นไทยให้คงอยู่ตลอดไปด้วยแล้ว ก็ต้องรักษาและอนุรักษ์สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไป

รวมปาฐกถาภาษาไทย

แนวปาฐกถาพิเศษของ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี
เรื่อง “บทบาทภาคธุรกิจเอกชนกับปัญหาคอร์รัปชัน”
ในการเสวนาระหว่างภาคธุรกิจเอกชนและสำนักงานป.ป.ช.
วันจันทร์ที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๖
ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

ท่านผู้มีเกียรติ

ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญให้มาพูดกับท่านผู้มีเกียรติในการเสวนาระหว่างภาคธุรกิจเอกชนกับคณะกรรมการและผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ช. เรื่อง “บทบาทภาคธุรกิจเอกชนกับปัญหาคอร์รัปชัน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลซึ่งอยู่ในภาคธุรกิจเอกชนได้ให้ความสำคัญของปัญหาการทุจริตที่เป็นปัญหาระดับชาติ มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเป็นการระดมความคิดเห็นในการร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอีกด้วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะหยิบยกมาพูดคุยกัน ด้วยภารกิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งถือกำเนิดมาจากรัฐธรรมนูญที่เราเรียกว่าฉบับประชาชนมุ่งเน้นในเรื่องของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการต่อต้านการทุจริต และการเสริมสร้างทัศนคติค่านิยมในความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งการเสวนาในวันนี้นับเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนในภาคธุรกิจเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นที่จะร่วมกันต่อต้านการทุจริตนั่นเอง

ท่านที่เคารพ ดังที่ผมได้เรียนไว้ตอนต้นแล้วว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศชาติและประชาชน ถ้าผู้ให้และผู้รับสมยอมซึ่งกันและกันย่อมเป็นการส่งเสริม สนับสนุน เหมือนมะเร็งร้ายที่ค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมไปในที่สุด แล้วถ้าปล่อยให้ลุกลามต่อไปจนยากที่จะเยียวยารักษาแล้ว ประเทศชาติบ้านเมืองของเราจะตกอยู่ในสถานะลำบาก ด้วยพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนบางกลุ่มที่คอยจ้องฉกฉวยแสวงหาโอกาสเอาประโยชน์ใส่ตน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน รวมกระทั่งรัฐบาล การคอร์รัปชันทำลายสิทธิที่พึงมี ความเสมอภาคหายไป ความยากจนเพิ่มขึ้น ความร่ำรวยตกอยู่กับกลุ่มคนที่มีอำนาจและโอกาส การใช้ทรัพยากรเบี่ยงเบน รายได้ลดแต่รายจ่ายกลับเพิ่ม สวนทางกับคุณภาพของชีวิตที่ตกต่ำลง การลงทุนทั้งภายในและข้ามชาติก็ลดลงเช่นกัน ที่น่าเศร้าใจหลายคนคิดว่าคอร์รัปชันเป็นเรื่องธรรมดา รับได้ สูญสิ้นทั้งคุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรม นับเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ต่อการพัฒนาคนและพัฒนาชาติ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยของเราไม่มีคอร์รัปชัน หรือปลอดคอร์รัปชัน เราต้องยอมรับสภาพความเป็นจริง และร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหาให้จงได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนที่ดีมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่และอาชีพการงาน ให้ความสำคัญที่จะจัดการกับปัญหาคอร์รัปชัน ดังเช่นพวกท่านที่อยู่ในที่นี้ยังมีอีกมากมาย และนี่จะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะผลักดันให้งานป้องกันและปราบปรามการทุจริตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้เป็นอย่างดี ถ้าทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องของเรา

เมื่อมีการจัดอันดับประเทศที่มีคอร์รัปชันมากที่สุด ประเทศไทยของเรามักจะอยู่ในอันดับต้น ๆ เกือบทุกครั้ง ปัญหานี้จะเกี่ยวโยงกับภาพลักษณ์ของประเทศโดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นคงและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ หนีไม่พ้นที่จะเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านธุรกิจการค้าที่จะต้องถดถอยตามไปด้วย การทำธุรกิจค้าขายสินค้าคุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน แต่เพื่อให้คงซึ่งความอยู่รอดก็มีการวิ่งเต้น มีการเสนอคอมมิชชัน มีค่าน้ำร้อนน้ำชา ผลสุดท้ายมาบวกรวมเป็นราคาต้นทุนที่ผลักให้ผู้บริโภคคือประชาชนอย่างเราต้องซื้อสินค้าในราคาแพง ผมเชื่อว่าท่านที่ประกอบธุรกิจนอกจากเป็นผู้ประกอบการแล้วท่านก็เป็นผู้บริโภคด้วย แล้วพวกเราก็ตกอยู่ในวงจรน่ารังเกียจนี้ด้วยโดยปริยาย

อีกส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ก็คือ ความยุ่งยากสลับซับซ้อนของระบบราชการที่มีรูรั่วเปิดช่องโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้สุจริตสะดวกในการติดต่อประสานงาน การอนุญาตหรือเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลยพินิจให้ละเว้นการปฏิบัติตามระเบียบ แบบแผนของรัฐเพื่อลดต้นทุนการผลิต หรือจัดสรรทรัพยากร ผลประโยชน์ด้วยความไม่เป็นธรรม ตลอดจนสนับสนุนให้ประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย หากประสานผลประโยชน์ลงตัวระหว่างกันแล้ว คอร์รัปชันจะคงอยู่กับเราตลอดไป การทุจริตเป็นนิสัยทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ หากร่วมมือกันปิดกั้นผู้สุจริตที่ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนไม่ให้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก และคอยจ้องหาช่องว่างและโอกาสเพื่อเอารัดเอาเปรียบตักตวงผลประโยชน์โดยมิได้คำนึงว่าตัวเองจะเป็นผู้ที่ทำให้ระบบของสังคมเสียหายร้ายแรงอย่างไร ในไม่ช้าผู้ประกอบธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริตก็จะอยู่ในสภาพเสียเปรียบคู่แข่งขัน มิอาจทานกระแสอยู่ได้ จะพากันหมดกำลังใจ และจำนวนจะลดน้อยไปจากสังคม ผู้ทุจริตคือผู้ชนะ ชนะบนความพ่ายแพ้ของประชาชน และประเทศชาติ

สังคมไทยนอกจากไม่เข้มงวด เอาจริงเอาจัง อย่างตรงไปตรงมาแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้บังคับใช้กฎหมายยังหย่อนยานในเรื่องของการบังคับใช้ เลือกที่จะบังคับใช้กับผู้ใด เมื่อใดก็ได้ เพราะไม่มีการควบคุมตรวจสอบ จึงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ปัญหาเล็กน้อยที่เกิดขึ้นจากการกระทำผิดระเบียบวินัยมักจะถูกมองข้ามไปเป็นอย่างมาก จนเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก่อให้เกิดพฤติกรรมเคยชิน ผู้ที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายไม่เกรงกลัว และเพิกเฉยที่จะปฏิบัติให้ถูกต้อง เพราะรู้ว่าสามารถทำให้เกิดการยกเว้น ไม่ใช้บังคับกับตนได้ ผลเสียหายที่ถูกสั่งสมมาเป็นเวลานานอาจทำให้ถึงจุดวิกฤติ และเมื่อนั้นประเทศชาติอาจย่อยยับไปได้ในที่สุด ด้วยกฎหมายอาจมีปัญหาหรือช่องว่างบ้าง อาจล้าสมัยไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบันบ้าง แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ตัวบุคคลที่มีอำนาจในการใช้กฎหมาย ซึ่งสามารถใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง นอกจากไม่พัฒนาแล้วยังใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง รวมไปถึงวิธีและกระบวนการที่จะนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายก็ยังไม่โปร่งใสและชอบธรรม ที่จะนำไปสู่สังคมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่พึงประสงค์ด้วยส่วนลึกของจิตสำนึกที่รู้ผิดชอบชั่วดีได้ ระบบอุปถัมภ์ และระบบคุณธรรมที่พูดกันมาทุกยุคทุกสมัยยังคงมีการรักพี่เสียดายน้อง ลูบหน้าปะจมูกกันอยู่

ฉะนั้น ไม่ว่าจะด้วยระบบของราชการที่เอื้ออำนวยต่อการคอร์รัปชัน หรือการบังคับใช้กฎหมายที่เกิดจากตัวผู้ใช้กฎหมาย จำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไข จำเป็นจะต้องมีบทลงโทษอย่างเด็ดขาดและจริงจัง จำเป็นที่สังคมจะต้องมีส่วนร่วมในการเฝ้ามอง บนพื้นฐานความเสมอภาคในสิทธิของมนุษยชน มีส่วนรับรู้และแสดงจุดยืนของความพอใจหรือไม่พอใจจากผลของการกระทำและโทษที่ได้รับ หวังเพียงแต่ว่าในอนาคต แนวโน้มที่ดีเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น และได้รับการรณรงค์ให้ประชาชนได้รับรู้ ชักจูงกันไปในทางที่ถูกต้องดีงาม รวมพลังกันต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบและหันมายกย่องส่งเสริมผู้ประพฤติปฏิบัติชอบให้เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผู้บริหารบ้านเมืองของเราในปัจจุบันจะประกาศตนเป็นศัตรูกับการคอร์รัปชัน ประกาศการกวาดล้างผู้มีอิทธิพล แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงว่า คนที่คอร์รัปชัน คนที่มีอิทธิพลนั้น มีอยู่ในทุกฝ่ายของกลุ่มการเมือง รวมทั้งในฝ่ายรัฐบาลด้วย ดังนั้นการปราบปรามของรัฐบาล จะทำอย่างเสมอภาค จริงใจแค่ไหน อย่างไรนั้น การกระทำและเวลาจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่ารัฐบาลต้องการทำจริงหรือเพียงแค่หาเสียงหรือต้องการสลายพลังของฝ่ายตรงข้าม เพื่อความมั่นคงของตนเองเท่านั้น

ในส่วนของการเสวนาในวันนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งผมได้เรียนมาแล้ว ผมต้องขอร้องท่านผู้มีเกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจเอกชน ให้ช่วยกันเสนอข้อคิดเห็นในการแก้ไขปัญหา เป็นหูเป็นตา ป้องกันในส่วนนี้ ถ้าปราศจากความร่วมมือของพี่น้องประชาชน และภาคธุรกิจเอกชนแล้ว ย่อมจะไม่สามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปได้ นอกจากนี้บทบาทที่สำคัญอีกประการหนึ่งของภาคธุรกิจเอกชนที่ประกอบการค้าขายสินค้าผลิตภัณฑ์ และการบริการ ย่อมจะต้องมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย การทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ หากผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวคำนึงถึงการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเสริมสร้างทัศนคติค่านิยมในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม โดยเฉพาะในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต สนับสนุนยกย่องคุณค่าของคนดี ก็จะเป็นการส่งเสริมให้สังคมของเรามุ่งไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง

การไม่สนับสนุนและไม่เข้าร่วมวงจรเลวร้ายของการทุจริต รวมทั้งการเป็นหูเป็นตา ชี้ช่องเบาะแส อาจจะถูกกลั่นแกล้งจากกลุ่มอิทธิพลอันจะเป็นผลสะท้อนในทางลบต่อกิจการธุรกิจการค้านั้น ดูเหมือนว่าเราต้องการผู้กล้าหาญเป็นอย่างยิ่ง กล้าที่จะยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง กล้าที่จะเป็นตัวแทนของสังคมโดยส่วนรวมที่จะจรรโลงประเทศชาติให้มั่นคงถาวร กล้าที่จะรักษาซึ่งแผ่นดินเกิดไว้ให้ลูกหลานได้อยู่อาศัย ผู้มีอิทธิพลจะยิ่งใหญ่สักเพียงใด ก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้ ถ้าพลังประชาชนได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวที่จะต่อต้านและต่อสู้ด้วยเหตุและผล

ผมยังเชื่อมั่นว่าปัญหาคอร์รัปชันนี้เกิดจากบุคคลบางกลุ่มเท่านั้นที่ยังไม่สามารถควบคุมความต้องการและความพอเพียงส่วนตนได้ ปัญหานี้จะต้องอาศัยคุณธรรมและจริยธรรมเข้ามาเป็นตัวกำหนดแนวทางในการดำเนินชีวิตควบคู่ไปด้วยอย่างเหนียวแน่น ต้องหยั่งรากลึงลงไปในบุคคลตั้งแต่แรกเกิด ในสถาบันครอบครัวและต่อเนื่องไปในสถาบันการศึกษา และสถาบันอาชีพการงานต่าง ๆ อย่างครอบคลุมและทั่วถึง โดยจะต้องถือเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติที่จะต้องดำเนินการอย่างชัดเจนและจริงจังให้ได้ผลเป็นรูปธรรม องค์กรของรัฐและเอกชนทุกภาคส่วน รวมทั้งองค์กรอิสระจะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง อย่างน้อยอยากจะขอให้คำพูดที่มีมาอย่างยาวนานที่ว่า “ค่าน้ำร้อน น้ำชา” หรือ “รับใต้โต๊ะ” จะได้หมดไปจากสังคมไทยของเราเสียที

ในโอกาสสุดท้ายนี้ ผมขอให้กำลังใจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ยังเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่เหลือน้อยเต็มทีแล้ว ที่ยังคงทำงานอย่างเข้มแข็งเป็นอิสระ รักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของหลักการการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ และขอร้องท่านผู้มีเกียรติอีกครั้งว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องช่วยกันสกัดกั้นและต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ ทุกวิถีทาง ที่สามารถจะกระทำได้ และยึดมั่นในอุดมการณ์อย่างจริงจังทั้งภาครัฐคือผู้รับ และภาคธุรกิจเอกชนคือผู้ให้ได้ก็จะเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ถึงวันนี้ธุรกิจระดับชาติต้องการตลาดที่มีการแข่งขัน ประสิทธิภาพ คุณภาพสินค้า การบริการ และความจริงใจ ซื่อสัตย์ต่อกัน เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึง ถ้าทั้งสองผนวกกันไม่รับไม่ให้ คนจะรับไม่รับ คนจะให้ไม่ให้ ก็จะไม่มีรับไม่มีให้ ถ้าเราสามารถปลูกฝังให้เกิดในจิตใต้สำนึกของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และนักธุรกิจ ผมขอเรียนว่าการทุจริตคอร์รัปชันจะต้องลดน้อยลงอย่างแน่นอน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำกล่าวต้อนรับและเปิดงานสัมมนา
เรื่อง การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนกับการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน
ของ ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๗
ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขอต้อนรับทุกท่านด้วยความยินดี ขอให้ทุกท่าน ร่วมแสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่ สภาที่ปรึกษาฯพร้อมที่จะรับฟังทุกความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ โดยรวม ต่อชาติ และประชาชน เพราะสภาที่ปรึกษาฯ มิใช่องค์กร เพื่อต่อรองผลประโยชน์ของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใด หน้าที่ของเรา ก็คือการสะท้อนปัญหาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม และจัดทำ คำปรึกษาและข้อคิดเห็นเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้คณะรัฐมนตรี หรือ รัฐบาลนำไป ประกอบ การพิจารณา กำหนดเป็นนโยบาย ในเรื่องที่จะกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

บัดนี้ สภาที่ปรึกษาฯ ได้ดำเนินงานมาใกล้จะครบวาระ ๓ ปี ในวันที่ ๖ สิงหาคมนี้แล้ว ผลการดำเนินงานก็มีไม่น้อย เฉพาะที่ดำเนินการไปแล้วมีมากกว่า ๔๐ เรื่อง และอยู่ในระหว่างการ ดำเนินการ อีกไม่น้อยกว่า ๑๐ เรื่อง

ตามข้อเท็จจริงนั้น การเป็นที่ปรึกษาฯ ก็คือ การทำงานอยู่ เบื้องหลัง และการให้ความเห็น ก็ไม่จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเห็นชอบด้วยทุกอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องทำก็คือ นำข้อคิดเห็น ไปประกอบการพิจารณากำหนดนโยบาย และต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน

สภาที่ปรึกษาฯ แม้จะเป็นองค์กรใหม่ ที่เพิ่งมีเป็นครั้งแรก ในประเทศไทย แต่ก็เป็นองค์กร ที่รวมบุคคลที่มีความรู้ความสามารถหลายๆ ด้านไว้ในที่เดียวกัน ถึง ๙๙ คน ทั้งในภาคเศรษฐกิจ สังคม ฐานทรัพยากร และผู้ทรงคุณวุฒิ บุคคลเหล่านี้ มีความตั้งใจที่จะนำความรู้ความสามารถในสายอาชีพ ของตน ซึ่งสั่งสมมานาน เสนอข้อคิดเห็นต่อรัฐบาล ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน

บทบาทและการดำเนินงานของสภาที่ปรึกษาฯ ในระยะแรกเริ่มนี้ แม้จะขัดข้องไปบ้าง เหตุก็เพราะสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ มาจากหลากหลายอาชีพ ความคิดเห็นก็ย่อมจะแปลกแยกกันบ้าง คนละทาง สองทาง แต่ในท้ายที่สุด ความคิดเห็นของสภาที่ปรึกษาฯ โดยรวม จะต้องหลอมรวมกัน และเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง

การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมีความสำคัญมาก มากจนกระทั่งถูกตราไว้ในมาตราที่ ๗๖ ของรัฐธรรมนูญ เพราะอะไร เพราะในอดีตนั้น ส่วนใหญ่รัฐเป็นผู้กำหนดนโยบายแต่เพียงฝ่ายเดียว ใช้หลักการวางแผนจากบนลงสู่ล่าง ไม่ใช่จากล่างขึ้นสู่บน ไม่ได้ทำการสำรวจตรวจตราความต้องการ ของประชาชนในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด แต่ละภาค แต่กำหนดนโยบายเหมือนกันทั้งประเทศ เหมือนกันทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด และทุกภาค แต่บัดนี้ทุกคน มีความเห็นเหมือนกันว่า การกำหนดนโยบายจะต้องให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะจะต้องวางแผนจากล่างขึ้นสู่บน

การเปลี่ยนแปลงทางความคิด และวิธีการทำงานในการวางแผนพัฒนาฯ ของสภาพัฒน์ ได้เริ่มให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในการวางแผน การพัฒนาประเทศ ที่หน่วยงานราชการตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องถามความเห็นภาคประชาชน ด้วยการจัดประชุม สัมมนา ในเวทีต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร

ในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด แต่ละภาค ความต้องการในการแก้ปัญหาอาจจะเหมือนกัน และอาจจะต่างกัน การกำหนดนโยบายหรือแผนงานต่างๆ จึงควรมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ในจังหวัด และในภาคนั้นๆ รัฐควรให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ มีแผนแม่บทเป็นของตนเอง โดย รัฐเป็นเพียง ผู้ให้ ให้ความรู้ ให้ข้อมูล ให้การสนับสนุนงบประมาณ และให้การสนับสนุน นักวิชาการ สนองความต้องการ ตามความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

แล้วทำไม สภาที่ปรึกษาฯ จึงให้ความสำคัญต่อปัญหาเรื่อง การทุจริต หรือคอร์รัปชัน ทำไมไม่เป็นเรื่องนั้น ทำไมไม่เป็นเรื่องนี้ คำตอบไม่ยากครับ เพราะปัญหาเรื่องการทุจริตเป็นปัญหาสำคัญของชาติ เป็นปัญหาที่แก้ยาก มีอยู่ในทุกอณูของพื้นที่ ไม่ว่าจะในระดับรากหญ้า หรือในระดับประเทศ หากปล่อยไว้ ไม่รีบหาหนทางแก้ไข ไม่ช่วยกันป้องปราม ไม่ช่วยกันสอดส่องดูแล มันจะลุกลาม จนไม่มีทางแก้ไข เพราะคนทุกวันนี้ ห่างไกลคุณธรรม ห่างไกล ศีลธรรมจรรยา ยึดวัตถุนิยม และบริโภคนิยม

ตั้งแต่เด็ก ผมก็ได้ยินคำว่า คอร์รัปชันแล้ว คุณพ่อผมซึ่งรับราชการในสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช เล่าให้ฟังว่า ในสมัยนั้นมีพระยาสองสามคนมีชื่อเสียงที่ไม่ดีเกี่ยวกับ การฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่จำเป็นต้องพูดถึงมีใบเสร็จหรือไม่มีใบเสร็จ และเมื่อเรื่องนี้ทราบถึงเบื้องพระยุคลบาท พระเจ้าอยู่หัวแค่แสดงอาการทรงกริ้วมากเท่านั้น พระยาสองสามคนนั้นจะอายจนมองหน้าใคร ไม่ติด จนมีคำติดปากว่า "อายเอาหน้าแทบซุกแผ่นดิน" อาการเช่นนี้เป็นค่านิยมของสังคมไทยในอดีต ซึ่งเป็นค่านิยมที่ดี เรียกว่า มีหิริโอตตัปปะ หรือ มีความละอายใจ เกรงกลัวต่อบาป

แต่ปัจจุบันเหตุการณ์ได้เปลี่ยนไป เมื่อพูดถึงการคอร์รัปชัน ก็มักจะอ้างหลักฐานที่เป็นใบเสร็จตาม กฏหมายว่า ถ้าไม่มีหลักฐาน ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่า คอร์รัปชัน ผมถามหน่อยเถอะว่า คนฉลาด มีการศึกษาสูง ที่ตั้งใจโกงกินนั้น เขาจะสร้างหลักฐานให้เห็นให้จับได้หรือ? มันมีวิธีการมากมายที่เราพอจะรู้ หรือที่เราไม่รู้อีกมาก แต่มันก็คือการคอร์รัปชัน

แล้วอย่างไรล่ะ ที่เรียกว่า คอร์รัปชัน?

ผมเคยออกรายการทางโทรทัศน์ครั้งหนึ่ง เป็นรายการทางด้านการเมือง พิธีกรถามผมว่า การกินตามน้ำ ใช่คอร์รัปชันหรือไม่ ผมสะอึก แต่ผมเข้าใจว่า ผู้ถาม ถามด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่ด้วยความไม่รู้คำตอบของผมก็คือ กินตามน้ำก็คอร์รัปชัน เหนือน้ำก็คอร์รัปชัน ใต้น้ำก็คอร์รัปชัน กินคอมมิชชัน ก็คอร์รัปชัน กินล่วงหน้าก็คอร์รัปชัน กินให้หลังก็คอร์รัปชันทั้งนั้น ผมจึงหวังว่า สังคมไทยจะไม่สงสัยในประเด็นนี้ แต่เข้าใจ และประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้อง

ผมถามตัวเองว่า หลักนิติธรรมหรือกฎหมายนั้น จะแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชันได้หรือไม่ หรือ รัฐธรรมนูญ จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ได้ ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้ ที่สังคมใดจะ แก้ปัญหาด้วยตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้วก็เช่นกัน เพราะอะไร เพราะสังคมนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับปัจจัยอีกหลายประการ เราจึงต้องสร้างกลไกบางอย่างขึ้นมาเพื่อคานอำนาจ

การเรียกร้องและการให้สินบน การเบียดบังเงินหลวง ไม่ว่าจะทำคนเดียวหรือเป็นเครือข่าย ที่เรียกว่า กินเหนือน้ำ กินใต้น้ำ อันนี้ชัดเจนว่า เป็นคอร์รัปชันแน่นอน แต่สำหรับในกรณีที่คลุมเครือ กว่านั้น ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมดังนี้

สมมติว่า นาย ก. ชนะการประมูล โดยที่ผมไม่ได้ช่วยอะไรเลย ขาวสะอาดทุกอย่าง แต่เมื่อชนะแล้ว นาย ก. มีน้ำใจ เอาของขวัญมาให้ผม ถ้าของสิ่งนั้นเป็นของที่มีมูลค่าเล็กน้อย เช่น ปากกา ๑ ด้าม ก็อนุโลมได้ในสังคมไทย แต่ถ้าเป็นรถยนต์ หรือทองคำ หรือ บ้าน หรือตั๋วเครื่องบินไป-กลับยุโรป อเมริกา หรือที่อื่นๆไม่ได้แน่นอน อันนี้เป็นการให้ประโยชน์ ถึงแม้จะเป็นการให้ประโยชน์หลังเหตุการณ์ แต่จะผูกพันคนคนนั้นในการวินิจฉัย ในการพิจารณากรณีต่อๆ ไป ในอนาคตเราอาจจะพูดว่า เราไม่ได้ขอนี่ เขาเอามาให้เอง เรากิน ตามน้ำน่ะ กินแบบนี้ผิดแน่นอนครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ แต่หลายคนยังไม่เข้าใจ เพราะเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย นั่นคือ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือ Conflict of Interest

คำว่า Conflict of Interest ไม่มีคำแปลในภาษาไทยที่ชัดเจน จึงทำให้สงสัยอยู่เสมอว่า มัน คืออะไรกันแน่ แต่ผมจะพยายาม ขยายความให้ฟังดังนี้

Conflict of Interest คือ ความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์สาธารณะ

สมมติว่า วันนี้ ผมเป็นอธิบดี แต่วันรุ่งขึ้นเกษียณ ไปนั่งเป็นกรรมการบริษัทที่ผมเคยควบคุม อย่างนี้ไม่ได้ ไม่ว่า จะเป็นสุรา บุหรี่ บริษัทการเงิน จะเป็นหนึ่งวันหลังจากเกษียณหรือแม้แต่ ๒ เดือนหลังเกษียณ ก็ไปรับเป็นผู้จัดการบริษัทที่เคยควบคุมหรือเป็นประธาน อย่างนี้ไม่ได้

หรือสมมติว่า ผมรับราชการอยู่ มีหน้าที่อนุมัติแบบก่อสร้าง แต่เงินเดือน ไม่พอใช้ จึงไปเปิดบริษัท เป็นคนเขียนแบบที่ผมนั่นแหละเป็นคนอนุมัติ อย่างนี้ก็ไม่ได้ ซึ่งกรณีแบบนี้ใช้อยู่แพร่หลาย ในเทศบาลต่างๆ โดยเฉพาะใน กทม.

หรือผมรับราชการเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัท ห้างร้าน แต่ผมกลับมีกิจการของผม เป็นผู้ทำบัญชี สอบบัญชีให้กับบริษัทที่ผมต้องตรวจสอบเสียเอง อย่างนี้ก็ผิดเช่นเดียวกัน เพราะการมี ส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้การตัดสินใจไขว้เขว และมีอคติได้

หรือผมเป็นหัวหน้าตำรวจสถานีตำรวจ แล้วผมตั้งบริษัทรถเมล์ในตรอกในซอยที่เป็นอาณาเขตของผม หรือตั้งบริษัทดูแลความปลอดภัยของสถานที่ในเขตที่อยู่ภายใต้โรงพักนั้น อันนี้ก็ไม่ถูกอีก แต่ทุกกรณีที่ยกตัวอย่างขึ้นมานั้น เราคงจะต้องยอมรับความจริงว่า ไม่ใช่กรณีที่สมมติขึ้นในใจ แต่ เป็นตัวอย่างจากชีวิตจริง ที่ทำกันมาเป็นเวลาหลายปี และก็ยังทำกันอยู่ในปัจจุบัน

หัวใจของการขัดแย้งทางผลประโยชน์ จึงอยู่ตรงที่จะต้องรู้จักแยกแยะ เรื่องส่วนรวมออกจากเรื่องส่วนตัวให้ได้ และยังต้องไม่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เสี่ยงว่าผลประโยชน์ส่วนตัวจะเบี่ยงเบนการตัดสินใจ จะคิดแต่เพียงว่า เรามีความยุติธรรมเพียงพอ ใช้มาตรฐานจริยธรรมส่วนตนอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ในทางตรงข้ามกลับจะต้องพาตัวเองออกให้ห่างจากสถานการณ์นั้นๆ ไม่ให้เกิดข้อครหาขึ้นได้กับเรา

การคอร์รัปชันนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในเรื่องของการคอร์รัปชันในทางการเงินอย่างเดียว อย่างเรื่องการรับสินบน การฉ้อราษฎร์บังหลวง การรับเงินใต้โต๊ะ แต่ยังหมายถึงความเสื่อมโทรมทาง คุณธรรม หรือไม่รับรู้เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมในชีวิตของคนคนนั้น ไม่รู้ไม่สนใจว่า อะไรถูกอะไรผิด

การคอร์รัปชันเป็นเรื่องซับซ้อน และโยงใยกับผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลหลายฝ่าย แพร่กระจายไปในแทบทุกส่วนของการดำรงชีวิต การแก้ปัญหาจึงต้องแก้อย่างเป็นองค์รวม ซึ่งผม ขอเสนอเป็นแนวทางไว้ สักห้าหกประการคือ

ประการแรก

เราต้องไม่มองปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน แยกส่วนออกจากปัญหาอื่นๆ ของระบบ การคอร์รัปชันเป็นเรื่องซับซ้อน เป็นบ่อเกิดและ เป็นแหล่งหมักหมมของปัญหาอื่นๆอีกมากมายก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน การคอร์รัปชันก็เป็นภาวะสะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของระบบด้วย เราจึงต้องมองว่า ปัญหาการทุจริต ปัญหาความยากจน ปัญหาการศึกษา ปัญหาระบบการบริหารในภาคราชการ ปัญหาความไม่โปร่งใส ในการประกอบธุรกิจ หรือแม้แต่ปัญหาความไม่เข้มแข็งในภาคประชาสังคมเหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องที่แยกออกจากกันไม่ได้ ในมุมมอง ของการแก้ปัญหาทุจริต จะต้องคำนึงถึงบริบทของปัญหาอื่นๆ ประกอบกันไปด้วย การแก้ปัญหาของระบบก็ต้องคำนึงถึงเงื่อนไข อิทธิพล และบทบาทการทุจริต คอร์รัปชัน ที่มีต่อสภาพปัญหานั้นๆ เราจึงจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างครบวงจร

ประการที่สอง

เราต้องมองว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นปัญหาหลายระดับ

ในระดับบุคคล ปราการด้านการทุจริตก็คือ จริยธรรม และคุณธรรม ประจำใจ อันนี้เป็นเรื่องของอุปนิสัย เป็นเรื่องของการอบรม การที่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูง และผู้ใหญ่ในสังคมทำให้ดูเป็น ตัวอย่าง เป็นผลผลิตของกระบวนการในระยะยาว

ในระดับสังคม เป็นเรื่องของการกำหนดลักษณะความสัมพันธ์ ซึ่งรวมถึง ค่านิยม ความเชื่อ และธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ด้วย ลักษณะความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่กำหนดได้ด้วยระบบความคิด และความเข้าใจ ดังนั้น ถ้าจะแก้ปัญหาการทุจริต มาตรการเชิงสังคมอันดับแรกของผมคือ เราต้องทำให้คนในสังคมรู้เห็นตรงกันว่า การกระทำอย่างไรจัดว่าเป็นการคอร์รัปชัน อะไรไม่ใช่คอร์รัปชัน

ประการที่สาม

สังคมจะต้องสร้างกลไกของข้อมูลข่าวสารให้เกิดความโปร่งใส ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ และทันต่อสถานการณ์ได้ อาจมีข้อยกเว้นบ้างสำหรับความลับของทางราชการ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ต้องกำหนดให้ชัดเจนและรู้โดยทั่วกัน ไม่ใช่ให้อยู่ในดุลยพินิจ ของเจ้าหน้าที่เพียงบางคน การเปิดเผยข้อมูล จะทำให้ทุจริตได้ยากขึ้น

นอกจากนั้น จะต้องสร้างกลไกให้ประชาชน ตั้งคำถามได้ ในกรณีที่ส่อแววการทุจริต พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารก็ดี การกำหนดให้รัฐบาลต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินก็ดี การเปิดเผยการประชุมสภาก็ดี หรือการเปิดเผยเงินบริจาคและรายชื่อผู้บริจาคให้กับพรรคการเมืองก็ดี กลไกเหล่านี้ล้วนกำหนดขึ้น เพื่อสร้างความโปร่งใสทั้งสิ้น

ประการที่สี่

สังคมต้องมีสื่อที่เป็นอิสระ ไม่คอร์รัปชัน ไม่รับเงินเป็นพวกของใคร คอลัมนิสต์ต้องมีความรับผิดชอบต่อทั้งผู้อ่านและผู้ที่ตกเป็นข่าว ข่าวที่เสนอต้องเป็นข้อเท็จจริงและเป็นธรรม แยกข้อเท็จจริงออกจากข้อคิดเห็น

ปัจจุบัน มีคนพูดถึงการนำเสนอข่าวแบบเจาะลึก หรือ Investigative Reporting กันมากว่า เป็นวิธีขุดคุ้ยการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การนำเสนอข่าวแบบเจาะลึก ต้องอาศัยทักษะและความชำนาญที่แตกต่างจากการนำเสนอข่าวทั่วไป เพราะเบาะแส ไม่ชอบมาพากลจะแฝงตัวอยู่ใน ข้อมูลต่างๆที่กระจัดกระจาย นักข่าวจึงต้องรู้จักจับแพะชนแกะให้ถูก

ประการที่ห้า

สังคมต้องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น เพราะสิ่งนี้ เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง เพราะผู้ที่เสียผลประโยชน์ในท้ายที่สุดก็คือประชาชนนั่นเอง

แล้วประชาชนคือใครล่ะ ก็คือ คุณ คือผม คือเราทุกๆ คนนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ ชาวไร่ ชาวนา คือคนที่ถอดหมวกแล้วทุกคน เขาคือประชาชนที่อยู่ในสังคมนี้ ประชาชนต้องตื่นตัว ต้องกระตือรือร้นที่จะรับรู้ ตรวจสอบกระบวนการตัดสินใจในภาครัฐ ที่สงผลกระทบต่อชีวิตของเรา ต้องสนับสนุน การมีส่วนร่วมของคนอื่น ต้องสร้างภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง มีทัศนคติต่อส่วนรวม ที่ถูกต้อง ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม อย่างที่กล่าวแล้วในตอนต้น สังคมต้องสร้างปัจจัยพื้นฐาน สร้างโอกาสทางการศึกษา และการดำรงชีวิตที่ดี การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน มิใช่เป็นวาระ ของรัฐบาลแต่เพียงผู้เดียว แต่ต้องเป็นวาระของประชาชน

ประการสุดท้าย

ต้องพัฒนาการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยทั้งในสาระ และกระบวนการ และต้องมีกลไก ที่เข้ากับหลักการของธรรมาภิบาล เรื่องนี้จะเห็นได้จากประเทศที่เจริญแล้วอย่างประเทศฟินแลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน หรือแคนนาดา ในทางตรงข้ามประเทศที่อยู่รั้งท้ายในเรื่องนี้ได้แก่ประเทศที่มักจะมีผู้นำที่เป็นเผด็จการ หรืออยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคม กลไกธรรมาภิบาลยังไม่เข้มแข็ง

ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ไขได้ภายในวันหรือสองวัน อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี หรือยี่สิบปี หรือมากกว่านั้น และก็ไม่ใช่จะแก้ไขได้ด้วยคนหรือสองคน แต่ต้องรวมพลังกัน ร่วมแรงร่วมใจกันทุกคน ในการสอดส่องดูแล และก็ไม่ควรย่อท้อด้วย เพราะถ้าปล่อยให้มันเกาะกินสังคมไทยไปเรื่อยๆ ไม่มีการคานอำนาจ ไม่ช่วยกันป้องปราม ไม่ช่วยแก้ไข ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ผม ไม่อยากจะนึกถึงเลยครับ

กฎแห่งกรรม จะมีอยู่จริงหรือไม่ ผมไม่กล้ายืนยัน แล้วแต่ความเชื่อ ความศรัทธาของแต่ละคน และจะเร็วเหมือนติดจรวด อย่างที่ชอบพูดกันหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ ผมก็ตอบไม่ได้อีก ที่แน่ๆก็คือ ทุกๆ คนต้องช่วยกันและช่วยกันอย่างจริงจัง และช่วยกันอย่างเป็นระบบด้วย

ผมขอทิ้งไว้แค่นี้ให้ท่านช่วยกันคิดต่อไป ท้ายที่สุดนี้ ผมขออวยพรให้การสัมมนาในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีความสมานฉันท์ และเอื้ออาทรต่อกันทุกฝ่าย

สวัสดี